ตอนที่ 686
บทที่ 1115 : วิชาดาราคุ้มกาย!
October 22, 2026
สำหรับการต่อสู้นั้น..หากจะรักษาชีวิตไว้ได้จำเป็นที่จะต้องมีสามสิ่งนี้ ซึ่งก็คือการป้องกันที่แข็งแกร่ง วิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ และความสามารถในการหลบซ่อนพรางตัว สำหรับหลิงหยุน..วิชาที่ใช้ป้องกันตัวที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือวิชาดาราคุ้มกาย! วิชาดาราคุ้มกายนั้นเป็นวิชาที่ฝึกฝนด้วยการดูดซับเอาพลังสุริยะที่ร้อนแรงพลังจันทราแข็งแกร่ง และพลังดวงดาวนับล้านๆดวงเข้าไปในร่างกาย พลังทั้งสามนี้ไม่เพียงสร้างให้ผู้ฝึกมีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่ผู้ฝึกฝนวิชานี้ยังจะมีพลังที่แข็งแกร่งอีกด้วย สำหรับวิชาตัวเบานั้น..ในเมื่อโม่วู๋เตาอยู่ในขั้นโฮ่วเทียน-9 แล้ว จึงนับว่ามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่พอควร หลิงหยุนจึงตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิชามังกรพรางร่างให้ เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่สามารถใช้หลบหลีกคู่ต่อสู้ หรือแม้กระทั่งหลบหนีได้เป็นอย่างดี นอกจากวิชาตัวเบาที่ใช้หลบหนีคู่ต่อสู้แล้วก็ต้องมีวิชาที่สามารถใช้พรางตัวคู่ต่อสู้ในยามคับขันได้ และก็คงไม่มีวิชาใดที่จะล้ำเลิศไปกว่าวิชาเคลื่อนย้ายธาตุอีกแล้ว เพราะผู้ที่ใช้วิชานี้หลบซ่อนตัว แม้แต่ผู้ที่มีจิตหยั่งรู้ก็ยังไม่สามารถหาพบได้ เพียงแต่เวลานี้โม่วู๋เตายังห่างไกลที่จะสามารถฝึกฝนวิชานี้ได้.. ด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงตั้งใจที่จะสอนวิชาที่ใช้สำหรับพรางตัวอย่างวิชาเต่าหายใจหรือวิชาศิลาและซากไม้ให้กับโม่วู๋เตาแทน.. การฝึกวรยุทธนั้นสำคัญคือความก้าวหน้าแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรเร่งรีบ เพราะหากรีบเร่งจนเกินไปก็อาจเกิดผลร้ายได้ หลิงหยุนจึงเลือกที่จะสอนเพียงแค่วิชาดาราคุ้มกายให้กับโม่วู๋เตาก่อน เพื่อที่โม่วู๋เตาจะได้พัฒนาร่างกายของตนเองให้แข็งแกร่งจนสามารถป้องกันศตราวุธได้.. อีกทั้งวิชาดาราคุ้มกายนั้นเป็นวิชาที่ผู้เริ่มต้นจะสามารถฝึกฝนได้อย่างง่ายดายหากผู้ฝึกมีความเข้าอกเข้าใจก็จะสามารถลงมือฝึกฝนได้ทันที เพียงแต่ยิ่งฝึกขึ้นไปถึงขั้นที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ ความยากก็จะยิ่งทวีสูงขึ้นไปตามลำดับด้วย นั่นเพราะยิ่งสูงขึ้นก็ยิ่งเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดที่สูงขึ้นมากเรื่อยๆเช่นกัน และหากไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดที่สูงขึ้นได้ ก็ยากที่จะผ่านเข้าสู่ขั้นต่อไปได้เช่นกัน แม้กระทั่งตัวหลิงหยุนเอง..