ตอนที่ 1012
บทที่1012 คนสวมหน้ากาก
October 28, 2026
ไป๋ยี่เฟยไม่เปิดโอกาสให้ชายวัยกลางคนได้พูดจบ ออกแรงที่ขา หน้าอกของชายวัยกลางคนยุบลงไปเป็นรู้ เขากระอักเลือดออกมา จากนั้นก็เบิ่งตาโต และตายไปในที่สุด
ทันใดนั้นเอง ไป๋ยี่เฟยก็ได้หัวเราะออกมาอย่างไม่ชอบใจ “มีแม่แก่ๆ ต้องเลี้ยงดูเหรอ?”
“ตอนที่พวกแกฆ่าคน เคยคิดบ้างรึเปล่าว่าพวกเขาก็มีแม่แก่ๆ กับลูกๆ ต้องให้เลี้ยงดูเหมือนกัน?”
“นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่พวกแกจะเอามาฆ่าใครอย่างตามใจชอบได้!”
ไป๋ยี่เฟยทำเสียงฮึดฮัด หมุนตัวแล้วเดินไปทางอาคารของสำนักยี่เหมิง
พอพวกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านดยุกเห็นไป๋ยี่เฟยกำลังเดินเข้ามา ก็พากันยกอาวุธขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่กล้าบุกเข้าไป
แม้แต่ยอดฝีมือระดับหนึ่งชั้นกลางยังถูกไป๋ยี่เฟยฆ่าได้อย่างง่ายดายแบบนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องพูดถึงเลย
ไป๋ยี่เฟยเองก็รู้ถึงจุดนี้ คนพวกนี้ไม่มีความเชื่อที่มากพอ เมื่อเทียบกับอนาคตและเงินทองแล้ว พวกเขาย่อมเห็นแกชีวิตของตัวเองมากกว่าอยู่แล้ว
ส่วนท่านดยุกที่เห็นแบบนั้น สีหน้าก็ซีดไปทันที
“ท่านดยุก เรารีบไปกันเถอะครับ!” ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้น
เหมือนท่านดยุกจะตั้งสติได้แล้ว แล้วพูดด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างร้อนรนว่า “ใช่ ไป! รีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
ว่าแล้วท่านดยุกก็รีบเดินขึ้นไปชั้นบนโดยมีลูกน้องคนนั้นคอยพยุงเขาไปด้วย
ตอนที่พวกเขาจากไป แทบจะลืมฉุงลี่ซือไปแล้ว
ส่วนฉุงลี่ซือนั้นกำลังตกอยู่ในความตะลึง ยืนอึ้งอยู่กับที่
แต่ตอนที่ไป๋ยี่เฟยเดินเข้าใกล้เธอทีละก้าวนั้น ความตกตะลึงในแววตาของฉุงลี่ซือก็ถูกแทนที่ด้วยความนับถือที่เต็มเปี่ยม
แต่พอตอนที่ไป๋ยี่เฟยเดินมาถึงตรงหน้าเธอ ก็ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยว่า “ท่านดยุกไปไหนแล้ว?”
ความแตกต่างในครั้งนี้มันมีมากเกินไป ฉุงลี่ซือรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ที่ไป๋ยี่เฟยจะพูดกับเธอด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่เย็นชาแบบนี้
ฉุงลี่ซือรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แล้วทำไมถึงต้องแสดงพฤติกรรมแบบนั้นกับเธอด้วย?
ว่าแล้วฉุงลี่ซือก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างหงุดหงิดว่า “เข้าไปแล้ว!”
ตอนนั้นฉุงลี่ซือนั้นถูกจับตัวไปเลย เธอไม่ได้เห็นภาพที่หมู่บ้านที่ตกอยู่ในกองเพลิงด้วยซ้ำ ดังนั้น เธอจึงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของไป๋ยี่เฟยในตอนนี้ได้เลย
ส่วนไป๋ยี่เฟยก็ไม่อยากอธิบายอะไรกับฉุงลี่ซือมากมาย
ไป๋ยี่เฟยไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นเลยแม้แต่คำเดียว แล้วเดินเข้าไปด้านในเลย
พอฉุงลี่ซือเห็นแบบนั้น ก็พูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งร้อนรนทั้งไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า “คุณไม่สนใจฉันแล้วเหรอคะ?”
