ตอนที่ 667
บทที่ 1096 : รักษาจินเหยียว!
October 22, 2026
“ข้าโม่วู๋เตา..คาราวะท่านลุงหลิง!” โม่วู๋เตาเห็นหลิงหยุนลุกขึ้นทำการคาราวะหลิงเสี่ยวเขาก็ลุกขึ้นทำตามเช่นกัน.. หลิงเสี่ยวรีบตรงเข้าไปพยุงโม่วู๋เตาให้ลุกขึ้นพร้อมกับพูดออกไปด้วยความเกรงใจ.. “ท่านนักพรตโม่..อย่าได้ทำเช่นนี้! เป็นเพราะช่วยหาที่ซ่อนของข้า ท่านจึงต้องได้รับบาดเจ็บจากการแอบดูความลับสวรรค์! ท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อหลิงเสี่ยว ข้าควรต้องตอบแทนท่านต่างหากเล่า!” หลิงเสี่ยวใช้สรรพนามแทนชื่อโม่วู๋เตาว่า‘ท่าน’ แม้จะได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโม่วู๋เตากับหลิงหยุนว่ามีความสนิทสนมกันเพียงใด แต่นี่เป็นบุญคุณระหว่างเขากับโม่วู๋เตา.. แม้ว่าหลิงเสี่ยวจะอาวุโสกว่าโม่วู๋เตามากแต่โม่วู๋เตาก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตของเขาไว้ เขาจึงควรปฏิบัติต่อโม่วู๋เตาเช่นนั้น! และนี่คืออุปนิสัยและบุคลิกของคนตระกูลหลิง! “ท่านลุงหลิง..ข้ากับหลิงหยุนสนิทสนมกันดั่งพี่น้อง จึงเป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องช่วยท่าน ขอท่านลุงหลิงอย่าได้ถือเป็นบุญคุณอีกเลย..” “น่าเสียดายที่ข้าวรยุทธต่ำต้อยเกียจคร้านที่จะฝึกฝน จึงไม่สามารถตามไปช่วยสู้กับศัตรูของท่านด้วย..” ทันทีที่หลิงหยุนได้ฟังคำพูดของโม่วู๋เตาที่ฟังดูประจบประแจงผิดปกติหลิงหยุนก็รีบดึงโม่วู๋เข้ามาหาพร้อมกับกระซิบเสียงเบา “นี่เจ้าประจบประแจงเกินไปหรือไม่หรือเจ้าไม่อยากจะมีลมหายใจอีกแล้ว..” โม่วู๋เตาที่ถูกหลิงหยุนกระชากร่างไปอย่างรุนแรงนั้นก็รีบกระซิบเสียงเบาว่า “ข้ายังพูดไม่จบเลย..” หลิงหยุนแสยะยิ้มพร้อมกับตอบไปว่า“เวลานี้ไม่มีใครว่างฟังเจ้าพล่ามหรอกน่า..” เมื่อหลิงเสี่ยวเห็นท่าทางของทั้งคู่ก็ถึงกับอึ้งไปทันที.. ในขณะที่ฉินตงเฉี่วยซึ่งคุ้นเคยกับปฏิกิริยาเช่นนี้ของทั้งคู่ก็เพียงแค่หัวเราะออกมาเท่านั้น หลิงลี่เเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่กระแอมเบาๆและเมื่อทุกคนหันมามอง เขาก็หันไปพูดกับฉินตงเฉี่วย “แม่นางฉิน.. ไม่ทราบว่าเจ้าพักอยู่ในปักกิ่งหรือไม่ แล้วพักอยู่ที่ใด?” ฉินตงเฉี่วยยิ้มและตอบไปว่า“ข้าพักอยู่ที่บ้านของตระกูลฉินในปักกิ่ง!” “อ่อ..ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องจัดเตรียมที่พักให้กับเจ้าสินะ!” จากนั้นหลิงลี่ก็หันไปถามหลิงหยุน“หลิงหยุน.. แล้วเจ้าล่ะ คิดอ่านจะทำอะไรต่อไป?” หลิงหยุนตอบโดยแทบไม่ต้องคิด“ท่านปู่.. ข้าต้องรักษาท่านป้าจินเหยียวก่อน!” หลิงลี่พยักหน้าเห็นด้วย“ถ้าเช่นนั้นสองสามวันนี้เจ้าก็พักอยู่ที่นี่ จะได้ทำการรักษาแม่นางจินเหยียวให้หาย อีกทั้งเจ้าจะได้ทำความคุ้นเคยกับตระกูลหลิงด้วย!” “ทุกวันสารทจีนของทุกปี..ตระกูลหลิงของเราจะทำการกราบไหว้บรรพบุรุษ สมาชิกตระกูลหลิงทุกคนก็จะต้องมาสักการะด้วย และในวันนั้นข้าจะประกาศชื่อของเจ้าต่อหน้าบรรพบุรุษและทุกคนในตระกูลหลิง!” หลิงหยุนตอบกลับยิ้มๆ“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านปู่จะจัดการ!” จากนั้นหลิงลี่ก็หันไปสั่งเหล่ากุ่ยให้จัดเตรียมห้องหับให้กับหลิงหยุนและเหล่ากุ่ยก็รีบออกไปจัดการตามคำสั่งทันที “เอาล่ะ..