ตอนที่ 264
บทที่ 264 หากร้องอีกจะระเบิดสมองแกซะ
October 28, 2026
บทที่ 264 หากร้องอีกจะระเบิดสมองแกซะ
“ฉันไม่มีความสามารถนี้?” เหยียนหลงแววตาตกตะลึง เขาคิดไม่ถึงว่าหลินอิ่งจะพูดเช่นนี้ออกมา “ลูกน้องฉันต่างมาถึงที่นี่กันหมดแล้ว ฉันคิดว่า มีคนตั้งมากขนาดนี้อยู่ที่นี่ ยังจัดการนายไม่ได้อีกเหรอ?”
“บอกตามตรง หลินอิ่ง ฉันยอมรับว่านายกล้าหาญเกินคน อาศัยแค่ความกล้านี้ ก็นับว่าเป็นบุคคลที่พบเห็นได้น้อยแล้ว” เหยียนหลงกล่าวอย่างช้าๆ “คนของสวีชิงซง นายเองก็เล่นงานไปแล้ว เรื่องเลยเถิดมาจนถึงขั้นนี่ หากยังไม่ยอมรามืออีก เรื่องก็คงจะจบลงได้ยากแล้ว”
หลินอิ่งยกชาขึ้นจิบอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ไม่แสดงท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น
เหยียนหลงสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่า แท้จริงแล้วหลินอิ่งไปเอาความมั่นใจมากจากไหน ทำไมถึงได้มีพลังแห่งการเชื่อมั่นในตัวเองแข็งแกร่งขนาดนี้? ก่อเรื่องในเขตเหยียนหวงใหญ่โตเช่นนี้ ยังดื่มชาอย่างใจเย็นได้อีก?
ในใจเขาเริ่มเสียใจภายหลังที่ช่วยสวีชิงซงออกหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว เดิมทีนึกว่าแค่จัดการเด็กของถังฮุยคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เห็นที หลินอิ่งผู้นี้ชัดเจนว่าจะไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้ว
ตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิตตนเองถูกคนกำไว้ในมือ ถูกคนโขกสับอยู่ในถิ่นตัวเอง เสียหน้าไปหมดแล้วก็ช่างเถอะ แต่ยังคงอกสั่นขวัญแขวน
โดยเฉพาะ ทำดีแล้วไม่ได้ดี
ท่าทางวันนี้ หลินอิ่งต้องการจะจัดการสวีชิงซงให้ได้
ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขอนั่งมองโดยไม่สนใจแล้วกัน หากสวีชิงซงถูกหลินอิ่งพาตัวไปโยนทิ้งทะเลจริงจะทำยังไง? เรื่องหลังจากนั้น ตระกูลสวีของตี้จิงจะไม่มาหาเขาคิดบัญชีเป็นคนแรกหรอกหรือ? หากฝืนปกป้องสวีชิงซง ชีวิตอาจต้องสูญเสียก็เป็นได้
“ลุงเหยียน! คืนนี้คุณต้องปกป้องผมนะ ห้ามให้ไอ้คนแซ่หลินพาตัวผมไป!” สวีชิงซงกล่างวิงวอน ถูกถังฮุยใช้ปืนจี้อยู่ด้านหลัง ในใจจึงค่อนข้างหวาดกลัว
ในฐานะลูกเศรษฐีที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวผู้หญิงคนหนึ่ง สวีชิงซงจึงเคยพบเห็นโลกมาไม่น้อย แต่ยังไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ใหญ่อย่างในคืนนี้มาก่อน
เหยียนหลงหัวหน้าแก๊งในเขตเหยียนหวงอันยิ่งใหญ่ถูกคนทุบตีอยู่ในถิ่นตนเองก็แล้วไปเถอะ ผลคือแม้แต่ลูกน้องกว่าร้อยคนพกปืนมาที่นี่ กลับยังคงรักษาความสงบไว้ไม่ได้
ดูท่าทางแล้ว หลินอิ่งกับถังฮุยจะไม่สนใจอิทธิพลของเหยียนหลงโดยสิ้นเชิง และไม่แยแสภูมิหลังฐานะตระกูลสวีของตน ยืนกรานจะกำจัดตนเองให้ได้!
“ชิงซง แกวางใจ อยู่ที่นี่ นอกจากพวกเขาจะไม่ต้องการชีวิตแล้ว ไม่อย่างนั้น ก็อย่าคิดจะพาแกไป” เหยียนหลงฝืนทำใจกล้าเอ่ยออกมา
พูดจบ เหยียนหลงก็ส่งสายตาเป็นนัยให้ฮัวศือครั้งหนึ่ง
ฮัวศือพยักหน้าอย่างรู้งาน ยกปืนในมือขึ้นมาอีกครั้ง ชายในชุดสูทสีดำกลุ่มนั้น ก็พากันยกปืนขึ้นมาเล็งไปทางพวกหลินอิ่งเช่นกัน
หลินอิ่งมุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ มองเหยียนหลงแวบหนึ่ง “แกต้องการสละชีวิต เพื่อรักษาไอ้โง่นี่ไว้?”
เหยียนหลงสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด ไม่กล้าตอบอะไรหลินอิ่งไปชั่วขณะ
นี่เป็นเวลาเคร่งเครียดราวกับของหนักพันชั่ง แขวนอยู่บนผมเส้นเดียว ไม่รู้ว่าหลินอิ่งจะทำเรื่องบ้าบิ่นอะไรออกมา ต่อให้ต้องปลาตายตาข่ายขาด เขาก็ไม่กล้าทำให้หลินอิ่งโกรธ
ตึก ตึก
ตอนที่กำลังอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนต่างเคร่งเครียดและเงียบงันนี้ จู่ๆ ที่นอกประตูก็มีเสียงก้าวเดินของรองเท้าหนังดังกังวานเข้ามา
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาล หน้าตาดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ที่ข้างตัวมีผู้ติดตามสิบกว่าคน เดินเข้ามาในห้องอาหาร
“นี่ นี่คือ? หยูจื๋อเฉิง?” เหยียนหลงขมวดคิ้วมองคนที่มาใหม่