ตอนที่ 1051
บทที่1051 พี่น้อง
October 28, 2026
ไป๋ยี่เฟยไม่พูดมาก เขารู้ เธอร้องไห้ไม่ใช่เพราะดูไม่ดี แต่เป็นเพราะ......
ไป๋ยี่เฟยมองเธอพูดเพียงว่า “รีบกินบะหมี่เถอะ ไม่กินเส้นจะอืดเอานะ”
“อื้ม” หลิวเสียเอามือป้ายน้ำตา ก้มหน้าก้มตากิน
พอทานข้าวเสร็จแล้ว ไป๋ยี่เฟยก็พาหลิวเสียไปหาโรงแรมสักแห่ง เปิดสองห้อง
พอถึงกลางดึกไร้คน หลังหลิวเสียหลับแล้ว ไป๋ยี่เฟยก็จากไป
ตอนที่เขาจากไปยังทิ้งบัตรธนาคารใบหนึ่งแล้วโน้ตสั้นๆ ไว้
“หลิวเสีย กินอาหารเช้าแล้วก็ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปเถอะ ฉันยังมีธุระมากมายต้องทำ จึงไม่อาจพาเธอไปไหนได้ ฉันกับพี่ชายเธอเป็นพี่น้องกัน น้องสาวเขาก็คือน้องสาวฉัน ฉันทิ้งบัตรธนาคารไว้ให้เธอใบหนึ่ง ในบัตรมีเงินอยู่สองแสน ใบนี้เป็นเงินเล็กน้อยที่พี่ชายมอบให้น้องสาว ไม่ต้องคืนฉัน หากหมดแล้วก็มาเอาจากฉันได้”
ไป๋ยี่เฟยจากไปก่อนฟ้าสาง แต่สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรแตกต่าง ในดวงตาเขายังคงมีเพียงเวลากลางวัน
ตอนนี้ไป๋ยี่เฟยสงสัยในความฝันของตัวเองเหลือเกิน
ในความฝัน เขาบอกว่าตัวเองเกิดปัญหา ทั้งหมดเป็นภาพหลอน แต่หากเป็นภาพหลอน แต่เพราะอะไรสิ่งที่เขาเห็นล้วนเป็นความจริงล่ะ?
ไป๋ยี่เฟยมาหยุดยังหัวสะพานแห่งหนึ่ง เขาพิงราวสะพานจุดบุหรี่สูบ
หลังกำลังสูบควันเขาลึกทีหนึ่ง จากจุดที่ไม่ไกลนักมีคนที่นั่งรถเข็นคนหนึ่ง เข็นรถเข้ามาอย่างช้าๆ
คนคนนี้ก็คือน้องชายแท้ๆ ของไป๋ยี่เฟย ไป๋เซี่ยว
เขามาหยุดตรงหน้า กล่าวว่า “พี่ไปตระกูลฉุงมาแล้ว?”
“อืม” ไป๋ยี่เฟยส่งเสียงตอบรับ
ไป๋เซี่ยวถามอย่างสงสัยว่า “หรือพี่ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเอาข่าวที่พี่ยังมีชีวิตอยู่แพร่ออกไป?”
“ใครจะเชื่อล่ะ?” ไป๋ยี่เฟยยักไหล่
ไป๋เซี่ยวพลันชะงักไป
ไป๋ยี่เฟยอัดบุหรี่เข้าไปเต็มปอด แล้วก็พ่นออกมา จากนั้นก็นำหัวบุหรี่กดดับไฟบนราวสะพาน
เขาเดินมาหยุดด้านหลังไป๋เซี่ยว เข็นเขาเดินไปข้างหน้าต่อ อีกทางหนึ่งก็พูดว่า “พรุ่งนี้พี่อยากได้ยินข่าว”
“ข่าวอะไร?” ไป๋เซี่ยวถาม
ไป๋ยี่เฟยกล่าว “ตระกูลฉุงสมคบกับสหพันธ์วรยุทธแห่งหนานเหมินมีเจตนาจะแข่งขันธุรกิจกับประเทศหวา”
“ฉุงเฉ่าซินเพื่อให้ได้ผูกมิตรกับคุณชายของสหพันธ์วรยุทธ ไม่เสียดายที่จะสละความสุขของลูกสาวตัวเอง ใส่ร้ายน้องชายแท้ๆ ลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง”
“ฉันอยากเห็นฉุงเฉ่าซินชื่อเสียงป่นปี้ แบบนี้น่าจะง่ายมากสินะ?”
ไป๋เซี่ยวกลับหัวเราะเสียงเย็น “เมื่อเป็นเช่นนี้ สามตระกูลใหญ่ก็จะไม่เชื่อใจฉุงเฉ่าซินอีก แต่หนานเหมินกับตระกูลหวังล่ะ?”
“เกี่ยวอะไรกับพวกเขา?” ไป๋ยี่เฟยพูด
ไป๋เซี่ยวนิ่งไปเล็กน้อย ทันใดนั้นก็กล่าวเสียงเรียบว่า “ที่พูดมาก็ใช่ พี่แค่อยากทำให้ความร่วมมือของสามตระกูลใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อช่วยพี่รับมือตระกูลหวังเท่านั้น ขอเพียงสามตระกูลใหญ่เชื่อ ตระกูลหวังกับหนานเหมินจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่สำคัญ”
ไป๋ยี่เฟยชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ถามอย่างไม่แน่ใจว่า “หนนี้เห็นตระกูลหวังกับหนานเหมินเป็นศัตรูแล้ว?”
“ใช่ พวกเขาเป็นศัตรู” ไป๋เซี่ยวพูดอย่างมั่นใจมาก
ไป๋ยี่เฟยยิ้ม “ดูเหมือนครั้งนี้นายจะรู้เสียทีว่าใครเป็นศัตรู”
ไป๋เซี่ยวเองก็ยิ้มตามเช่นกัน
ไป๋ยี่เฟยพูดอีกว่า “ตอนนี้พวกเราไม่ใช่ศัตรูกันแล้ว จิงหลัวก็ไม่จำเป็นต้องติดตามฉันแล้วสินะ?”
“แต่เขาจะติดตามก็ไม่เป็นไร อย่างไรตอนนี้เขาก็สู้พี่ไม่ได้หรอก”
ไป๋เซี่ยวสีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงแต่โบกมืออย่างสบายๆ
ทันใดนั้นไป๋ยี่เฟยก็เห็นว่าคนที่ตอนแรกซ่อนอยู่ในเงามืดได้จากไปแล้ว
ไป๋เซี่ยวถามอย่างแปลกใจอยู่บ้างว่า “พี่ ตอนนี้พี่อยู่ระดับไหนแล้ว? ถึงสามารถมองเห็นได้ไกลขนาดนี้?”
ไป๋ยี่เฟยส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น แล้วกล่าวว่า “ไม่เกี่ยวกับฝีมือพี่ ไม่ว่าเขาจะซ่อนอยู่ที่ไหน สำหรับพี่แล้ว ล้วนมองเห็นได้ชัดเจน
“เพราะว่าดวงตาของพี่ตอนนี้ ไม่มีความมืดใดๆ”
ไป๋เซี่ยวเงยหน้ามองไป๋ยี่เฟยด้วยท่าทางแปลกใจ “พี่ ตอนนี้พี่แสร้งทำเป็นเชี่ยวชาญขนาดนี้เชียวเหรอ?”
ไป๋ยี่เฟย “......”
คำที่ไป๋เซี่ยวพูดกับไป๋ยี่เฟยดูไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ซึ่งเขาเองก็เข้าไม่ถึงความรู้สึกเช่นนั้นของไป๋ยี่เฟย
ไป๋ยี่เฟยไม่พูดอะไรกับเขาอีก พูดเพียงว่า “ที่ให้นายมาที่นี่ก็เพื่ออยากบอกนายจากปากตัวเอง ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว บุญคุณความแค้นเหล่านั้นในอดีตฉันก็ไม่เอามาใส่ใจแล้ว ตอนนี้นายจะต้องยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับฉัน”