ตอนที่ 1042
บทที่ 1042 ของปลอม
October 28, 2026
รถฉางอันรุ่นธรรมดาที่สุดมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเพื่อนบ้าน จากนั้นก็มีคนนำเสื้อผ้าและโทรศัพท์มือถือมาให้
หลังจากที่ไป๋ยี่เฟยแต่งตัวเสร็จก็ดูโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงครึ่ง หลิวเสียบอกว่าเธอออกไปซื้ออาหาร ไป๋ยี่เฟยพยักหน้ารับทราบ
เขารอจนหลิวเสียออกไป ก่อนจะมองไปรอบห้อง แล้วก็ลุกขึ้นยืนเดินไปรอบ ๆ สักพัก และพบว่าตัวเองไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง แต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
จากนั้นเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง สัมผัสถึงบรรยากาศโดยรอบห้องแล้วก็พบว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษ ดังนั้นเขาจึงวางแผนเพื่อออกไปดูด้านนอกและถือโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์เสียหน่อย
ทว่าหลังจากที่เขาเปิดประตู ก็ตกตะลึง
ด้านนอกบ้านมีลานเล็ก ๆ อยู่หนึ่งลาน มีชายอายุห้าสิบกว่านั่งอยู่ในลานบ้าน ดูเหมือนกับว่าเขาถืออะไรบางอย่างไว้ในมือและกำลังแกะสลักมันอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลังจากที่ไป๋ยี่เฟยตกตะลึงเขาก็เกิดความสงสัย
ความรู้สึกตอนที่เขาเพิ่งจะหลับตาลง เขากลับไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของคนๆ นี้โดยสิ้นเชิง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เป็นไปได้ไหมว่าการรับรู้ของตนเองจะมีปัญหา?
เพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ หลังจากที่ไป๋ยี่เฟยปิดประตู เขาก็เดินไปด้านหลังชายผู้นั้น
เขายืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่าย ไป๋ยี่เฟยเห็นชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังถือมีดแกะสลักไว้ในมือ กำลังแกะสลักดาบไม้ที่มีขนาดท่าฝ่ามือ
ไป๋ยี่เฟยมองไปด้านข้างก็เห็นเก้าอี้พับตัวเล็กหนึ่งตัว เขาจึงนั่งลงบนมันแล้วถามว่า “คุณคือ...”
แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาแต่อย่างใด เขาจดจ่ออยู่กับการแกะสลักของตัวเองต่อ ก่อนจะตอบเสียงเบา “ฉันเป็นเจ้าของบ้าน”
ใบหน้าของไป๋ยี่เฟยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เขารู้สึกว่าบุคลิกของผู้ชายคนนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นเจ้าของบ้าน
ไม่เพียงเท่านั้น ชายคนนี้ยังสวมชุดถังโบราณพร้อมกับสวมรองเท้าผ้า ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดา
จู่ ๆ ชายผู้นั้นก็พูดขึ้นมา “ไอหนุ่ม ร่างกายของนายไม่เลวเลยนะ เจ็บหนักขนาดนั้น นอนพักแค่คืนเดียวก็เกือบจะหายดีแล้ว”
ไป๋ยี่เฟยตกใจ “คุณรู้วิธีรักษาโรคเหรอ? เห็นแผลของผม?”
ชายวัยกลางคนยกดาบไม้เล็ก ๆ ในมือขึ้นมา เขาส่องมันกับพระอาทิตย์ ดูเหมือนจะมองไปที่เส้นกึ่งกลางของดาบไม้เล็ก ๆ และปากก็พูดอย่างแผ่วเบา “บางสิ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ต้องคิดได้ด้วยตัวเอง ฉันคิดว่านายควรจะมีความรู้สึกบางอย่างเช่นกัน”
ไป๋ยี่เฟยตกใจอีกครั้ง
เขาเพิ่งรู้ได้เมื่อไม่นานมานี้ว่าต้องหลับตาเพื่อรับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่พูดอะไรมาก ทว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ดูเหมือนจะรู้สถานการณ์ของเขาเป็นอย่างดี
ไป๋ยี่เฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปาก “ดูเหมือนว่าผม...จะเจอปัญหาเข้าแล้ว”
หลังจากที่ชายวัยกลางคนดึงดาบไม้กลับมาก็ใช้มีดแกะสลักมัน จากนั้นก็ยกมันขึ้นส่องกับพระอาทิตย์ “บางปัญหาก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป”
ไป๋ยี่เฟยตกใจมาก
เขาพูดเพียงประโยคเดียว ชายวัยกลางคนก็เหมือนจะรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังส่องดาบเล็ก ๆ นั้นกับแสงอาทิตย์อยู่เป็นเวลานาน ถ้าเป็นสายตาของคนธรรมดาคงทนไม่ไหว
ไป๋ยี่เฟยอดคิดไม่ได้ หรือความจริงแล้วแสงแดดที่แรงกล้านั้นไม่ได้มีผลอะไรกับอีกฝ่าย?
ขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนก็พูดขึ้นมาอีกว่า “แต่ถ้าเกิดปัญหาแล้วไม่แก้ไข ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ไป๋ยี่เฟยก็จริงจังขึ้น ทัศนคติน่านับถือเป็นอย่างมาก
“คุณลุง ไม่ทราบว่าจะให้ผมเรียกคุณลุงว่าอะไร?”
ชายวัยกลางคนกลับหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เรียกคุณลุงก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“หา? ผมหมายถึง...”
“คุณลุง ฉันซื้ออาหารเย็นมาเยอะเลย ทานด้วยกันไหม?” หลิวเสียเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในลานบ้านพร้อมกับถุงกับข้าวที่อยู่ในมือ ขัดจังหวะไป๋ยี่เฟยที่กำลังจะถามต่อ
ชายวัยกลางคนวางดาบในมือลงทันที จากนั้นก็มองไปทางหลิวเสียก่อนจะยิ้ม “เอาสิ”
อย่างไรก็ตามหลิวเสียชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเบา “ฉันแค่ชวนตามมารยาท คุณลุงจะกินด้วยกันจริง ๆ เหรอ ?”
ชายวัยกลางได้ยินจึงตอบว่า “ฉันอายุเยอะแล้ว ปฏิเสธคนอื่นไม่ได้หรอก”
หลิวเสีย “...”
หลังจากที่ชายวัยกลางคนกล่าวจบ เขาก็ย้ายโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตัวเล็กออกมาจากลานบ้าน แล้วก็บอกให้หลิวเสียวางกับข้าวลงบนโต๊ะ
หลิวเสียเห็นแบบนี้ก็ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสามคนนั่งล้อมรอบโต๊ะ
ทันใดนั้น ก็คิดอะไรบางอย่างออกแล้วพูดด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ “ค่าเช่าห้องของคุณลุงลดให้พวกเราถูกกว่านี้ได้ไหม?”
“นั่นไม่ได้” ชายวัยกลางคนรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที “พวกเธอไม่ได้ขาดเงิน เรื่องนี้ไม่จำเป็น”