ตอนที่ 541
บทที่ 542 หนึ่งดาบแสกหน้า
October 22, 2026
คําพูดนี้ของติงอี้ พูดขึ้นด้วยรังสีฆ่าฟันพลุ่งพล่าน ทั่วร่างของเขาอาบไปด้วยเลือด บาดแผลเต็มตัว ราวกับเทพแห่ง ความตายเดินสังหารออกมาจากทะเลโลหิตก็มิปาน คุณชายเมืองธารเหมันต์อันสูงส่ง ‘ลิขิตฟ้าฝ่ามือเทพ’ ชวีเสวี่ยหนิง ที่ชื่อเสียงเลื่องลือยุทธจักร ตายไปต่อหน้าต่อตายอดฝีมืออันดับหนึ่ง ของสองขั้วอํานาจใหญ่อย่างเจ้าเมืองธารเหมันต์และเจ้าสํานักกระบี่ ทะเลประจิมลงเช่นนี้ คนบางส่วนถึงกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง หลายปีมานี้ ‘ลิขิตฟ้าฝ่ามือเทพ’ เป็นศิษย์ของเก้าสํานักที่ตายลง อย่างร้ายแรงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกสังหารลงต่อหน้าธารกํานัลเช่นนี้ เจ้าเมืองธารเหมันต์เห็นลูกชายตนเองตายไปคาตา ร่างกายถูก เหยียบจนป่นไม่มีชิ้นดี ตายอย่างหมดจด ในใจเดือดดาลราวกับคลื่น ยักษ์ล้างโลกที่จะถล่มฟ้าดินให้พินาศก็มิปานเขาจ้องมองติงอี้เขม็ง แต่ละคําแต่ละประโยคล้วนเต็มไปด้วยความ โกรธแค้นในดวงตา “นับจากวันนี้ ฟ้าดินอันยิ่งใหญ่จะไม่มีที่ให้เจ้ายืน อีก ข้าจะทําให้เจ้าได้รู้ ว่าอะไรคือการตายก็ไม่ได้จะเป็นก็ไม่ได้” “โอ๋? งั้นหรือ?” ติงอี้หัวเราะขึ้นอย่างเบิกบาน เอ่ยต่อว่า “พูดมา เช่นนี้ อย่างกับว่าก่อนที่ข้าจะสังหารลูกชายเจ้า เจ้าไม่เคยคิดที่จะทําให้ เหล่าลัทธิมารต้องตายก็ไม่ได้เป็นก็ไม่ได้หรือไรกัน?” ทั้งสองฝ่ายเดิมทีก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตอยู่แล้ว คําพูดคุกคามเช่นนี้จึง ไม่ได้มีแรงสังหารใดๆ เลย ความโกรธของชวีอี้ราวกับเป็นเปลวไฟที่มีรูปร่าง รอบตัวของเขามี สนามพลังแปลกประหลาดกางออกมาในพริบตา ภายใต้ความเดือดดาลของเขาเมื่อครู่ ทําเอาสติปัญญาพังทลายลง เอ่ยคําพูดคุกคามจนดูน่าขัน ทว่าตอนนี้ค่อยใจเย็นลงมาแล้ว พยายาม ข่มไฟแห่งความโกรธในตนเองลง ในหัวสมองได้ทําการวิเคราะห์ขึ้นมา อย่างรวดเร็ว อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในคืนนี้ไม่ใช่ติงอี้ แต่เป็นชายหนุ่มลึกลับที่ชื่อต้วนสุ่ยหลิวคนนี้ต่างหากติงอี้เป็นผู้สืบทอดฝืนชะตา พลังบําเพ็ญขั้นมหาเทวะ ถึงจะเป็นรุ่น ใหม่ที่อยู่ในระดับสุดยอดบนดาวทุรกันดารก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับจอม ยุทธ์เก่าอย่างพวกเขาเหล่านี้ยังแตกต่างอยู่หลายขุม ต่อให้อยู่ด้านใต้ ยอดเขาโต๊ะ สามารถหยิบยืมพลังจากยอดเขาโต๊ะได้ แต่เมื่ออยู่ใต้พลัง อันเด็ดขาดของยอดฝีมือขั้นทะลวงสวรรค์ทั้งสองนี้ ต่อให้จะมีจิต สงครามแข็งแกร่งเพียงไหน ปณิธานแน่วแน่เพียงใด ท้ายสุดก็ยังต้องมี ดวงชะตาที่ถูกกุมขังในจุดที่ต�ากว่าอยู่ดี แต่ว่า ชายหนุ่มที่ชื่อต้วนสุ่ยหลิวคนนี้ พลังสุดแสนจะน่ากลัวราว กับเทพมังกรทะยานฟ้า เห็นหัวไม่เห็นหาง ถึงแม้เมื่อครู่จะประมือกันหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสิน ระดับพลังของอีกฝ่ายได้เสียที ดูอย่างผิวเผินแล้ว คลื่นพลังจัดอยู่ใน ระดับสูงสุดขั้นมหาเทวะเท่านั้น แต่พลังการรบกลับน่ากลัวเหลือคนา อยู่เหนือขั้นทะลวงสวรรค์ขึ้นไปอีก หรือว่าจะเป็นขั้นสะพานเป็นตายใน ตํานานนั่นกัน? ‘หนึ่งกระบี่ทะเลประจิม’ ถานหรูซวงยืนอยู่ด้านหน้าป่าหิน สีหน้า เคร่งขรึมอย่างมาก เดิมทีคิดว่าเป็นแค่การจัดการสายของลัทธิมารคนหนึ่งเท่านั้น ใคร จะคิดว่าจะมาจนถึงขั้นนี้‘กระบี่เงาทะเล’ ในมือเขา รวมรวมพลังปราณ เตรียมพร้อม สุดกําลัง เพียงแค่หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกของติงอี้ทั้งสองคนเข้าไปในป่าหิน จน ใช้พลังลี้ลับของฝืนชะตาในวันวานที่ซ่อนเอาไว้ในยอดเขาโต๊ะหลบหนี ออกไป สถานการณ์ในวันนี้ก็ยังคงอยู่ในการควบคุมของเก้าสํานักใหญ่ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นถึงเก้าสํานักเลยนะ เคยพ่ายแพ้เสียเมื่อไรกัน?