ไป๋ยี่เฟยไม่ได้สนใจเธอ แต่กลับเดินเข้าไปในอาคารโดยไม่หยุดเลยแม้แต่นิดเดียว
พอเข้ามาในอาคาร ไป๋ยี่เฟยก็พบว่าตรงหน้าบันไดนั้นเป็นเพียงทางเดินยาวช่องเดียว ตรงสุดทางเดินเป็นประตูบานหนึ่ง
นี่น่าจะเป็นประตูที่จะผ่านไปอีกด้านหนึ่ง
ท่านดยุกน่าจะหนีไปทางนั้นแล้ว
ว่าแล้ว ไป๋ยี่เฟยก็รีบตามไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เนื่องจากตอนที่ออกไป แสงจากอีกฟากมันก็สว่างกว่าภายในอาคาร ทำให้ไป๋ยี่เฟยต้องหรี่ตาลงโดยอัตโนมัติ
และในจังหวะนั้นเอง ไป๋ยี่เฟยก็รู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งมาหาตัวเอง
ไป๋ยี่เฟยตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว จากการโจมตีที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันนั้น เขาจึงใช้ได้แค่ท่าแนบพิงตัวเท่านั้น
“ตุบ!”
หลังจากเสียงดังสนั่นไหวสงบลง ไป๋ยี่เฟยถึงกับถอยหลังไปห้าหกก้าวกว่าจะตั้งหลักได้
ในทันใดนั้นเอง เขาที่ตั้งใจจะอดทนไว้ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้อยู่ดีเสียง “เอื๊อก!” ดังขึ้น เขากระอักเลือดออกมาจำนวนมาก
ไป๋ยี่เฟยเอามือกุมอกแล้วมองออกไป จากนั้นก็ได้เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงประตูนั้นก็คือท่านดยุก เขารู้สึกตกใจทันที
ท่านดยุกจ้องไป๋ยี่เฟยด้วยสีหน้าที่ได้ใจ “ก็แค่เล่นละครเท่านั้น แกคิดว่าฉันจะพึ่งพาแค่ลูกน้องแปดคนในการได้ตำแหน่งดยุกมารึไง?”
พอไป๋ยี่เฟยได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกตกใจขึ้นมา หมีฉาไม่เคยพูดกับเขาว่าท่านดยุกนั้นเป็นยอดฝีมือระดับหนึ่งเหมือนกัน
และจากการที่พวกเขาปะทะกันเมื่อกี้ ไป๋ยี่เฟยก็รับรู้ได้แล้วว่า ท่านดยุกนั้นไม่ใช่แค่ยอดฝีมือเท่านั้น แต่ฝีมือนั้นยังสูงกว่าเขาด้วย!
ตอนที่ท่านดยุกหัวเราะใบหน้าของเขาก็สั่นสะเทือนไปหมด “ไม่พอ ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับใครมานานแล้ว ยังไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่เลย”
ในขณะเดียวกัน จู่ๆ ไป๋ยี่เฟยก็สังเกตว่าข้างๆ ของท่านดยุกยังมีคนยืนอยู่สองคน
สองคนนั้นต่างก็เป็นยอดฝีมือระดับหนึ่งชั้นต่ำ และสิ่งที่พวกเขาต้องทำนั้นไม่ใช้การต่อสู้พร้อมกัน แต่เป็นการพยุงท่านดยุกเอาไว้ต่างหาก
ท่านดยุกนั้นอ้วนเกินไป อ้วนจนไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องให้คนคอยพยุงอยู่ตลอด