นี่ก็เช้าแล้ว ทุกคนไม่ได้หลับได้นอนกันมาทั้งคืน ทุกคนกลับไปนอนพักผ่อนก่อน มีอะไรค่อยพูดคุยกันวันหลัง!” ฉินตงเฉี่วยกับโม่วู๋เตาเองก็รีบร่ำลาและต่างก็แยกย้ายกันไปทันที หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว ภายในห้องจึงเหลือเพียงแค่หลิงหยุน หลิงลี่ และหลิงเสี่ยว.. เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้วชายชราจึงได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยลูกชายออกมา เขายกมือสองข้างขึ้นจับไหล่หลิงเสี่ยวพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด “ลูกสาม..เจ้าคงทุกข์ทรมานมากเลยสินะ” “ท่านพ่อ..ลูกทนได้!” หลิงเสี่ยวยืดแผ่นหลังตรง และขบฟันแน่นเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา หลิงลี่จ้องมองหลิงเสี่ยวพร้อมกับพูดต่อว่า“แต่นับว่าโชคดีที่เรื่องร้ายๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว!” จากนั้นหลิงลี่ก็หันไปเรียกหลิงหยุนให้เข้ามาใกล้แล้วจึงหันไปพูดกับหลิงเสี่ยว “ลูกสาม.. เจ้าดูให้ชัดๆสิ! เขาคือลูกชายของเจ้ากับชิงเฉวียน เจ้า.. เจ้าให้กำเนิดหลานชายที่เก่งกาจกับข้า!” “ช่างเป็นการรอคอยที่คุ้มค่านัก!”หลิงลี่พูดออกไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากแม้แต่หลิงเสี่ยวเองก็ยืนร่างกายสั่นเทิ้มและพยายามกัดฟันแน่นเพื่อข่มน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา“ท่านปู่..” หลิงหยุนเองก็ถึงกับร้องเรียกหลิงลี่ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเขาสัมผัสได้ถึงสายโลหิตที่อยู่ในตัว และดวงตาก็เริ่มเปียกชื้น..ผ่านไปครู่ใหญ่..หลิงลี่ก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา และพูดกับหลิงหยุนว่า“หลิงหยุน..อย่าได้ตำหนิพ่อ หรือแม้แต่แม่ของเจ้าที่ต้องส่งเจ้าออกจากพรรคมารเลย!”“พ่อของเจ้านั้นนับว่าเป็นผู้ที่เจ็บปวดที่สุดในโลกคนหนึ่งหนำซ้ำเขายังเฝ้าคิดถึงเจ้าอยู่ตลอดเวลา เจ้าดูผมของเขาสิ! อายุเพียงแค่สี่สิบปี แต่กลับมีผมขาวไปครึ่งศรีษะแล้ว..”“ท่านพ่อ!”หลิงหยุนร้องเรียกพร้อมกับคุกเข่าลงต่อหน้าหลิงเสี่ยวอีกครั้งหลิงเสี่ยวโน้มตัวลงพร้อมกับดึงร่างของหลิงหยุนให้ลุกขึ้นจากพื้น“ท่านปู่..ท่านพ่อ.. ข้าสาบานว่าจะจัดการกับศัตรูที่มันทำร้ายทุกคน เพื่อล้างแค้นให้กับทุกคนในตระกูลหลิง และท่านแม่ของข้า!”หลิงลี่ร้องบอกอย่างยินดี“ดีมาก! แต่ศัตรูของตระกูลหลิงมีมากมาย และล้วนแล้วแต่แข็งแกร่ง พวกเราจำเป็นต้องวางแผนให้ดีและรอบคอบ!”จากนั้นหลิงลี่ก็บอกกับหลิงหยุนต่อว่า“เอาล่ะ.. เจ้าจะไปรักษาจินเหยียวก็ไปเถิด ส่วนข้ายังมีเรื่องต้องพูดคุยกับพ่อของเจ้าต่อ!”หลิงหยุนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพร้อมกับขอตัวจากนั้นจึงเดินออกจากบ้านของหลิงลี่ และตรงไปหาจินเหยียวทันที แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น.. หลิงหยุนจึงได้เปิดจิตหยั่งรู้ออก เพื่อแอบฟังหลิงลี่กับหลิงเสี่ยวคุยกัน..