“นี่ พี่ติง ประกาศวีรบุรุษของท่านจบแล้วหรือยัง?” หลี่มู่มองดูติงอี้ทําเป็นเก่งจนจบ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ไหว “พวกเรามาคุยจริงจังกันดีกว่า ตอนนี้พวกเราต้องคิดวิธีหนีออกไปก่อน ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวพวกเจ้าสํานักกับยอดฝีมือของเก้าสํานักมาถึงล่ะก็ ล้อรถสงครามจะมาบี้พวกเราสองคนเอานา แล้วท่านก็พิกลพิการไปครึ่งตัวแล้วด้วย”“อะไรคือพิกลพิการไปครึ่งตัว?” ติงอี้เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “ต่อให้ข้าเหลือแค่ขาข้างเดียว ก็ยังสังหารได้อีกเป็นสิบ”หลี่มู่ยกมือประคองหน้าผาก เอ่ยขึ้นอย่างพูดไม่ออก “พี่ใหญ่ ตั้งใจหน่อย ตอนนี้ใช่เวลาโอ้อวดเสียที่ไหนกัน”ติงอี้ยิ้มขึ้นอย่างสอพลอ “โอ้ เช่นนั้นหรือ? ฮ่ะๆ ชินไปแล้วน่ะชินไปแล้ว…เอ๋? ไอ้เจ้าโอ้อวดนี่หมายถึงขี้โม้ใช่ไหม? คํานี้น่าสนใจดี”จากนั้น เขาชี้ไปยังป่าหินด้านหลังถานหรูซวง เอ่ยขึ้นว่า “ขอแค่บุกเข้าไปในป่าหินได้ พวกเราก็จะปลอดภัยชั่วคราวแล้ว”ทั้งสองคนไม่ได้สนใจกับสายตาดุดันของยอดฝีมือจากทั้งสองสํานักใหญ่ที่อยู่รอบๆ เลย ปรึกษาหารือเรื่องการหนีราวกับรอบข้างไม่มีคนอยู่สําหรับเหล่าศิษย์ของสองสํานักใหญ่แล้ว ความรู้สึกเช่นนี้ประหลาดเป็นอย่างมากความรู้สึกถูกเหยียดหยามที่ไม่เคยมีมาก่อนก่อนหน้านี้ เคยมีคนจากยุทธจักรคนไหนที่กล้ามากําเริบเสินสานต่อหน้าเก้าสํานักใหญ่เช่นนี้บ้างกัน“ได้เลย เช่นนั้นก็ง่ายแล้ว” หลี่มู่หันกลับ มองไปยัง ‘หนึ่งกระบี่ทะเลประจิม’ ถานหรูซวง หัวเราะขึ้นเอ่ยต่อว่า “เจรจากันหน่อย สุนัขที่ดีไม่ขวางทางคนอื่นเขานา ถ้าไม่อยากตายล่ะก็ รบกวนเจ้าหลีกทางให้หน่อยได้ไหม?”ถานหรูซวงโมโหจนหัวเราะขึ้นหนึ่งร้อยปีมานี่ ไม่เคยมีใครกล้าพูดเช่นนี้กับเขาติงอี้ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จึงได้ยกนิ้วมือขึ้น “น้องชาย เจ้าต่างหากที่เป็นพวกโอ้อวด”หลี่มู่เอ่ยตอบ “อ่อนข้อให้ด้วย อ่อนข้อให้ด้วย”เสียงยังไม่ทันขาดร่างของเขาบุกเข้าไปในสนามพลังของถานหรูซวงแล้วดาบสงครามเล่มหนึ่งที่หยิบมาจากใจกลางสุสานเทพ ถูกกําอยู่ในมือนานแล้ว ฟันแสกหน้าอย่างอหังการ ฟาดลงไปยังใบหน้าของเจ้าสํานักกระบี่ทะเลประจิมคนนี้เรียบง่ายตรงไปตรงมานี่คือรูปแบบการต่อสู้ของหลี่มู่วิชาดาบของเขาฝึกฝนจากขั้นตอนการแปรง่ายเป็นซับซ้อนจากนั้นแปรจากซับซ้อนกลายเป็นง่าย การฟาดดาบครั้งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่น่ามหัศจรรย์ อาศัยเพียงจุดตันเถียนหนึ่งอึดใจโพรงเลือดในทรวงอก จิตวิญญาณในสมอง ดาบเล่มหนึ่งในมือ พลังไร้เทียมทานของดาบสามดอกไม้รวมยอด ห้าธาตุรวมเป็นหนึ่งนี่คือวิถีดาบของหลี่มู่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆเพียงออกดาบ ก็เท่ากับหนึ่งดาบนี่ก็เป็นการจัดการความคิดการเรียนยุทธ์ของตัวหลี่มู่ในช่วงที่ผ่านมา จนถ่องแท้ได้ถึงจิตสูงสุดแห่งดาบ“อวดดีนัก”ถานหรูซวงถูกวิชาดาบแสกหน้าที่ไม่มีความนอบน้อมทําให้เดือดดาล โบกกระบี่ขึ้นรับชิ้ง!เสียงปะทะของโลหะดังขึ้น จากนั้นจึงเป็นเสียงสั่นสะเทือนของ