ตอนที่ 199
บทที่ 199 คอยประสมโรง
October 28, 2026
บทที่ 199 คอยประสมโรง
หลินหยางเห็นฉีเยนเอ๋อร์นั่งอยู่อีกข้าง และกำลังคุยกับไป๋เซียนเฉ่า
ผู้หญิงคนนี้มาได้อย่างไร หลินหยางแทรกเข้ามา เขายิ้มและพูดว่า “มีแขกมาเหรอ”
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ประธานโจว ตอนนี้คุณกลายเป็นหุ้นส่วนกับประธานไป๋แล้ว” ฉีเยนเอ๋อร์พูดแล้วยื่นมือออกมา
หลินหยางยื่นมือออกไปกุมมือของอีกฝ่ายเบาๆ มือของเธอนุ่มและเนียนมาก ใจของหลินหยางเริ่มมีความรู้สึก และหวนคิดไปถึงภาพตอนที่ดูแลอาการป่วยให้เธอที่ร้านยาสารพัด
ไป๋เซียนเฉ่ากลอกตาใส่หลินหยาง “คุณฉีเยนเอ๋อร์อยากเจอนายอยู่พอดี เราคุยกันอยู่นาน และบ่นเรื่องที่นายไปก่อเรื่องใหญ่เอาไว้ เธอนึกว่าเกิดเรื่องขึ้นกับนายแล้ว”
“หาผมเหรอ” หลินหยางถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ รถที่ปู่ของฉันให้นาย จู่ๆ มันก็เป็นข่าว ตอนนั้นฉันตกใจมาก ต่อมาพอฉันได้รู้ว่านายไม่เป็นอะไร ตอนแรกฉันมาเพราะครีมแผลลาย คิดไม่ถึงว่านายจะรอดจากความตาย นายนี่สุดยอดจริงๆ หลินหยาง” ฉีเยนเอ๋อร์พูดด้วยความตกใจ
“ฮ่าฮ่า มันก็แค่เรื่องที่คาดไม่ถึง คุณมาอุดหนุนธุรกิจของเราใช่ไหม” หลินหยางพูด
ฉีเยนเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “นั่นเป็นเรื่องรอง หลักๆ แล้วฉันมาหานาย”
ฉีเยนเอ๋อร์พูดอย่างตรงไปตรงมา คิดไม่ถึงว่าไป๋เซียนเฉ่าที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเลิกคิ้วขึ้น
หลินหยางสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ เขาจับมือของไป๋เซียนเฉ่าแล้วพูดว่า “เซียนเฉ่าไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไรนัก คิดไม่ถึงว่าเธอจะได้เป็นเพื่อนกับคุณ”
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ แต่ว่าตั้งแต่ตอนนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ฉันพูดถูกไหมประธานไป๋” ฉีเยนเอ๋อร์ยิ้มและพูดออกมา
มือของไป๋เซียนเฉ่าถูกจับเอาไว้แน่น เธอสบายใจไม่น้อย จากนั้นจึงยิ้มและพูดออกมาว่า “ไม่ใช่แค่เพื่อนหรอก คุณฉีเยนเอ๋อร์มาสั่งครีมแผลลายยี่สิบขวด นับว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา”
สงครามการต่อปากต่อคำระหว่างผู้หญิงคือควันที่มองไม่เห็น หลินหยางรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะอยู่ที่นี่ เขาจึงพูดออกมาว่า “งั้นเธอก็อยู่รับแขกละกัน ฉันไปก่อน”
“ไม่ต้องไป ทำไมถึงไม่อยู่ต้อนรับแขกคนสำคัญแบบนี้ จะไปทำอะไรน่ะ พวกเรามาคุยเรื่องในอดีตกันดีกว่า” ไป๋เซียนเฉ่าเอามือเท้าคางแล้วพูดออกมา
หลินหยางหลุบตาลง แล้วนั่งมองเล็บตัวเองอย่างเงียบๆ สิ่งที่หนานกงหยูนบอกเขาตอนที่กำลังเสริมหล่อให้เขาว่าผู้ชายต้องดูดี อย่าทำตัวไม่รู้เรื่องไปวันๆ ข้อปฏิบัติของตระกูลใหญ่มีมากมายจริงๆ แต่ว่าการทำเล็บก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลายไม่น้อย
“หมอโจว ฉันขอถามหน่อย ตอนที่ฉันสลบและไม่ยอมฟื้นขึ้นมา นายรู้สาเหตุของอาการได้ยังไงเหรอ” ฉีเยนเอ๋อร์จ้องเขาแล้วถามขึ้น
หลินหยางรีบนั่งหลังตรง แล้วพูดว่า “ทักษะยังต่ำต้อย ไม่มีควรค่าแก่การเอ่ยถึง การแพทย์แผนจีนพิถีพิถันเรื่องการมอง การสูดดม การสอบถามอาการและการจับชีพจร คุณไม่ต้องเกรงใจ เรียกชื่อผมได้เลย ผมวิเคราะห์ปัญหาของคุณจากสีหน้า ลักษณะของชีพจรและอาการของคุณ สุขภาพของคุณไม่ดีตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ แต่ตอนนี้หายเป็นปกติและดูสดใสเป็นอย่างมาก”
“เมื่อได้ยินที่นายพูด ฉันก็รู้แล้วว่าควรส่งการ์ดเชิญให้ใคร” ฉีเยนเอ๋อร์พูดอย่างปลาบปลื้ม เขาหยิบการ์ดออกมาจากกระเป๋าชาแนลของตัวเอง