“ลูกสาม..เวลานี้หลิงหยุนก็กลับเข้าตระกูลหลิงแล้ว เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับยั่วหลานและหลิงซวี่!”หลิงเสี่ยวมีท่าทางอึดอัดและสีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จนหลิงลี่ต้องถามขึ้นว่า.. “นี่เจ้ายังต้องคิดอีกอย่างนั้นรึ”หลิงเสี่ยวขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับกระซิบเสียงเบา“ท่านพ่อ.. ข้าเองก็ยังไม่ได้คิดว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรเช่นกัน คงต้องไปคิดดูก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป..”หลิงลี่ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ“ลูกสาม.. เจ้าก็เป็นซะอย่างนี้! เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องรักๆใคร่ๆ เจ้าก็จะมีท่าทีลังเลไม่เด็ดขาด.. จนป่านนี้เจ้ายังไม่คิดแก้ปัญหาอีกงั้นรึ”“เมื่อครั้งชิงเฉวียนก็เช่นกัน!ไม่ใช่เพราะเจ้ามัวแต่ลังเลจนกระทั่งนางตั้งท้องหรอกรึ ตระกูลหลิงถึงได้ย่อยยับมาถึงทุกวันนี้?”“ในวันกราบไหว้บรรพบุรุษที่ใกล้ถึงนี้หลิงซวี่ก็ต้องกลับมา และเมื่อนางกับหลิงหยุนพบหน้ากันเล่า”“เจ้าเป็นพ่อแท้ๆของนางย่อมรู้นิสัยใจคอของนางดีกว่าใครๆไม่ใช่รึ”และเมื่อฟังมาถึงตอนนี้..หลิงหยุนก็ได้เดินมาถึงห้องของจินเหยียวแล้ว จึงได้ถอนจิตหยั่งรู้กลับมา และได้แต่คิดในใจว่าคนตระกูลหลิงที่เขาได้พบก่อนใครๆนั้นก็คือหลิงซวี่ และเรื่องที่จะรับมือหลิงซวี่นั้น หลิงหยุนไม่ได้รู้สึกังวลเลยแม้แต่น้อย.. จินเหยียวได้ยืนรอหลิงหยุนอยู่ที่หน้าประตูแล้วเวลานี้นางยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิมตั้งแต่เมื่อคืน และยังคงสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้ายืนนิ่งเงียบราวกับภูติผีวิญญาณแต่ทันทีที่ได้เห็นหลิงหยุนแววตาของนางก็แสดงความรักใคร่อบอุ่นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม..“นายน้อย..เชิญเข้ามาข้างในก่อน!”หลิงหยุนขมวดคิ้วพร้อมกับพูดขึ้นว่า“ท่านป้าจินเหยียว.. ท่านเรียกข้าว่าหลิงหยุนจะได้หรือไม่ ข้ารู้สึกอึดอัดหากท่านยังเรียกนายน้อยเช่นนี้อยู่!”“แต่ท่าน..ท่านเป็น..”“หยุด..หยุด..”หลิงหยุนร้องขัดขึ้นทันทีพร้อมกับหันไปยิ้มให้จินเหยียวและพูดกับนางว่า “ท่านป้าจินเหยียว.. ท่านเรียกข้าว่านายน้อยเช่นนี้ ท่านก็ต้องฟังคำสั่งของข้างั้นสิ”จินเหยียวพยักหน้าอย่างงุนงงแต่ยังไม่ทันไรหลิงหยุนก็พูดต่อว่า “ดี! ถ้าเช่นนั้นจากนี้ไปข้าขอสั่งให้ท่านเรียกชื่อข้า – หลิงหยุน และห้ามเรียกว่านายน้อยอีก เข้าใจหรือไม่”หลิงหยุนรวบรัดเอากับจินเหยียวที่ยังคงไม่ฟื้นคืนสติเต็มที่และตอบกลับไปอย่างงุนงง “เข้าใจ.. หลิงหยุน..”หลิงหยุนร้องตะโกนออกมาเสียงดัง“นั่นล่ะ.. เรียกข้าว่าหลิงหยุนถูกต้องแล้ว!”จากนั้นหลิงหยุนก็จูงมือจินเหยียวไปนั่งบนโซฟาและสำรวจดวงดวงตาของนาง หลิงหยุนพบว่านัยน์ตาของนางนั้นไม่สามารถจดจ่ออยู่ที่หลิงหยุนได้นานนัก นางจ้องหน้าหลิงหยุนได้เพียงประเดี๋ยวเดียวก็เหม่อลอยไปทางอื่น