ตอนที่ 674
บทที่ 1103 : กราบไหว้บรรพบุรุษ!
October 22, 2026
เมื่อหลิงหยุนลืมตาขึ้นมาลูกนัยน์ตาทั้งสองข้างของเขานั้นก็ได้กลายเป็นสีดำ และสีขาวอย่างละครึ่ง และปรากฏเป็นแสงสว่างสีดำกับขาวขึ้นมาวูบหนึ่ง ดูช่างประหลาดยิ่งนัก! และมันก็คือเนตรหยิน–หยาง! เวลานี้..พลังหยิน และหยางในร่างกายของหลิงหยุนนั้นอยู่ในระดับสูงสุด หลิงหยุนสามารถควบคุมให้พลังปราณของเขาไหลออกจากร่างกายได้ และกลายเป็นหมอกเบาบางครอบคลุมร่างของเขาไว้ ทำให้หลิงหยุนเวลานี้ดูเหมือนกับภาพที่อยู่ในความฝัน.. และนี่คือผลของการฝึกวิชาพลังลับหยิน–หยางได้ก้าวหน้าจนเข้าสู่ขั้นที่สูงยิ่งขึ้น.. จากนั้น..เพียงแค่คิด พลังปราณที่กำลังห่อหุ้มร่างกายของหลิงหยุนอยู่นั้น ก็ได้อันตธานหายไปทันที หลิงหยุนไม่ต้องการให้ผู้ใดได้พบเห็ตความสามารถของตนเองมากนักในตอนนี้.. “ไม่เลวทีเดียว!ข้ากลั่นเสินหยวนได้ถึงสามหยดแล้ว ดูเหมือนระดับสูงสุดขั้นปฐมชี่นั้น จะแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก!” ด่านแรกของขั้นพลังชี่นั้นก็จะมีทั้งหมดสามขั้นคือ.. ขั้นปฐมชี่ (ขั้นพลังชี่-1) ขั้นเอ้อเชิงชี่ (ขั้นพลังชี่-2) และขั้นซานเชิงชี่ (ขั้นพลังชี่-3)! หลักการของขั้นพลังชี่นั้นก็คือ..การกลั่นปราณบ่มเพาะจิต! ดังนั้นการฝึกบ่มเพาะในขั้นนี้ก็คือการฝึกฝนเพื่อมุ่งกลั่นปราณในร่างกายให้เป็นหยดเสินหยวนนั่นเอง! และตราบใดที่ผู้บ่มเพาะสามารถกลั่นหยดเสินหยวนได้คนผู้นั้นก็จะสามารถใช้หยดเสินหยวนสร้างพลังวิเศษ หรือพลังเหนือธรรมชาติได้! และในด่านแรกของขั้นพลังชี่นั้นก็จะเป็นการฝึกฝนเพื่อให้สามารถกลั่นหยดเสินหยวนได้รวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง! ผู้ที่ฝึกฝนจนเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นปฐมชี่ได้นั้นจะสามารถกลั่นหยดเสินหยวนได้สามหยดในหนึ่งวัน แต่เมื่อเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นเอ้อเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-2) นั้น ก็จะสามารถกลั่นเสินหยวนจำนวนสามหยดได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง และเมื่อเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นซานเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-3) ก็จะสามารถกลั่นเสินหยวนจำนวนสามหยดได้ภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น.. การกลั่นเสินหยวนได้สามหยดภายในหนึ่งนาทีนั้นทำให้สามารถใช้พลังวิเศษ หรือพลังเหนือธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง จึงดูคล้ายกับการร่ายมนต์คาถานั่นเอง.. และนี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดผู้บ่มเพาะตนที่ฝึกฝนจนผ่านด่านแรกของขั้นพลังชี่ไปได้นั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นซือเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-4) จึงสามารถใช้กระบี่เหินได้อย่างคล่องแคล่วต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ นั่นเพราะพวกเขามีเสินหยวนที่มากพอ.. และด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้ผู้บ่มเพาะตนสามารถกลั่นโอสถ สร้างวัตถุวิเศษ ปลุกเสกยันต์ และสร้างค่ายกล หรืออื่นๆอีกมากมาย ด้วยการใช้หยดเสินหยวนที่กลั่นได้นี้ และการสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วยหยดเสินหยวน ก็จะทำให้สิ่งต่างๆมีอานุภาพที่ดีกว่าการสร้างโดยไม่ใช้หยดเสินหยวนด้วย.. “เอาล่ะ..