ตอนที่ 682
บทที่ 1111 : ค่ายกลดักมังกร!
October 22, 2026
ทั้งหลิงหยุนและโม่วู๋เตาต่างก็กระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในมหาวิทยาลัยหยานจิงทั้งคู่เดินตรงไปยังบริเวณที่เป็นป่าไม้หนาทึบ และกิ่งไม้ใบไม้ด้านบนก็ช่วยบดบังแสงจันทร์จากท้องฟ้าได้ในระดับหนึ่ง แสงจันทร์ที่ส่องผ่านเข้ามาได้จึงค่อนข้างเบาบางมาก.. ท่ามกลางความมืดสลัวในป่าที่เงียบสงัดเช่นนี้..กิ่งไม้ใบไม้ที่กำลังโบกสะบัดนั้น ได้ทำให้เกิดเป็นเงาเคลื่อนไหวไปมาอยู่ด้านล่าง และในคืนวันเชงเม้งเช่นนี้ จึงสามารถสร้างความน่ากลัวจนขนหัวลุกให้กับผู้ที่พบเห็นได้ไม่น้อย.. ภายในป่าทึบที่เงียบสงัดเสียงลมพัดดังหวีดหวิวไม่หยุด ฟังราวกับเสียงกรีดร้องของเหล่าภูติผีวิญญาณ.. พลังหยินภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้รุนแรงกว่าด้านนอกหลายเท่านักพลังหยินสีเขียว สีดำต่างก็หมุนเป็นวงกลมคล้ายกระแสพายุหมุน ก่อนจะถูกดูดเข้าไปในหลิวเทวะวิญญาณที่หลิงหยุนถืออยู่.. ภาพที่หลิงหยุนเห็นนั้น..หากเปลี่ยนเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาพบเข้า คงจะต้องหวาดกลัวถึงขั้นผมตั้ง และปัสสาวะราดแน่ แต่หลิงหยุนกับโม่วู๋เตานั้นยังคงมีท่าทีสงบนิ่งอย่างมาก.. ทันทีที่เท้าของหลิงหยุนสัมผัสกับพื้นดินสายตาของเขาก็จับจ้องอยู่ที่หลิวเทวะวิญญาณในมือ เวลานี้กิ่งและใบของหลิวเทวะวิญญาณกำลังโบกสะบัดไปมาเบาๆ คล้ายคนกำลังส่ายศรีษะไปมาด้วยความสนุกสนาน และกำลังชื่นชอบกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ และมันก็กำลังดูดเอาพลังหยินที่อยู่โดยรอบเข้าไปอย่างต่อเนื่อง! หลิงหยุนกำลังมองหลิวเทวะวิญญาณในขณะที่โม่วู๋เตาก็กำลังจ้องมองหลิงหยุนอีกที แววตาของโม่วู๋เตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และปิติยินดี! –นี่เจ้าตื่นเต้นที่เห็นวิญญาณงั้นรึ- หลิงหยุนหยุดจ้องมองหลิวเทวะวิญญาณและหันไปมองสีหน้าที่ตื่นเต้นของโม่วู๋เตาแทน แล้วก็ได้แต่ยิ้มและเอ่ยถามออกไป.. ทันทีที่เข้ามาภายในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ทั้งคู่ก็สนทนากันผ่านกระแสจิตตลอด ไม่เช่นนั้นหากมีผู้คนผ่านไปผ่านมา และได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเขาเข้า ก็อาจต้องตกใจจนสติแตกได้.. –หึ..นี่เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าตื่นเต้นเพราะเห็นวิญญาณงั้นรึ- โม่วู๋เตาจ้องมองหลิงหยุนด้วยแววตาตื่นเต้นราวกับพบเห็นปีศาจในขณะที่คิ้วทั้งสองข้างยังคงขมวดเข้าหากันแน่น.. เพราะตลอดทางจากบ้านตระกูลหลิงจนกระทั่งมาถึงมหาวิทยาลัยแห่งนี้โม่วู๋เตาเพียงแค่พบเห็นพลังหยิน แต่กลับไม่พบสหายที่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย เขาจึงได้แต่นึกประหลาดใจอยู่เงียบๆ ในคืนวันที่14 กรกฏาคมนั้น จะเป็นคืนที่เหล่าภูติผีวิญญาณพากันออกมาเดินให้ขวักไขว่ไปหมด แต่ตลอดทางที่ทั้งคู่ผ่านมานั้น โม่วู๋เตากลับไม่พบเห็นวิญญาณชั่วร้ายล่องลอยให้เห็นเลยแม้แต่น้อย.. ‘หรือเหล่าวิญญาณนับร้อยๆนั้นได้กลับไปแล้วงั้นรึ’ ร่างกายของหลิงหยุนนั้นมีความพิเศษกว่าร่างกายของคนธรรมดาทั่วไปอีกทั้งพลังปราณในร่างก็แข็งแกร่งยิ่งนัก เช่นนี้แล้วมีหรือที่วิญญาณชั่วร้ายจะกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้ มีแต่จะหนีให้ห่างหลิงหยุนมากที่สุดต่างหากเล่า.. –เจ้ามีกายศักดิ์สิทธิ์แต่ข้าก็มีไฟบริสุทธิ์อยู่ในร่างเช่นกัน! เหล่าวิญญาณชั่วร้ายย่อมไม่กล้าเข้าใกล้อยู่แล้ว!-หลิงหยุนนั้นคาดเดาได้ว่าโม่วู๋เตากำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงอธิบายให้โม่วู๋เตาฟังโดยที่ไม่ต้องรอให้เอ่ยถาม..และหลิงหยุนก็ไม่ได้โกหกโม่วู๋เตา..เวลานี้เขาอยู่ในระดับสูงสุดขั้นเอ้อเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-2) ภายในร่างกายจึงเริ่มเปรียบเสมือนเตาหลอมดีๆนี่เอง และมีไฟบริสุทธิ์ลุกโชนอยู่ตลอดเวลาไฟบริสุทธิ์เหล่านี้ได้หลอมอวัยวะภายในของหลิงหยุนให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นและขจัดสิ่งสกปรกที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายออกไป ร่างกายของหลิงหยุนนั้นนับวันจึงยิ่งบริสุทธิ์ และแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆและเวลานี้อวัยวะภายในหลักทั้งห้าของหลิงหยุนไม่ว่าจะเป็นตับ หัวใจ ม้าม ปอด ไต ก็ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับธาตุทั้งห้าอันได้แก่ธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุดิน..ผู้บ่มเพาะตนที่สามารถฝึกฝนบ่มเพาะมาจนถึงขั้นนี้ได้นั้นจะมีไฟบริสุทธิ์เกิดขึ้นภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่บ่มเพาะตนมาจนถึงขั้นนี้จึงมีพลังงานความร้อนเพียงพอที่จะสามารถกลั่นโอสถ หรือวัตถุต่างๆได้..หากไม่มีร่างกายเช่นนี้..ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการกลั่นโอสถ หรือสร้างวัตถุต่างๆ ให้เสียเวลา..หากจะเปรียบเทียบให้เห็นชัด..ไฟบริสุทธิ์ของหลิงหยุนนั้น ก็เป็นเช่นเดียวกับเหยาตัน (แก่นปีศาจ) ในตัวของไป๋เซียนเอ๋อนั่นเอง แตกต่างกันที่วิธีการ และวิชาที่ฝึกฝนเท่านั้น..และไฟบริสุทธิ์ในร่างของหลิงหยุนนั้นก็ไร้รูปและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นเพียงแค่ชื่อที่ใช้เรียกเท่านั้น ไม่ใช่เปลวไฟอย่างที่เราเห็นๆกันทั่วไป..อย่าว่าแต่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยต่อให้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถส่องขยายได้หลายล้านเท่า ก็ยากที่จะมองเห็นไฟบริสุทธิ์ที่ว่านี้ได้ ไอลีนโนเวลไฟบริสุทธิ์ที่ผู้บ่มเพาะตนฝึกมาถึงขั้นนี้ได้แล้วนั้นเจ้าตัวก็จะสามารถควบคุม และบังคับมันได้ด้วยเช่นกัน!เมื่อได้ยินว่าหลิงหยุนฝึกฝนจนสามารถครอบครองไฟบริสุทธิ์นี้ได้โม่วู๋เตาก็ถึงกับมีสีหน้าตกใจ และตกตะลึง เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยกนิ้วโป้งชูให้หลิงหยุน พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยความชื่นชม–เจ้านี้สุดยอดมากจริงๆ!-ด้วยเหตุนี้..เมื่อภูติผีวิญญาณ หรือปีศาจธรรมดาๆทั่วไปพบเห็นหลิงหยุนเข้า พวกมันจึงไม่กล้าที่จะกล้ำกรายเข้าใกล้ และมีแต่จะหลบหนีไปให้ไกลเสียมากกว่าหลังจากที่ได้เห็นโม่วู๋เตาเอ่ยชื่นชมตนเองด้วยความจริงใจเช่นนั้นหลิงหยุนจึงพูดออกมาว่า “เจ้าค่อยๆเรียนรู้ข้าไปเรื่อยๆ!”ในระหว่างนั้น..หลิงหยุนก็ได้เปิดจิตหยั่งรู้ออกครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณมหาวิทยาลัยหยานจิง และภาพเจดีย์เก่าแก่นับร้อยๆปีก็ได้ปรากฏขึ้นในรัศมีจิตหยั่งรู้ของเขา..ทันทีที่เห็น..หลิงหยุนถึงกับร้องตะโกนออกมาเสียงดัง “โอ้โห.. พลังน่าเกรงขามมากทีเดียว!”ภายใต้จิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนนั้น..เขาเห็นลำแสงสีเขียวมากมายจากทั่วทุกหนทุกแห่งภายในมหาวิทยาลัย พุ่งจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเส้นตรงคล้ายกับเสามากมาย บ้างก็ยาว บ้างก็สั้น แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเส้นตรง ไม่มีคดงอเลยแม้แต่น้อย!‘ภายในมหาวิทยาลัยหยานจิงมีอะไรที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วยรึ’