เขาฝึกวิชาดาราคุ้มกายมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังอยู่เพียงแค่ระดับสูงสุดของขั้นที่สองเท่านั้น แม้กระทั่งเวลานี้ที่หลิงหยุนเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นเอ้อเฉิงชี่แล้ว แม้เขาจะเฝ้าฝึกฝนดาราคุ้มกายอย่างหนักหน่วงมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถข้ามขึ้นสู่ขั้นที่สามได้เสียที และนี่แสดงให้เห็นว่าวิชาดาราคุ้มกายนั้นเป็นวิชาที่ยิ่งสูงก็ยิ่งสำเร็จยาก.. แต่ถึงกระนั้นหลิงหยุนก็ยังเลือกที่จะฝึกฝนวิชานี้นั่นเพราะผลลัพธ์ที่จะได้จากการฝึกดาราคุ้มกายนั้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก! หลังจากที่โม่วู๋เตากับหลิงหยุนนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นแล้วหลิงหยุนก็ได้บอกเคล็ดวิชาดาราคุ้มกายให้โมู่วู๋เตาฟังผ่านกระแสจิต และค่อยๆอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด โบราณว่า..กำแพงมีหูประตูมีช่อง วิชาที่ล้ำเลิศเช่นนี้ หลิงหยุนจึงต้องสอนโม่วู๋เตาผ่านกระแสจิต โม่วู๋เตาเองก็จัดเป็นคนประเภทเดียวกับหลิงหยุนที่เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ต่อให้ไม่ได้มีใจรัก หรือว่าชื่นชอบ เมื่อตัดสินใจที่จะลงมือทำแล้ว เขาก็จะต้องใจทำมันอย่างดีที่สุดเช่นกัน! ในเมื่อยอมนั่งขัดสมาธิฝึกฝนวิชากับหลิงหยุนและยอมทิ้งเวลาอันมีค่าอย่างการนอนไปแล้ว โม่วู๋เตาจึงตั้งใจฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนหลิงหยุนเองก็ตั้งอกตั้งใจสอน อีกทั้งโม่วู๋เตาเองก็นับเป็นคนเฉลียวฉลาดยิ่งนัก เพราะหากเขาไม่เฉลียวฉลาดก็คงยากที่จะได้เป็นศิษย์เหมาซาน และยากที่อาจารย์ของเขาจะยอมถ่ายทอดวิชาให้.. เพียงแค่ครั้งแรกโม่วู๋เตาก็สามารถจดจำเคล็ดวิชาดาราคุ้มกายได้อย่างแม่นยำหลังจากได้ฟังคำอธิบายอย่างละเอียดจากหลิงหยุน โม่วู๋เตาก็สามารถเข้าใจพื้นฐานการฝึกวิชานี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยังสามารถเข้าใจรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ ที่สำคัญ.. โม่วู๋เตาสามารถจับหลักสำคัญๆของวิชาดาราคุ้มกายได้อีกด้วย.. หลังจากนั้น..โม่วู๋เตาก็หลับตาเดินลมปราณ และเริ่มฝึกวิชาดาราคุ้มกายด้วยตัวเองทันที! ‘คิดไม่ถึงว่าในเหล่านักพรตจะมีเพชรเม็ดงามเช่นนี้อยู่ด้วย!’ หลังจากที่เห็นโม่วู๋เตาลงมือฝึกฝนวิชาด้วยตัวเองแล้วหลิงหยุนก็ได้แต่นึกชื่นชมอยู่ในใจ นั่นเพราะหลิงหยุนเองก็เคยสอนวิชานี้ให้กับคนอื่นๆมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นหนิงหลิงยู่ ฉินตงเฉี่วย ตี้เสี่ยวอู๋ หลิงลี่ และอีกหลายคน แต่ทุกคนต่างก็ต้องฟังเขาอธิบายอยู่ถึงสามรอบ จึงจะสามารถลงมือฝึกฝนด้วยตนเองได้.. ‘เจ้านักพรตน้อยผู้นี้มีพรสวรรค์ที่เยี่ยมยอดเลยทีเดียว!’ หลิงหยุนยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจเขานั่งมองโม่วู๋เตาฝึกฝนอยู่อย่างเงียบๆ และคอยกำกับ และบอกเคล็ดลับให้อย่างไม่คิดที่จะปิดบัง.. ในเรื่องของวรยุทธที่จะใช้สำหรับการต่อสู้นั้นหลิงหยุนยังไม่รีบร้อนที่จะสอนนัก เมื่อเห็นว่าการฝึกวิชาของโม่วู๋เตาเป็นไปอย่างราบรื่น เขาจึงเริ่มหลับตาลง และฝึกดาราคุ้มกายด้วยเช่นกัน หลิงหยุนมุ่งมั่นฝึกดาราคุ้มกายอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะสัมผัสได้ว่าตนเองนั้นใกล้ที่จะสามารถข้ามขึ้นสู่ขั้นต่อไปได้แล้ว.. วิชาดาราคุ้มกายนั้นมีทั้งหมดเจ็ดขั้นใหญ่แต่ละขั้นใหญ่ก็จะมีเจ็ดระดับย่อย..ขั้นที่หนึ่งเป็นขั้นของการเริ่มต้นฝึกฝนในขั้นนี้จึงเป็นการนำเอาความร้อนจากพลังสุริยะเข้าไปชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ พลังสุริยะที่ร้อนดั่งไฟนี้จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ออกจากร่างกาย เพื่อทำให้ผิวหนังของผู้ฝึกนั้นค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ฝึกวิชานี้จะเสมือนหนึ่งมีเสื้อเกราะที่แข็งแรงปกคลุมร่างกายขั้นที่สองนั้นเป็นความต่อเนื่องมาจากขั้นที่หนึ่งหากผู้ฝึกสามารถเข้าสู่ระดับสูงสุดของดาราคุ้มกายขั้นที่สองได้ ร่างกายของคนผู้นั้นจะมีความบริสุทธิ์อย่างที่สุด เสมือนสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว ในเมื่อร่างกายไร้ซึ่งสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์แล้ว ไม่ว่าน้ำ ไฟ หรือพิษก็ไม่จะอาจกล้ำกรายทำร้ายร่างกายของคนผู้นั้นได้..ขั้นที่สามนั้นเรียกว่าการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอวัยวะภายในร่างกายรวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆของร่างกายด้วย เช่นดวงตา ลำคอ หัวใจ ส่วนล่างของร่างกาย แล้วก็อื่นๆอีกมากมายการที่หลิงหยุนต้องการที่จะเข้าสู่ขั้นที่สามของดาราคุ้มกายให้เร็วนั้นเขาย่อมต้องมีเหตุผล..นั่นเพราะตราบใดที่หลิงหยุนสามารถเข้าสู่ขั้นที่สามของดาราคุ้มกายได้เขาก็จะสามารถนำเอาพลังสุริยะ พลังจันทรา และพลังดวงดาวนับล้านๆดวงนี้ มาชำระล้างอวัยวะภายในให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้น และกระบี่เหินเงาธนูที่อยู่ในร่างกายของเขานั้น ก็จะได้รับอานิสงค์จากพลังทั้งสาม และจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว!ทั้งหลิงหยุนและโม่วู๋เตาต่างก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกดาราคุ้มกายจนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงสามชั่วโมง ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงเจิดจ้ามากขึ้น และเสียงผู้คนที่ตื่นขึ้นมายามเช้าก็เริ่มดังแว่วมาแต่ไกล หลิงหยุนจึงหยุดการฝึกฝน และลืมตาขึ้น..ริมฝีปากของหลิงหยุนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์เวลานี้เขารับรู้ได้ว่าตนเองนั้นเข้าใกล้ที่จะขึ้นสู่ดาราคุ้มกายขั้นที่สามเข้าไปทุกทีแล้ว..