เพียงแค่นี้ก็คงไม่มีสิ่งชั่วร้ายกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้ข้าอีกแล้ว!” หลิงหยุนใช้เนตรหยิน–หยางกวาดมองไปรอบๆตัวและเวลานี้ดวงตาของเขานั้นก็สามารถมองทะลุทะลวงออกไปนอกห้องได้ และในที่สุดก็พึมพำออกมาเบาๆ “วิญญาณชั่วร้ายเต็มไปหมด..” หลิงหยุนรู้ว่าคืนนี้เป็นคืนวันที่14 กรกฏาคม และเป็นคืนที่จะมีพลังหยินรุนแรงที่สุดในรอบปี ตามตำนานเล่าว่า.. ในคืนนี้จะเป็นคืนที่ประตูนรกเปิดกว้าง และเหล่าภูติผีวิญญาณก็จะพากันออกมากันอย่างเนืองแน่น.. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม..เวลานี้ร่างกายของหลิงหยุนได้ผ่านการปรับร่างกายมาสำเร็จแล้ว ลมปราณและโลหิตในร่างกายของหลิงหยุน จึงมีพลังบริสุทธิ์ค่อนข้างรุนแรง ทำให้เหล่าภูติผีวิญญาณไม่กล้าที่จะเข้าใกล้.. หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับปิดเนตรหยิน–หยางไปแล้วจึงลุกขึ้นจากเตียงไปอาบน้ำอาบท่า และแต่งตัวจนเรียบร้อย จึงได้เดินออกจากห้องนอนไป “หลิงหยุน..เจ้าพร้อมแล้วรึ” หลิงลี่นั้นได้มายืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของหลิงหยุนนานแล้วและสีหน้าของเขานั้นก็มีวี่แววของความวิตกกังวล และเป็นห่วงเป็นใยอย่างมาก ระหว่างนั้นสายตาของหลิงหยุนก็เหลือบไปเห็นบันทึกเล่มหนึ่งในมือของหลิงลี่ และเพียงแค่เหลือบมองเขาก็รู้ว่าด้านในนั้นคือลำดับวงศ์ตระกูลทั้งหมดของตระกูลหลิง.. หลิงหยุนพยักหน้าพร้อมกับตอบไปว่า“ท่านปู่.. ข้าพร้อมแล้ว!” “ดีมาก..ถ้าเช่นนั้นก็ตามปู่มา!” หลิงลี่เอื้อมมือออกไปจับมือของหลิงหยุนไว้และพาเดินออกไปทันที ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันไปยังสวนชั้นที่เก้า เพื่อไปยังห้องบรรพชนตระกูลหลิง.. ตระกูลหลิงนั้นถือเรื่องความกตัญญูรู้คุณเป็นสำคัญและในทุกๆปีของคืนก่อนวันเชงเม้ง ทายาททั้งสามรุ่นของตระกูลหลิงก็จะมารวมตัวกัน เพื่อทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วอย่างเป็นทางการเช่นนี้ทุกปี.. เพียงแต่ในปีนี้แตกต่างกว่าทุกปีเพราะปีนี้มีหลิงหยุนเพิ่มขึ้นมาในตระกูลอีกหนึ่งคน! หลิงหยุนสัมผัสได้ว่าเวลานี้หลิงลี่กำลังรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเพราะฝ่ามือของเขานั้นกำลังสั่นเทิ้ม “ท่านปู่..”หลิงหยุนจึงทาบฝ่ามืออีกข้างของตนเองลงบนหลังมือของหลิงลี่พร้อมกับเริ่มถ่ายเทปราณเสวียนหวงลงไปในร่างของหลิงลี่ เพื่อช่วยให้เขาคลายความตื่นเต้น และค่อยๆสงบลง“ข้าไม่เป็นอะไร..รีบเดินเร็วแข้า! ท่านพ่อของเจ้า ท่านลุงสอง แล้วก็พี่น้องของเจ้ากำลังรอเจ้าอยู่ที่ห้องบรรพชน!”หลิงลี่หันไปยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับร้องบอกด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้น..หลิงหยุนเพียงแค่พยักหน้าแทนคำตอบและจิตหยั่งรู้ของเขาเวลานี้ก็เปิดออกครอบคลุมไปทั่วทั้งห้องบรรพชนตระกูลหลิงแล้วภายในห้องบรรพชนตระกูลหลิงนั้น..หลิงหยุนพบป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษวางอยู่บนแท่นบูชามากมาย และด้านหน้าแทนบูชาก็มีการจุดธูปเทียนเพื่อทำการกราบไหว้ตามธรรมเนียมด้านข้างแท่นบูชานั้นมีหลิวเทวะที่สูงราวสามฟุตตั้งอยู่ข้างๆ ทำให้บรรยากาศภายในห้องบรรพชนดูเคร่งขรึมน่าเคารพมากยิ่งขึ้น..นี่คือมรดกตกทอดของตระกูลหลิงหลิวเทวะ–วิญญาณซึ่งหลิงหยุนมอบให้กับโม่วู๋เตาไปศึกษานั้น เวลานี้ได้ถูกนำตั้งไว้ที่ข้างแท่นบูชาเพื่อเป็นการสักการะบรรพชนตระกูลหลิงหน้าห้องบรรพชนตระกูลหลิงนั้นมีลูกชายของหลิงลี่ทั้งสามคนยืนอยู่ด้านหน้า ซึ่งได้แก่หลิงเจิ้น หลิงเย่ว และหลิงเสี่ยว ที่ยืนเรียงลำดับตามความอาวุโส ด้านหลังลูกชายทั้งสามของหลิงลี่ก็จะเป็นเหล่าสมาชิกตระกูลหลิงทั้งหมด โดยที่ผู้ชายจะยืนอยู่ด้านหน้า และผู้หญิงจะยืนอยู่ด้านหลัง..