ตอนที่ 684
บทที่ 1113 : วิชาเคลื่อนย้ายธาตุ!
October 22, 2026
ชายชุดเขียวจ้องมองหลุมที่อยู่บนพื้นดินพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างนึกขัน ก่อนที่จะพึมพำกับตัวเอง.. “เฮ้อ..ดูท่าข้าคงจะวิตกกังวลเรื่องเด็กผู้ชายคนนั้นมากจนเกินไป หนำซ้ำยังคิดไปว่ามีเหล่าปีศาจบุกเข้ามาที่นี่ด้วย!” จากนั้นชายชุดเขียวก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เวลานี้ประเทศของเราก็ได้กลับสู่ความสงบแล้ว และได้กลายเป็นประเทศที่รุ่งเรืองมากอีกด้วย..” “เรื่องครั้งนั้นก็ล่วงเลยมามานานกว่าสี่สิบปีแล้วเหล่าปีศาจไหนเลยจะกล้าย่างกรายเข้ามาในปักกิ่งอีกเล่า เวลานี้พวกมันน่าพากันซุ่มตัวอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรด้วยความหวาดกลัวเสียมากกว่า คงไม่มีปีศาจตนใดกล้าเข้ามาที่นี่เป็นแน่!” เสียงของชายผู้นี้ไม่ได้ดังมากแต่ก็ไม่ได้เบานัก หนำซ้ำยังไม่ใช่การพูดผ่านกระแสจิตแต่อย่างใด และดูคล้ายกับว่าชายผู้นี้ไม่ได้หวั่นเกรงว่าจะมีผู้ใดผ่านมาได้ยินในสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย และนั่นย่อมบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้ที่ไม่มีความหวาดกลัวต่อผู้ใด.. หลังจากนั้นชายคนเดียวกันนี้ก็เงยหน้าขึ้นจากพื้นดินและใช้จิตรู้ของตนเองสำรวจไปรอบๆ บริเวณอีกครั้ง.. เมื่อหลิงหยุนเห็นเช่นนั้นเขาจึงรีบถอนจิตหยั่งรู้ของตนเองกลับทันที และรีบใช้เสินหยวนทำให้ตนเองกับโม่วู๋เตาหายกลืนหายไปกับความมืด และธรรมชาติรอบตัวทันที แล้วจิตรู้ของชายผู้นั้นก็ไม่อาจสำรวจพบพวกเขาทั้งคู่! แต่แล้วน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดุดันแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจก็ดังขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้ายังอยู่บริเวณนี้.. ถ้าเช่นนั้นจงฟังข้าให้ดี!” “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นผู้ใดและมาจากที่ใด ไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นมนุษย์ หรือว่าภูติผีปีศาจ.. แต่จงรู้ไว้ว่าที่นี่คือเมืองหลวงของประเทศจีน เป็นที่พำนักของเหล่าองค์จักรพรรดิ หากเจ้ายังกล้าโผล่มาที่นี่ และยังคงมาวุ่นวายกับค่ายกลดักมังกรนี่อีกล่ะก็ เจ้าก็เตรียมตัวถูกคนของหน่วยนภา และหน่วยมังกรสังหารได้เลย!” ระหว่างที่พูด..แสงสีเขียวรอบตัวของชายผู้นั้นก็ค่อยๆ สว่างมากขึ้นเรื่อย น้ำเสียงที่ชายชุดเขียวใช้พูดออกไปนั้นคือน้ำเสียงที่ถูกควบคุมด้วยพลังจิตอีกที ทำให้คนธรรมดาทั่วไป หรือแม้แต่ยอดฝีมือขั้นต่ำไม่อาจได้ยินได้ แต่หลิงหยุนนั้นสามารถได้ยินอย่างชัดเจน.. และการควบคุมเสียงด้วยพลังจิตนี้ก็แตกต่างการใช้มังกรคำรามของหลิงหยุน ซึ่งใช้จุดตันเถียนควบคุมเสียง และใช้เทคนิคเฉพาะตัวในการควบคุมลำคอ แต่ก็สามารถควบคุมความเข้มของเสียงได้ด้วยเช่นเดียวกัน.. สำหรับคนธรรมดาทั่วไปนั้นความเข้มของเสียงภายในพื้นที่ปิดที่จะสามารถได้ยินเป็นปกตินั้น จะอยู่ที่ 40 ถึง 60 เดซิเบล และหากเสียงที่มีความเข้มของเสียงน้อยกว่า 20 เดซิเบลนั้น ก็จะเป็นเสียงที่เบามาก และยากที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถได้ยินได้ แต่หากเสียงนั้นมีความเข้มสูงกว่า 120 เดซิเบล คนธรรมดาก็จะไม่อาจทนต่อเสียงนั้นได้ และอาจตกอยู่ในสภาพหูหนวกชั่วคราว.. และด้วยสาเหตุนี้..หลิงหยุนจึงสามารถใช้มังกรคำรามจัดการกับเหล่าแวมไพร์บนเทือกเขาเซียนเหยินหลิงอย่างได้ผล ครั้งนั้นหลิงหยุนยังไม่เข้าสู่ขั้นพลังชี่ด้วยซ้ำไปเขายังสามารถควบคุมความเข้มของเสียงได้ตามที่ต้องการ แต่ชายผู้นี้ดูเหมือนจะเหนือกว่าหลิงหยุนซึ่งเวลานี้อยู่ในระดับสูงสุดขั้นเอ้อเฉิงชี่่ (ขั้นพลังชี่-2) มีหรือที่ชายผู้นั้นจะไม่สามารถควบคุมความเข้มของเสียงให้มีขนาดเดซิเบลดั่งที่ใจต้องการได้.. และดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะยังสามารถประเมินความสามารถของหลิงหยุนได้ถูกต้องด้วยเขาจึงเลือกใช้ความเข้มของเสียงในขนาดที่คนธรรมดา และยอดฝีมือขั้นต่ำไม่อาจได้ยินได้ เพื่อสื่อสารกับหลิงหยุนโดยเฉพาะ! และด้วยเสียงที่มีความเข้มในระดับเดซิเบลที่ชายผู้นี้ใช้นั้นแม้แต่โม่วู๋เตาที่ยืนอยู่ข้างๆ หลิงหยุนยังไม่สามารถได้ยินเลย.. หลิงหยุนได้ฟังคำพูดของชายผู้นั้นแล้วก็ถึงกับยิ้มออกมาและแอบคิดอยู่ในใจว่า ‘หากเจ้าไม่มีปัญญาหาข้าพบก็รีบๆ ไสหัวไปได้แล้ว ยังจะยืนพล่ามอยู่ได้!’ หากตอนนี้อยู่ในป่าลึกห่างไกลจากตัวเมืองหลิงหยุนคงจะต้องปรากฏตัว และประมือกับยอดฝีมือผู้นี้อย่างแน่นอน แต่เพราะนี่คือใจกลางเมืองปักกิ่ง เขาจึงไม่ต้องการสร้างแรงสั่นสะเทือนให้มากไปกว่านี้ได้.. นั่นเพราะด้วยความแข็งแกร่งของคนทั้งคู่นั้นหลิงหยุนเชื่อว่าหากพวกเขาทั้งสองคนลงมือต่อสู้กันอย่างดุเดือด เจดีย์เก่าแก่แห่งนี้ต้องได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงยากที่ใครจะรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาได้ ส่วนตัวเขาเองก็คงต้องรู้สึกผิดต่อการกระทำของตัวเองอย่างแน่นอน..และดูเหมือนว่าชายชุดเขียวเองก็จะคิดเช่นเดียวกับหลิงหยุนเขาจึงไม่ออกสำรวจค้นหาผู้บุกรุกอย่างจริงจัง และเลือกที่จะสื่อสารผ่านระดับความเข้มของเสียงที่ผู้อื่นไม่อาจได้ยินได้“ในเมื่อค่ายกลภายในเจดีย์เก่าแก่แห่งนี้ยังไม่ถูกทำลายข้าก็จะยอมถอยให้เจ้าหนึ่งก้าว เพื่อที่เราทั้งคู่จะได้ไม่ต้องบาเหมางใจกัน!”ชายชุดเขียวเอ่ยเตือนหลิงหยุนด้วยน้ำเสียงจริงจังและจัดการถอนจิตรู้ของตนเองกลับมา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายที่จะแสดงความแข็งแกร่งของตนให้อีกฝ่ายเห็น เพราะเพียงแค่พริบตาเดียว.. ร่างสีเขียวนั้นก็ไปยืนอยู่เหนือพื้นผิวน้ำในทะเลสาบไร้นาม โดยที่ฝ่าเท้าไม่แตะพื้นน้ำเลยแม้แต่น้อย..และเมื่อแรงกดดันจากพลังจิตนั้นหายไปหลิงหยุนก็เริ่มเปิดจิตหยั่งรู้ของตนเองออกสำรวจดูชายชุดเขียวว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่และระหว่างที่หลิงหยุนแอบดูชายชุดเขียวที่ยืนอยู่บนผิวน้ำของทะเลสาบไร้นามนั้นเขาก็หันไปสะกิดให้โม่วู๋เตามองไปทางทิศใต้ของทะเลสาบไร้นาม..หลิงหยุนเห็นชายชุดเขียวเริ่มเคลื่อนที่ไปมาเหนือผิวน้ำด้วยความรวดเร็วจนเห็นคล้ายกับแสงกระพริบสีเขียวปรากฏขึ้นตามจุดต่างๆทั่วทั้งผืนน้ำเป็นร้อยๆจุด และไม่ว่าชายชุดเขียวจะผ่านไปที่จุดใด เขาก็จะฟาดฝ่ามือลงไปที่ผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเป็นฝ่ามือลึกลับอยู่เต็มท้องทะเลสาบเต็มไปหมด!จากนั้น..ร่างของชายชุดเขียวก็กระโดดจากผิวน้ำขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมหมุนตัวตีลังกาลงมาซัดฝ่ามือทั้งสองข้างลงไปบนผืนน้ำอย่างรุนแรงอีกครั้ง!พลังรุนแรงที่ซัดจากฝ่ามือทั้งสองข้างนั้นทำให้น้ำปริมาณมากพุ่งขึ้นจากผืนน้ำมาบรรจบกันเป็นเส้นโค้งขนาดใหญ่อย่างไม่ได้ตั้งใจ และเวลานี้ทะเลสาบไร้นามที่เคยเงียบสงบ ก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด และระดับน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว..หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วชายชุดเขียวก็กระโดดพุ่งจากผิวน้ำขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง ก่อนจะหายเข้าไปภายในเจดีย์เก่าแก่อย่างรวดเร็ว..หากไม่นับระยะเวลาที่ชายผู้นี้เข้าไปสำรวจภายในค่ายกลดักมังกรแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็วนั้น นับตั้งแต่ที่เขาพูดคุยกับหลิงหยุน ไปจนถึงจัดการสะกดคลื่นที่พลุ่งพล่านในทะเลสาบไร้นามนั้น ก็กินเวลาไปเพียงแค่สองนาทีเท่านั้น..‘ดูท่าชายผู้นี้คงจะมีภารกิจอื่นที่จะต้องไปจัดการไม่เช่นนั้นคงจะไม่รีบร้อนจากไปเช่นนี้แน่!’ หลิงหยุนได้แต่แอบคิดสงสัยอยู่ในใจ..หลิงหยุนรอจนกระทั่งมั่นใจว่าชายผู้นั้นจากไปแล้ว..เขาจึงปล่อยมือจากโม่วู๋เตา และเลิกใช้วิชาเคลื่อนย้ายธาตุ แล้วค่อยๆผ่อนคลายร่างกายอย่างช้าๆส่วนโม่วู๋เตานั้นยังคงอยู่ในอาการตกใจและตกตะลึงอย่างมาก เขาส่ายหน้าไปมาอยู่เป็นเวลานาน ดูคล้ายกับคนที่เพิ่งหายจากอาการหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะหันไปมองหลิงหยุนที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามผ่านกระแสจิต..–ปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่-หลิงหยุนยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับตอบไปว่า“อืมม.. ชายผู้นั้นกลับไปแล้ว!”“เฮ้อ..ข้าตกใจแทบตาย!”จากนั้นโม่วู๋เตาก็หันมาจ้องมองหลิงหยุนด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงราวกับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับภูติผีปีศาจ แล้วจึงร้องถามออกมาด้วยความตระหนกตกใจ!“นี่เจ้าใช้วิชาอะไรกันเหตุใดข้าจึงรู้สึกราวกับว่าตรงที่เรายืนอยู่นี้มันเปลี่ยนไป.. คล้ายกับว่า..”โม่วู๋เตาครุ่นคิดอยู่นานเพื่อหาคำอธิบายที่จะสามารถบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อครู่ได้อย่างถูกต้องตรงใจที่สุด..“มันคล้ายกับว่า..จู่ๆ ข้าก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ ในเวลานั้น..”