ตอนที่ 907
บทที่907 เมิ่งเจียเป็นใคร
October 28, 2026
เจิ้งซงแค่นเสียงเบา “ไหนบอกว่าหยาบคายจนเคยชินไมใช่หรือไง? คิดว่าคงไม่มีทางสนใจเรื่องยิบย่อยเหล่านี้หรอก”
หลังพูดจบก็กล่าวกับบอดี้การ์ดเหล่านั้นที่อยู่ด้านข้างว่า “ออกไปเถอะ”
บอดี้การ์ดเหล่านั้นหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงาน ไป๋ยี่เฟยก็คิดจะตามออกไปพร้อมกัน แต่เจิ้งซงเรียกเขาไว้ “สวีลั่ง นายรอก่อน”
ไป๋ยี่เฟยขมวดคิ้ว แต่ยังคงรั้งอยู่
เจิ้งหยู่ยานเห็นเช่นนี้ก็รั้งอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน
ทั้งห้องจึงเหลือเพียงพวกเขาครอบครัว
เจิ้งซงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สวีลั่ง นายเองก็เห็นแล้ว เรื่องนี้อันตรายมาก มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาต้องการจะเอาชีวิตของนาย ตอนนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของนายแล้ว”
“หากนายอยากจะถอนตัวออกไป ก็รีบจากไปเสียแต่ตอนนี้เลย”
เมื่อกี้คนพวกนั้นได้บอกแล้ว ที่สำนักหนานเหมิน หากผู้ชายสองคนชอบผู้หญิงคนเดียวกัน จะต้องผ่านการต่อสู้ตัดสินเพื่อแก้ปัญหา
ไป๋ยี่เฟยกลับกล่าวเสียงเรียบว่า “ที่นี่ไม่ใช่สำนักหนานเหมิน”
ที่นี่เป็นถิ่นของพวกเขาเอง ถือดีอะไรต้องทำตามกฎของพวกเขามาจัดการเรื่องต่างๆ ด้วย?
เจิ้งซงได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจขึ้นมาทันที แต่ก็กลับคืนสู่เรื่องเคร่งเครียดอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋ยี่เฟย ตบๆ บ่าของเขาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “แต่เรื่องบางเรื่อง จำเป็นต้องมีพลังความสามารถถึงจะทำได้”
อันที่จริงไป๋ยี่เฟยยังหวังอย่างยิ่งด้วยซ้ำว่าจะได้สู้ตัดสินกับพวกเขา หากเป็นเช่นนี้ล่ะก็บางทียังจะสามารถจับตัวท่านชายของสำนักหนานเหมินคนนั้นได้ ใช้เขามาแลกกับมือสังหารคนนั้น
“ที่จริงหากจะสู้ตัดสินก็ไม่เป็นไร ตอนเด็กผมเคยฝึกการต่อสู้มาบ้าง” ไป๋ยี่เฟยพูดยิ้มๆ
นายหญิงเจิ้งได้ยินเช่นนี้ ก็เยาะหยันว่า “อาศัยวรยุทธแมวสามขาอย่างนาย แม้แต่ฉันก็ยังสู้ไม่ได้ พูดออกมาไม่อายบ้างเหรอ?”
พี่สะใภ้ของเจิ้งหยู่ยานก็ถากถางขึ้นหนึ่งประโยคเช่นกัน “แล้วไม่ใช่หรือไง คนบางคนยังคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองจะพลิกตัวมาร้องเพลงได้? คุณพ่อคุณแม่ พวกคุณอธิบายให้เขาฟังหน่อยสิคะ ว่ายอดฝีมือกับฝีมือยอดแตกต่างกันยังไง?”
