ตอนที่ 675
บทที่675 สงสัยในตัวเอง
October 28, 2026
บทที่675สงสัยในตัวเอง
ฟางหยันยังอยู่ในรถ แต่พอเห็นคนพวกนั้น เธอก็อึ้งไปเลย แล้วเธอก็ได้เข้าใจว่าตัวเองนั้นเข้าใจผิดไป เธอหันมามองหลงหลิงหลิงด้วยความแปลกใจ “เมื่อกี้พวกนั้นกำลังไล่ตามเรามาใช่มั้ยคะ?”
หลงหลิงหลิงพยักหน้า
ฟางหยันกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ “ความจริงพี่ชายคนนั้น……ตั้งใจจะสลัดพวกนั้นออกไปใช่มั้ยคะ?”
หลงหลิงหลิงไม่ได้พยักหน้า เธอแค่พูดออกมาว่า “บางที เขาอาจจะแค่อยากล่อพวกนั้นมาที่นี่ก็ได้”
“หมายความว่ายังไงคะ?” ฟางหยันไม่เข้าใจ “ที่นี่มันไม่มีกล้องวงจรปิด อีกฝ่ายมากันเยอะขนาดนั้น พี่ชายเขาจะไม่……”
หลงหลิงหลิงจ้องหน้าฟางหยัน ยิ้มออกมาแต่ไม่ได้พูดอะไร
……
นอกรถชายที่หน้าฟกช้ำพูดออกมาอย่างได้ใจว่า “ไป๋ยี่เฟย! วันนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าแกซะทีเดียว แกแค่ยอมไปกับเราแต่โดยดีก็พอแล้ว!”
ชายคนนี้เป็นศิษย์น้องของเต้าจ่าง ก่อนหน้านี้เขาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองฝั่งตะวันตกมาตลอด เขาเพิ่งมาเมืองหลวงได้ไม่นาน ส่วนฝีมือของเขานอกจากเต้าจ่างแล้วก็ไม่น่าจะมีใครเทียบเคียงได้เลย ที่สำคัญเขาเป็นคนที่ใช้วิชาเสริมพลังอ้านจิ้งได้ดีที่สุดแล้ว
แต่หลายวันก่อน ที่สุสานจินไห่เขากลับถูกชายของทานกระทืบจนแม้แต่โอกาสที่จะได้โต้ตอบยังไม่มีเลย มันทำให้เขาอดที่จะสงสัยในความสามารถของตัวเองไม่ได้เลย
ถ้าไม่ได้ยินคำพูดของศิษย์พี่เต้าจ่างที่บอกว่าเต้าจ่างเองก็ไม่ได้เปรียบชายคนนั้นเหมือนกันละก็ เขาก็คงอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนั้นอ่อนแอแค่ไหน
ครั้งนี้เต่าจ่างส่งเขามาฆ่าไป๋ยี่เฟย
มันถือเป็นโอกาสที่ดี! โอกาสที่เขาจะได้ระบายอารมณ์
เขาคิดในใจ แค่คนจากบ้านนอก มันจะเก่งสักแค่ไหนเชียว?
ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงผลงานให้เต้าจ่างได้เห็นบ้าง จะได้เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมา
ด้วยเหตุนี้ ชายวันกลางคนจึงค่อนข้างดูถูกไป๋ยี่เฟยกับซาเฟยหยาง เขาหยิ่งยโส ในสายตาเขา สองคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว
ชายคนนี้อยากระบาย ส่วนไป๋ยี่เฟยก็อยากระบายความอัดอั้นเรื่องหนิววั่งเหมือนกัน
และตอนนี้ก็มีคนมาให้เขาได้ระบายพอดี ว่าแล้วเขาก็ยิ้มออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่คุณโง่รึเปล่า? คุณคิดว่าการที่ผมล่อพวกคุณเข้ามาในนี้แค่เพื่อต่อรองกับพวกคุณเท่านั้นนะเหรอ?”