ตามธรรมเนียมโบราณที่เคร่งครัดนั้นผู้หญิงจะไม่สามารถเข้าร่วมพิธีไหว้บรรพชนนี้ได้ แต่ตระกูลหลิงไม่ได้ถือเคร่งครัดเช่นนั้น ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายจึงมารวมกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนไปจับอยู่ที่ด้านหลังของหลิงเจิ้นซึ่งเวลานี้มีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งก็คือหลิงหย่ง และแน่นอนว่าอีกคนนั้นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากหลานชายคนโตนของตระกูลหลิงที่ชื่อว่าหลิงห่าว!หลิงหยุนเคยเห็นรูปของหลิงห่าวมาก่อนแล้วเขาจึงไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้เสียเวลา และเขาเองก็จำหลิงห่าวได้อย่างแม่นยำ..หลิงหยุนจับตามองหลิงห่าวอย่างพินิจพิจารณาใบหน้าของหลิงห่าวนั้นแม้จะหล่อเหลา แต่ก็ซีดเซียว ดวงตาหรี่เล็กนั้นค่อนข้างแดง และดูเหมือนว่ากำลังยืนเกร็ง สายตาของหลิงห่าวนั้นคอยมองไปรอบๆ ตัวอยู่เป็นครั้งเป็นคราว ดูคล้ายคนที่กำลังระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา..หลิงหยุนรู้ดีว่าหลิงห่าวกำลังกังวลใจเรื่องอะไรอยู่รอยยิ้มหยันจึงปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของเขา..ในที่สุด..หลิงห่าวก็กลับบ้าน!และในเมื่อหลิงห่าวกลับมาก็อย่าหวังว่าจะได้กลับออกไปอีกเลย หลิงหยุนคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ..จากนั้นหลิงหยุนก็ละสายตาจากหลิงห่าวและคร้านที่จะมองเขาอีก หลิงหยุนเคลื่อนจิตหยั่งรู้ของตนเองไปจับจ้องอยู่ที่สาวน้อยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด.. นางก็คือหลิงซวี่นั่นเอง!ใบหน้าเรียวเล็กของหลิงซวี่นั้นงดงามหมดจดยิ่งนัก!และเวลานี้นางก็ยืนอยู่ข้างต่งยั่วหลานแม่ของนาง และทั้งคู่ก็ยืนอยู่ด้านหลังของหลิงเสี่ยว..หลิงซวี่นั้นแตกต่างจากหลิงห่าวที่ดูกระวนกระวายเพราะหลิงซวี่นั้นดูคล้ายหนักอกหนักใจ และกำลังกุมมือต่งยั่วหลานไว้คล้ายกำลังให้กำลังใจนาง..เห็นได้ชัดว่าการกลับเข้าตระกูลหลิงของหลิงหยุนนั้นในคืนนี้ได้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของหลิงซวี่ไม่น้อยเลยทีเดียว!เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าการกลับมาของหลิงหยุนนั้นจะเป็นผลดี หรือว่าจะเป็นผลร้ายต่อนางและมารดาเช่นใดหลิงลี่กับหลิงหยุนเดินมาถึงสวนชั้นที่เก้าและภายในก็แบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ซึ่งฝั่งตะวันออกนั้นเป็นบ้านของหลิงลี่ และฝั่งตะวันออกนั้นคือห้องบรรพชนตระกูลหลิง..เมื่อเข้าใกล้ห้องบรรพชนแล้วหลิงลี่จึงบอกกับหลิงหยุนว่า “หลิงหยุน.. ด้านในคือห้องบรรพชนตระกูลหลิง ทุกคนต่างก็รอเจ้าอยู่นานแล้ว หลังจากไปถึงก็ทำการกราบไหว้บรรพชนให้เรียบร้อยเสียก่อน มีเรื่องอะไรก็เก็บไว้พูดจากันช่วงอาหารเย็นก็แล้วกัน..”หลิงหยุนยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าหลิงลี่เองก็ยิ้มให้กับหลิงหยุนพร้อมกับเดินผ่านประตูโค้งเข้าไปด้านใน และก็มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น“ท่านปู่กำลังมาแล้ว..มาพร้อมกับน้องสี่ด้วย!”“พี่สี่..” ไอรีนโนเวลหลิงหย่งหลิงเฟิง หลิงเลี่วย และคนอื่นๆ ต่างก็พากันกระซิบกระซาบ ทุกคนต่างก็รู้กฏระเบียบกันเป็นอย่างดี จึงพูดด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ คล้ายเกรงว่าจะสร้างความหนวกหูรำคาญให้กับเหล่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว..