ตอนที่ 702
บทที่ 702 นายแพ้แล้ว
October 28, 2026
ลูกศิษย์ผู้นี้ที่ถูกซินชิวคุยโวว่าเชี่ยวชาญวิชาอ้านจิ้งที่สุด เมื่อถูกความแข็งแกร่งอันมหาศาลนี้เข้า จึงทำให้วิชาอ้านจิ้งที่เขาไม่กล้าจินตนาการถึงพุ่งกระเด็นออกไป
“กร๊อบ!”
เขาได้ยินเสียงแขนตัวเองแตกละเอียด จากนั้นสมองก็มีเสียงดังวิ้ง ขาวโพลนไปหมด
เขาล้มลงไปที่พื้นทันที แม้แต่เสียงร้องก็ยังไม่มี จากนั้นก็ลุกไม่ขึ้นอีก
“อั๊ก!”
กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
ศิษย์น้องเต้าจ่างพูดด้วยริมฝีปากที่สั่นระริกว่า “เป็นไปไม่ได้......นี่เป็นไปไม่ได้......”
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าวิชาอ้านจิ้งของเฉินอ้าวเจียว จะร้ายกาจกว่าเขา อีกทั้งยังร้ายกาจกว่าหลายเท่าด้วย
เฉินอ้าวเจียวกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นมองศิษย์น้องเต้าจ่างแล้วพูดว่า “ที่ศิษย์น้องเต้าจ่างพูดมาไม่ผิด ศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างพวกเราแต่ละคนต่างมีจุดเด่นกันคนละอย่างจริงๆ สิ่งที่อาจารย์สอนแม้ไม่มาก แต่ก็ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง จุดเด่นในส่วนนี้พวกเราล้วนเชี่ยวชาญอย่างมาก เชี่ยวชาญกว่าที่นายคิดเสียอีก”
“ที่ฉันเชี่ยวชาญที่สุดไม่ใช่กำลังขา แต่เป็นวิชาอ้านจิ้ง!”
“ดังนั้น นายแพ้แล้ว”
หลังพูดจบ เฉินอ้าวเจียวก็ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก
หมอเหล่านั้นที่หลินขวางหามารีบปรี่เข้ามาช่วยพันแผลให้เฉินอ้าวเจียวทันที
อีกทางหนึ่งก็มีคนหามศิษย์น้องเต้าจ่างออกไปเช่นกัน
จากนั้นทางด้านเต้าจ่างก็มีชายอายุสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งเดินออกมา ชายคนนี้รูปร่างบึกบึน ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามหลังจากถอดเสื้อออก วิชาการต่อสู้นอกสำนักจะยอดเยี่ยมอย่างมาก
ไป๋หยุนเผิงรีบอธิบายทันที “คนผู้นี้ชื่อสือหรั่น เป็นหัวหน้าของแผนกแปดสหพันธ์ธุรกิจไม่เป็นวิชาอ้านจิ้ง แต่เขาอาศัยวิชาหมัดมวยของร่างกาย ไต่เต้าขึ้นมาถึงยอดฝีมือระดับที่สอง ดังนั้นจึงไม่อาจดูเบาได้”
ไป๋ยี่เฟยไม่รู้จักวิชาอ้านจิ้ง แต่กับคนที่เป็นวิชาหมัดมวยเช่นนี้ เขากลับคุ้นเคยดีทีเดียว
คนที่เป็นวิชาอ้านจิ้งจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับคนคนนั้น เช่นนั้นการจะทำให้เราเลื่อนขึ้นสู่ระดับที่สองจึงง่ายดายขึ้นกว่าเดิม
แต่คนที่ไม่เป็นวิชาอ้านจิ้ง กลับสามารถบรรลุขึ้นมาถึงขั้นยอดฝีมือระดับที่สองได้ แสดงให้เห็นว่าวิชาหมัดมวยของเขา จะต้องถึงขั้นสูงแล้วอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับฉินซาน
ดังนั้นคนประเภทนี้ รับมือไม่ง่ายเลย
สือหรั่นทำหน้าขรึมพลางตะโกนออกมาว่า “ใครจะมา?”
ฉีฉีเดินขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว แสดงชัดว่าต้องการรับคำท้า
ไป๋ยี่เฟยเองก็รู้สึกว่าให้ฉีฉีไปเหมาะสมที่สุด แต่เขาพบว่าตอนที่ฉีฉีเดินออกมา ท่าทางการเดินสองขาดูประหลาดเล็กน้อย ราวกับลากตัวไปข้างหน้า
ไป๋ยี่เฟยอดถามไม่ได้ว่า “เธอ......ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ฉีฉีพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบว่า “ก่อนที่จะมาสู้ไปแล้วยกหนึ่ง กำลังกายเลยถดถอยลงไปนิดหน่อย”
แต่ไป๋ยี่เฟยกลับเห็นรอยเขียวช้ำที่คอของเธอ จึงยื่นมือออกมาขวางฉีฉีไว้ “ฉันไปเอง”
ฉีฉีเหยียดหยามไป๋ยี่เฟยอย่างไม่ปิดบัง “นายแน่ใจ?
ไป๋ยี่เฟยพยักหน้าอย่างจริงจัง “แน่ใจ”
ฉีฉีรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “เขาเป็นยอดฝีมือระดับที่สองเชียวนะ!”
“ฉันรู้”
“อย่างฝืนนายก็เป็นแค่ระดับที่สามชั้นกลางคนหนึ่ง” ฉีฉีกล่าวอีกครั้ง
ไป๋ยี่เฟยพยักหน้า แต่รู้สึกจิตตกอยู่บ้าง “แค่ระดับที่สามชั้นกลางเองเหรอ?”
ฉีฉีหัวเราเยาะอย่างดูถูก “ที่ฉันบอกคืออย่างฝืน”
ไป๋ยี่เฟย “......”
ฉีฉีแค่นหัวเราะออกมา “ระดับที่สามชั้นกลางอย่างนายจะไปสู้ยอดฝีมือระดับที่สองได้ยังไง พวกนายห่างชั้นกันคนละโยชน์!”
ไป๋ยี่เฟยนิ่งเงียบ
แน่นอนเขาย่อมรู้ว่าสู้ไม่ได้ แต่วันนี้ฉีฉีสามารถมาช่วยเขาได้ เขาก็พอใจมากแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขาไม่อยากให้ฉีฉีเกิดเรื่อง หากในกรณีที่สวีลั่งฟื้นขึ้นมา พบว่าฉีฉีเกิดเรื่อง เขาควรจะอธิบายยังไง?”
มิหนำซ้ำตอนนี้เธอดูสภาพร่างกายอ่อนแรง เหมือนกับม้าตีนปลาย ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้เธอไปเสี่ยงอันตรายอีก
ฉีฉีแค่นเสียงออกมา ไม่พูดพร่ำอีก เดินเข้าไปหาสือหรั่น
ไป๋ยี่เฟยรีบเรียกเธอไว้ “ฉีฉี ฉันเอง!”