ตอนที่ 692
บทที่ 692 ควรได้เวลาไปจัดการหลี่โม่แล้ว
October 31, 2026
เจินจาหนานตกตะลึงจนตาค้าง ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลี่โม่
“คุณหลี่ คุณ คุณอยากได้หลักฐานของใครเหรอ?”
“งั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าปู่ของแกจะเข้าใจความหมายของฉันรึเปล่าแล้วล่ะ มีโอกาสแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แกแค่เอาคำพูดของฉันไปพูดให้ครบก็พอ ไสหัวไปได้แล้ว”
หลังจากหลี่โม่พูดจบ ก็ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนไหล่ของเจินจาหนาน ปรากฏเสียงแตกของกระดูกดังลั่นตามมา ไหล่ขวาของเจินจาหนานพลันถูกหลี่โม่เหยียบจนหักยุบลงไปทันที เรียกง่าย ๆ ว่าแขนขวาทั้งแขนถูกทำให้ใช้การไม่ได้อย่างสมบูรณ์
เจินจาหนานที่กำลังตื่นเต้นดีใจ เพราะได้ยินคำพูดของหลี่โม่ที่บอกว่า “ไสหัวไปได้แล้ว” พลันรู้สึกเจ็บจนแทบขาดใจจากการถูกเหยียบ ถึงกับชักกระตุกไปทั้งตัว เกือบจะเป็นลมหมดสติไปเพราะความรู้สึกที่ต่างกันสุดขั้ว ที่เหมือนเพิ่งขึ้นจากธารน้ำแข็งแล้วต้องมาเผชิญไฟอันแสบร้อนเลยทีเดียว
“ไหล่ชั้น! แขนชั้น! แก! แกจะปล่อยฉันไปอยู่แล้ว ทำไมยังต้องทำร้ายชั้นด้วยวะ!” เจินจาหนานกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นอย่างเจ็บปวด เหงื่อเย็น ๆ ไหลท่วมไปทั้งตัว
“ฮะๆ ฉันกลัวว่าปากของแกไม่มีหนวด เดี๋ยวจะทำงานได้ไม่น่าเชื่อถือน่ะ ( เป็นสำนวนจีนที่เอาไว้ตำหนิเด็ก หรือวัยรุ่นที่ทำงานด้วยความไม่เชี่ยวชาญหรือทำออกมาใช้ไม่ได้ ) เลยกะว่าจะให้ความทรงจำยาว ๆ กับแกก่อนน่าจะดี” หลี่โม่พูดอย่างเย็นชา สายตาก็ปรายมองไปทางมังกรดำที่อยู่ไม่ไกล
ในเวลานั้นมังกรดำนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น มีกองเลือดกองใหญ่ไหลนองอยู่ใต้ร่าง คนตายไปแล้วแบบที่ไม่สามารถจะตายได้อีก
หลี่โม่ยกยิ้มจาง ๆ จากนั้นก็มองไปทางเฉินชิงเหมยแล้วพูดว่า "รีบกลับบ้านไปเถอะ วันหลังก็ระวังตัวหน่อยล่ะ"
“หา? โอ้ โอ้ ! คือว่า... คุณ คุณไม่ไปส่งฉันหน่อยเหรอ?” เฉินชิงเหมยพูดด้วยหัวใจที่ยังเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ไม่หยุด
หลี่โม่เลิกคิ้วพลางส่ายหน้า: "ฉันยังมีเรื่องที่ต้องทำ ไปก่อนล่ะ"
เมื่อเห็นเงาหลังของหลี่โม่ที่เดินห่างออกไป เฉินชิงเหมยก็กระทืบเท้าเร่า ๆ รู้สึกเหมือนปอดแทบจะระเบิดเพราะโดนหลี่โม่ทำให้โกรธแทบตายแล้ว
เมื่อหลี่โม่ขับรถจากไป เฉินชิงเหมยไม่กล้าอยู่ต่อ รีบออกจากที่นั่นไปอย่างไม่รอช้า
พวกลูกน้องของพี่เสี่ยวหม่า ต่างช่วยกันประคองพี่เสี่ยวหม่ากับคนอื่น ๆ ที่หมดสติ แล้วพากันจากไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งจัตุรัสถูกทิ้งร้างในทันที นอกจากมังกรดำที่ตายไปแล้ว ก็เหลือแค่เจินจาหนานกับพวกบอดี้การ์ดของเขาเท่านั้น
พวกบอดี้การ์ดรีบวิ่งกรูไปหาเจินจาหนานด้วยความตื่นตระหนก แล้วพาเจินจาหนานถูลู่ถูกังขึ้นรถจากไปทันที
หลี่โม่ขับรถกลับถึงบ้าน หลังจากพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับพวกกู้หยุนหลันได้สักพัก ก็เห็นกู้เจี้ยนหมินขยิบตาให้ตัวเอง จึงหาข้ออ้างเพื่อจะตามกู้เจี้ยนหมินไปที่ห้องหนังสือ
ในห้องหนังสือ กู้เจี้ยนหมินถามด้วยท่าทางที่ดูกระสับกระส่ายว่า: "หลี่โม่เอ๊ย สถานการณ์เป็นยังไงบ้างเหรอ?"
“พ่อครับ พ่อวางใจเถอะ ผมจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาแล้วล่ะครับ”
เพื่อให้กู้เจี้ยนหมินสบายใจ หลี่โม่จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแบบคร่าว ๆ ให้เขาฟังไปรอบหนึ่ง
หลังจากฟังจบกู้เจี้ยนหมินก็ยิ้มแย้ม ตบที่ไหล่ของหลี่โม่เบา ๆ พลางพูดว่า : “ไม่เลว ๆ ครั้งนี้ต้องขอบใจเธอมากเลยนะ อีกสองสามวันหลังจากนี้ เพื่อนร่วมชั้นเก่าของฉันคงจะเชิญพวกเราไปกินอาหารค่ำกัน ถึงตอนนั้นพวกเราไปด้วยกันเป็นไง”
“เอ่อ ผมคงไม่ไปแล้วดีกว่า คุณพ่อตาไปเองเถอะครับ ผมจะช่วยเก็บความลับของคุณอย่างเคร่งครัด ไม่มีทางเปิดเผยอะไรออกไปแม้แต่นิดเดียวแน่”
หลี่โม่ไม่อยากเจอกับเฉินชิงเหมยแล้ว อีกทั้งท่าทางที่กู้เจี้ยนหมินแสดงออกมาให้เห็น ก็เกรงว่าน่าจะมีความลับอะไรซักอย่างที่เขาไม่สามารถบอกใคร หรืออาจเกี่ยวพันกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นรักแรกคนนั้นด้วยก็เป็นได้ ดังนั้น หลี่โม่จึงตัดสินใจอย่างไม่ลังเลว่า เขาจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วยเป็นอันขาด
“อย่างนี้ก็ได้ ในเมื่อเธอไม่อยากไป ทางนี้ก็ไม่บังคับแล้ว อย่าลืมเก็บเป็นความลับด้วยล่ะ”
หลี่โม่พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ถือเสียว่าเป็นความลับเล็ก ๆ ระหว่างลูกผู้ชาย ที่มีแค่เขากับพ่อตาที่รู้ก็แล้วกัน
.........
หลงห้าวเทียนนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล รู้สึกเจ็บที่แก้มขึ้นมา