พอชายคนนั้นได้ยินแบบนี้ เขาก็โมโหขึ้นมาทันที “แกได้ตายสมใจแน่!”
คนที่ถูกยอมาตั้งแต่เด็กและไม่เคยถูกใครต่อว่ามาก่อนแบบเขา ตอนนี้เขาโกรธจนแทบระเบิดแล้ว!
ว่าแล้วเขาก็ตะโกนออกมาแล้วโบกมือ “ลุย ฆ่าพวกมันซะ!”
จากนั้น คนสิบกว่าคนที่ถือมีดสะปาต้าไว้ในมือก็พุ่งเข้าใส่ไป๋ยี่เฟยกับซาเฟยหยางทันที
“ปั้ง!”
“อ้า!”
ฟางหยันที่มองดูสถานการณ์นอกรถด้วยความตื่นเต้น เมื่อจู่ๆ ก็มีคนลอยมากระแทกเข้ากับตัวรถ เธอจึงตกใจจนกรี๊ดออกมา ถอยหลังไปหลายก้าวจนเกือบล้มลงไป
กระจกรถแผ่นเล็กๆ เลอะไปด้วยรอยเลือดที่ยาวเป็นสาย
ฟางหยันถูกเลี้ยงดูในสังคมผู้ดีมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่เคยพบเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เธอจึงตกใจจนหน้าถอดสีและสั่นไปทั้งตัว
หลงหลิงหลิงเห็นเข้าจึงได้ปลอบเธอไปว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”
ฟางหยันยังรู้สึกหวาดกลัวกับภาพเมื่อกี้อยู่ ผ่านไปพักใหญ่กว่าเธอจะรู้ตัว แล้วหันมามองหลงหลิงหลิงด้วยความสงสัย “ทำไมคุณถึงไม่รู้สึกกลัวเลยคะ?”
หลงหลิงหลิงตอบไปพร้อมรอยยิ้ม “เพราะฉันเชื่อในตัวพี่ใหญ่ค่ะ”
เธอเชื่อในตัวของไป๋ยี่เฟยมาตลอด ดังนั้น ต่อให้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เธอก็ไม่รู้สึกกลัว
แต่ฟางหยันนั้นไม่เหมือนกัน เธอไม่เจอพบเจอการฆ่าฟันด้วยอาวุธจริงๆ แบบนี้มาก่อน แต่พอเห็นหลงหลิงหลิงที่ยังใจเย็นได้ขนาดนี้ มันก็ทำให้เธอคิดได้ว่า หลงหลิงหลิงต้องเธอผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนจึงได้ไม่รู้สึกกลัว
ในตอนนี้ ฟางหยันกำลังรู้สึกเสียใจมาก เธอไม่ควรมากับพวกนี้เลย
จู่ๆ ฟางหยันก็ตะโกนออกมา “ตกลงพวกคุณเป็นใครกันแน่?”
ทันใดนั้นเอง ฟางหยันที่หันหน้าไปทางหน้าต่างเห็นคนกำลังทำท่าจะฟันใส่แผ่นหลังของไป๋ยี่เฟย แล้วเธอก็ตะโกนออกมาอัตโนมัติว่า “ระวัง!”
มันเป็นการตอบสนองจากสัญชาตญาณ เนื่องจากเธอมากับไป๋ยี่เฟย มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะเอนเอียงมาทางพวกไป๋ยี่เฟย ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้ตะโกนออกไป
แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะระบบเก็บเสียงของรถคันนี้ดีมาก ไป๋ยี่เฟยจึงไม่ได้ยิน
ต่อให้ไป๋ยี่เฟยไม่ได้ยิน แต่ด้วยสัญชาตญาณที่มีต่อภัยคุกคาม มันก็ทำให้เขาหันกลับมาถีบใส่คนๆ นั้นจนกระเด็นออกไปหลายเมตร
พอได้เห็นแบบนั้น ฟางหยันก็ถึงกับอึ้งไปเลย