‘อย่างน้อยในวันที่15 สิงหาคมนี้ ข้าก็ควรจะเข้าสู่ขั้นที่สามได้แล้ว!’ หลิงหยุนมั่นใจเช่นนั้น..นั่นเพราะเดือนหกเดือนเจ็ด และเดือนแปดของทุกปีนั้น จะเป็นเดือนที่ประเทศจีนมีอากาศร้อนที่สุด และตามแนวโคจรของดวงจันทร์แล้ว ในคืน 15 ค่ำเดือน 8 นั้นก็ยังเป็นคืนวันพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วย และเป็นคืนแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในคืนนั้นจึงเป็นคืนที่มีแสงจันทร์จะมีพลังแข็งแกร่งที่สุด และเป็นคืนที่มักจะเกิดปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ที่เหล่าดวงดารานับล้านๆดวงจะมารวมกันมากที่สุดในรอบปี..ในเมื่อสามองค์ประกอบสำคัญของการฝึกวิชาดาราคุ้มกายลงตัวพร้อมกันเช่นนี้หลิงหยุนจึงเชื่อว่าเขาจะสามารถเข้าสู่ขั้นที่สามของดาราคุ้มกายได้สำเร็จอย่างแน่นอน!“เฮ้อ..ช่างน่าเสียดายนักที่โลกใบนี้มีดวงอาทิตย์เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น!”หลิงหยุนคิดแล้วก็ตื่นเต้นจึงได้แต่ร้องออกมาอย่างเสียดายพร้อมกับทำสีหน้าผิดหวังเพราะในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่นั้นมีดวงอาทิตย์ถึงห้าดวงเลยทีเดียว..“นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือยังไงเจ้าอยากจะให้โลกนี้มีดวงอาทิตย์กี่ดวงกัน? เพราะที่ผ่านมาโลกเราก็มีดวงอาทิตย์ถึงสิบดวงแล้ว แต่ถูกโฮ่วอี้ยิงตกไปถึงเก้าดวง..”โม่วู๋เตาที่ฝึกเสร็จพอดีเช่นกันเมื่อได้ยินคำพูดของหลิงหยุนจึงได้แต่แย้งขึ้นมา..“ก็แค่ตำนานเรื่องเล่า..”หลิงหยุนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจระหว่างนั้นก็ใช้จิตหยั่งรู้สำรวจดูโม่วู๋เตา และพบว่าโม่วู๋เตาสามารถเข้าสู่ดาราคุ้มกายขั้นที่หนึ่งได้แล้ว..“นี่นักพรตน้อย..คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศถึงเพียงนี้! แต่ก็เพียงแค่หนึ่งในห้าของของข้าเท่านั้น!” หลิงหยุนหยอกเย้าโม่วู๋เตา“หึ..หัดรู้จักถ่อมตัวบ้าง!”โม่วุ๋เตาเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้หลิงหยุนเช่นกันแต่ถึงกระนั้นเขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับผลลัพธ์ของการฝึกฝนเมื่อครู่นี้มาก!“นี่..จะว่าไปวิชาที่เจ้าสอนให้ก็เหมาะกับข้ามากจริงๆ ข้ามักตื่นในยามค่ำคืน และไม่ว่าที่ใดมีดวงจันทร์และดวงดาว ข้าก็สามารถฝึกฝนได้แล้ว! Aileen-novelหลิงหยุนพยักหน้ายิ้มๆพร้อมตอบกลับไปว่า “ไม่เลวเลยนี่.. เจ้าเข้าใจได้ถูกต้องทีเดียว! ข้ารู้ว่าจุดเด่นของเจ้าคือเรื่องนี้ ข้าจึงเลือกที่จะสอนวิชานี้ให้กับเจ้า อีกอย่าง.. ข้ามักจะสอนวิชาให้เหมาะกับธาตุของศิษย์แต่ละคน และจุดเด่นของพวกเขา!”“ฮ่า..ฮ่า..”โม่วู๋เตาหัวเราะออกมาพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้หลิงหยุน“ยอดเยี่ยมที่สุด! ข้าจะขยันฝึกฝนให้ก้าวหน้าโดยเร็ว”