พอเปิดดู หลินหยางจึงรู้ว่าเป็นงานสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาแพทย์แผนจีน หลินหยางเคยได้ยินเกี่ยวกับงานสัมมนาระดับสูงเช่นนี้ แพทย์แผนจีนที่อาวุโสมักจะถูกเชิญไปเป็นหน้าเป็นตา แต่สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็นอะไรที่จอมปลอม ไม่มีอะไรที่มีสาระเลย
“เชิญผมไปคงจะไม่เหมาะสมหรอกมั้ง ผมเป็นแค่ลูกศิษย์ในสำนักการแพทย์เท่านั้น แถมยังเรียนไม่จบอีกด้วย” หลินหยางสบตากับแววตาที่ไม่พอใจของไป๋เซียนเฉ่า
“หลินหยาง การประชุมครั้งนี้ไม่เหมือนการประชุมทั่วไป งานครั้งนี้ปู่ของฉันกับผู้เชี่ยวชาญอาวุโสหลายคนร่วมกันจัดขึ้น ต้องการแพทย์ที่มีประสบการณ์แบบนายไปร่วมงาน ถ้านายสนใจ ฉันหวังว่านายจะมาร่วมงานได้ งานจะจัดขึ้นมะรืนนี้ การประชุมครั้งนี้มีขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนายาจีนในอนาคตและจัดการเกี่ยวกับการออกใบสั่งยาแบบโบราณ” ฉีเยนเอ๋อร์พูดด้วยสีหน้าคาดหวัง
หลินหยางรับการ์ดเชิญมา แน่นอนว่างานประชุมใหญ่ขนาดนี้ทำให้เขาสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากจะได้พูดคุยกับแพทย์จีนอาวุโสแล้วเขายังได้เสนอความคิดเห็นของตัวเองออกไปได้อีกด้วย จะได้ทำให้คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับสิ่งล้ำค่านี้ใหม่อีกครั้ง
ไป๋เซียนเฉ่าเห็นสีหน้าของหลินหยาง เธอไม่ห้ามเขาอีก กลับกันเธอยังพูดเชียร์หลินหยางด้วย “งั้นก็ไปสิ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากนะ”
หลินหยางจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “งั้นก็โอเค ผมไปแน่นอน”
“นายจะไม่เสียเปล่าแน่นอน การประชุมครั้งนี้มีทั้งเนื้อหาและคุณค่ามากมาย นายต้องเตรียมความสามารถของตัวเองให้พร้อมนะ ฉันเชื่อว่าหลินหยางจะต้องโดดเด่นอย่างแน่นอน” ฉีเยนเอ๋อร์พูดเยินยอเขา
หลินหยางถูกใจคำพูดของเธอ เขายิ้มอย่างปลาบปลื้มจากนั้นจึงพูดว่า “แน่นอนอยู่แล้ว แผลเป็นของเซียนเฉ่าในตอนแรกผมเป็นคนรักษาให้หาย มีตัวอย่างที่เป็นสาวสวยแบบพวกคุณทั้งสองคนอยู่”
“เหอะ อย่าได้ใจไปหน่อยเลย เมื่อถึงตอนนั้นอย่ายอมแพ้แล้วกัน สองวันนี้นายไม่ต้องยุ่งเรื่องที่บริษัท ไปเตรียมตัวสำหรับการประชุมครั้งนี้ให้ดี ไม่แน่ฉันกับคุณฉีเยนเอ๋อร์อาจจะไปให้กำลังใจนายที่งานด้วย” ไป๋เซียนเฉ่ายิ้มแล้วพูดออกมา
“ประธานไป๋ เราไปดูว่าที่ ซื่อนูเก๋อ กันดีกว่าว่ามีสินค้ารูปแบบใหม่วางจำหน่ายหรือเปล่า” ฉีเยนเอ๋อร์พูดเสนอขึ้น
เมื่อพูดถึงเรื่องชอปปิ้ง แน่นอนว่าไป๋เซียนเฉ่าสนใจ ผู้หญิงเป็นสิ่งที่ประหลาด ถึงก่อนหน้านี้จะรู้สึกแปลกๆ แต่พอพูดถึงเรื่องที่สนใจเหมือนกันก็ลืมทุกอย่างไปหมด
ซื่อนูเก๋อ อยู่อีกย่านธุรกิจหนึ่งในเมืองเจียงหลิง ใช้การตกแต่งที่หรูหราและทันสมัยเป็นจุดขาย เป็นหนึ่งในแหล่งชอปปิงที่ไป๋เซียนเฉ่าชื่นชอบ ซื่อนูเก๋อ เป็นตึกเล็กๆ หกชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านธุรกิจ นอกจากข้างในจะมีเสื้อผ้าแบรนด์หรูแล้ว ยังมีร้านขายเสื้อผ้าที่ตัดเย็บโดยเฉพาะ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดไป๋เซียนเฉ่าเป็นอย่างมาก
ฉีเยนเอ๋อร์เดินชอปปิงกับไป๋เซียนเฉ่าตั้งแต่ชั้นหนึ่ง พูดให้หลินหยางฟังไม่หยุด หลินหยางปวดหัวกับเรื่องนี้มาก ฉีเยนเอ๋อร์เหมือนจะเข้าใจเขา แล้วพูดขึ้นมาว่าพวกเธอสองคนจะไปชอปปิง ให้หลินหยางไปรอที่สำหรับนั่งพัก
ราวกับเขาได้รับการปลดปล่อย หลินหยางประสานมือไว้ที่หน้าอกจากนั้นก็วิ่งหนีไป
ไป๋เซียนเฉ่าส่งเสียงหึ “ผู้ชายนี่ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย”
“ก็ไม่แน่หรอก ความอดทนของผู้ชายมันไปอยู่ตอนที่ใส่เสื้อผ้าให้ผู้หญิงหมดแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉีเยนเอ๋อร์พูดอย่างขี้เล่น