“เดี๋ยวพอถึงเวลาจะถูกคนชกตายในหมัดเดียวเอาได้ ทั้งยังจะขายหน้าตระกูลเจิ้งของเราด้วย”
เจิ้งหยู่ยานได้ยินเช่นนี้ ก็ถลึงตาใส่พี่สะใภ้ของเธอแวบหนึ่ง แต่กลับไม่ได้โต้เถียงอะไร เพียงแค่พูดกับไป๋ยี่เฟยอย่างกังวลเล็กน้อยว่า “อาลั่ง นี่มันไม่ใช่เกมนะ”
พวกเขาไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของไป๋ยี่เฟย แต่ไป๋ยี่เฟยไม่ได้ยืนกรานจะต้องต่อสู้ตัดสินกับคนอื่น เพียงแต่เพราะเกี่ยวข้องกับคนที่สังหารอู๋เฉียง ดังนั้นถึงได้มุ่งมั่นจะเข้าร่วม
“ผมไม่ใช่คนที่ตกใจง่าย” ไป๋ยี่เฟยพูด
หลังพูดจบเขาก็มองเจิ้งซงอย่างมีนัยยะแอบแฝงแวบหนึ่ง “ยืนหยัดในหลักการและขีดจำกัดของตนเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่บางครั้ง หากถอยให้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายได้คืบเอาศอก!”
หลังพูดจบก็ไม่สนใจท่าทีของพวกเขาอีก หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงาน
พี่สะใภ้ของเจิ้งหยู่ยานเห็นเช่นนี้ก็แค่นเสียงเย็นออกมา พูดอย่างมีเจตนาแอบแฝงว่า “ดูสิว่านี่เป็นสิ่งของอะไรกัน ถึงคิดจริงๆ ว่าตัวเองเป็นคน?”
“พอถูกชกตายในหมัดเดียวเข้าจริงๆ ก็รู้เองว่าตัวเองอวดเก่งมากแค่ไหน!”
“หึ! เด็กอมมือ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!” นายหญิงเจิ้งเองก็พูดสำทับขึ้นอีกหนึ่งประโยคเช่นกัน
พี่ใหญ่ของเจิ้งหยู่ยานกลับมีท่าทีตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง “อายุเยอะไปหน่อย แต่นิสัยไม่เลวเลย ก็แค่ถือดีไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เจิ้งซงเพียงขมวดคิ้วใคร่ครวญอะไรบางอย่าง
เจิ้งหยู่ยานกลับเดินตามไป๋ยี่เฟยออกไปอย่างกังวล
ไป๋ยี่เฟยเพิ่งจะเดินเข้าไปในลิฟต์ เจิ้งหยู่ยานก็รีบเบียดเข้าไปอย่างรวดเร็ว “อาลั่ง รอเดี๋ยว”
ไป๋ยี่เฟยมองแวบหนึ่ง เขาเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า “วันนี้ฉันยังมีธุระต้องไปทำก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาหาเธอใหม่”
เจิ้งหยู่ยานกล่าวขึ้นอย่างรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก “อาลั่งฉันขอโทษ ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ อีกอย่างหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ช่างมันไปเถอะ?”
ไป๋ยี่เฟยเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรเจิ้งซงถึงต้องการให้ตนแสดงละครอย่างสมจริง และเจิ้งหยู่ยานก็ไม่โง่ ย่อมมองออกแล้วเช่นกัน
ไป๋ยี่เฟยกล่าวเสียงเรียบ “วางใจ ไม่เป็นไร”
“แต่ว่า......” เจิ้งหยู่ยานคิดจะพูดอะไรอีก แต่ดูเหมือนจะเขินอายเล็กน้อย
ไป๋ยี่เฟยมองเธอพลางถามอย่างสงสัยอยู่บ้างว่า “แต่ว่าอะไร?”
เจิ้งหยู่ยานกัดฟัน สุดท้ายก็เอ่ยปากพูดว่า “อาลั่ง อันที่จริงฉันคิดมาตลอดว่าอยากจะแต่งงานกับผู้ชายที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง ที่เป็นเหมือนกับฮีโร่แบบนั้น”
ไป๋ยี่เฟยได้ยินเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ดังนั้น ที่จริงแล้วเธอไม่ได้ถือสาที่จะแต่งให้กับท่านชายหนานเหมิน?”
เจิ้งหยู่ยานพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย
ไป๋ยี่เฟยขมวดคิ้วลึกขึ้นกว่าเดิม