ตอนที่ 141
บทที่ 141 แกเสียสติไป
October 28, 2026
บทที่ 141 แกเสียสติไป
ตอนค่ำเวลาสี่ทุ่มกว่า ผมขับรถพาจางหงหวู่กลับมายังที่พัก
เธอกลับไปห้องนอนเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลยไปห้องอาบน้ำเตรียมน้ำสำหรับอาบ
พอน้ำในอ่างเต็ม จางหงหวู่ก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามา
ชุดนอนนั้นเซ็กซี่มาก บางมาก เกือบจะเห็นทะลุเข้าไปด้านทิวทัศน์อันสวยงามด้านในทีเดียว แต่ในใจผมนั้นไม่มีอารมณ์อ่อนไหวใดๆ เชื่อว่าเธอตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์รู้สึกอ่อนไหวนั้นเหมือนกัน
ถอดเสื้อผ้าออก พวกเราก็นั่งประชันหน้ากัน แต่ละคนพิงไปคนละฝั่งของอ่างอาบน้ำ มองกันและกันด้วยความนิ่งสงบ ไม่มีใครพูดบทสนทนาออกมา
สักพักใหญ่เลยผมก็หัวเราะออกมา เธอก็หัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน
“เหมือนว่าจะไม่มีอะไร แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จากนี้ไปฉันคงจะมีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณมากขึ้น”
ผมพยักหน้า “อือ คุณน่าจะสามารถช่วยผมคลอดลูกออกมาได้11คน จากนั้นพวกเราจะได้ไปช่วยกันเตะบอลกัน”
จางหงหวู่ถีบมาที่ขาผมเบาๆ “คุณเห็นฉันเป็นหมูหรือไง คลอดออกมาได้เยอะขนาดนั้น!”
ผมจับเท้าเล็กๆของเธอมาบีบคลึง “คุณน่าจะลองหน่อยนะ ผมมั่นใจในตัวคุณ”
ร่างกายขาวนวลถูกผมอุ้มมาอยู่บนตัว เธอไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
มือทั้งสองค่อยๆผ่านทะลุไปที่เอวอันบอบบาง จากนั้นกุมมือขาวสวยคู่นั้นไว้
ผมไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ เธอเองไม่ได้มีท่าทีปรารถนาเช่นเดียวกัน
แน่ซะยิ่งกว่าแน่ พวกเราไม่มีความรู้สึกอยากทำเรื่องอย่างว่าชั่วคราว
ผ่านไปสักพัก พวกเราก็ลุกขึ้น ช่วยกันล้างของกันและกันจนสะอาดแล้วกลับไปบนเตียง
คืนนี้ผมและเธอกอดกันจนหลับไป สงบและอบอุ่น เรียบง่ายแต่ก็สบายใจเป็นอย่างมาก
เช้าวันที่สอง ผมตื่นจากในฝันจางหงหวู่ก็ทำข้าวเช้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ลงจากเตียงล้างหน้า ทานข้าวเช้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว จางหงหวู่อยู่ดีๆก็เสนอไปปีนเขากัน
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆข้อเสนอนี้ถึงโผล่ออกมา แต่ว่าอย่างน้อยผมก็คิดว่าเป็นเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยทีเดียว ผมและเธอก็เลยเปลี่ยนเป็นชุดออกกำลังกาย ขับรถไปชนบท ไปปีนเขาที่เหมือนหูลาสองยอดมีชื่อว่าภูเขาหลูเอ่อ
ภูเขานั้นไม่สูงมากแต่ว่ามีความชัน และพวกเราเองก็เป็นพวกปกติออกกำลังน้อยอยู่แล้วด้วย ดังนั้นก็เลยปีนช้ามาก แต่ก็ยังดีที่ช่วยกันพยุงกันไป สุดท้ายก็ปีนถึงยอดเขาได้ในที่สุด
บนยอดเขามีวัดอยู่ ในวัดมีพระสงฆ์อยู่ไม่กี่รูป และดูเหมือนว่าจะเคร่งครัดมากกว่าหลักปฏิบัติมาตรฐานอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เข้าไปในวัดจ่ายค่าเข้าวัด ยังไม่เข้าใจว่าพวกเขาสร้างวัดหรือสร้างสวนสนุกกันแน่
จุดสำคัญของสวนสนุกนี้กลับไม่ใช่ตั๋วเข้า แต่เป็นค่าธูปเทียนต่างหาก!
จางหงหวู่เข้าไปในอุโบสถจุดธูปบูชาไหว้พระ ส่วนผมอยู่ในวัดรอเธอ
ขณะที่ผมกำลังสูบบุหรี่ด้วยความเซ็งสุดๆอยู่นั้น ผมก็ได้เจอกับผู้อาวุโสหยู่เสี้ยงเฉียน นี่มันช่างเป็นวาสนาของผมจริงๆ
หยู่เสี้ยงเฉียนมองมาที่ผม ผมเลยเดินออกไปทักทาย
หยู่เสี้ยงเฉียนขานรับ จากนั้นเข้าไปส่วนด้านในของอุโบสถ ส่วนคนที่เป็นบอดี้การ์ดของเขา ดงป๋อชวนนั้นยังคงอยู่รอบๆวัด
“พี่ดง ไม่กลัวจะมีคนมาทำร้ายท่านหยู่เหรอ?”
“ลำดับผิดแล้วละ ไม่ว่าจะเป็นนับจากทางฝั่งหยู่ถิง หรือว่าจะนับจากทางปู้หนาน คุณก็ควรจะเรียกผมว่าลุงดง”
ผมยื่นบุหรี่ให้เขามวนหนึ่ง “งั้นผมนับจากทางฝั่งหวูเจิ่นดง”
ดงป๋อชวนหัวเราะ จากนั้นก็ไม่เถียงเรื่องหยุมหยิมนี้อีก เขาพูดกับผมว่า “ท่านหยู่มาที่นี่เป็นประจำ แม้กระทั่งยามที่นี่ก็เป็นคนที่ฉันหามา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด”
“โอ้?” ผมแอบรู้สึกแปลกใต เลยถามสาเหตุ
ดงป๋อชวนเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร พูดกับผมตรงๆว่า หลายปีมานี้หยู่เสี้ยงเฉียนชอบสะสมพวกเครื่องเคลือบลายคราม แถมยังสะสมเยอะมาก ก็เลยสร้างที่มีเป็นห้องนิทรรศการ แน่นอนว่าห้องนิทรรศการนี้เป็นเอกชน เป็นเพียงที่เปิดให้มาชมสำหรับคนที่ชอบสะสมและคนพิเศษของเขาเท่านั้น
ผมพยักหน้า ต้องจำเรื่องงานอดิเรกนี้ไว้สักหน่อย แต่ว่าต้องไม่แสดงสีหน้าออกมา
“แล้วคุณล่ะ คุณทำไมอยู่ดีๆมาที่นี่ได้?”