ตอนที่ 704
บทที่ 1133 : ห้องประมูลชาวยุทธ!
October 22, 2026
เวลานี้โม่วู๋เตานั่งอยู่บนกองทองแท่งและกำลังคว้าก้อนทองคำแท่งเข้ามาไว้ในวงแขนของตนเองมากมาย ในขณะที่ปากก็พร่ำพรรณาไม่หยุด.. “ทองคำแท่ง..ทองคำแท่ง.. ทั้งหมดเป็นของข้า!” ในขณะที่หลิงหยุนก็หันไปทางเจสเตอร์พร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดังเขายกเท้าขึ้นถีบก้นของโม่วู๋เตาจนหัวคะมำทิ่มลงไปบนกองทองคำแท่งทันที โม่วู๋เตาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วหันไปตะโกนใส่หลิงหยุนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้าถีบข้าทำไมกัน เจ้าเป็นคนพูดเองว่าข้าขนไปได้เท่าไหร่ก็เป็นของข้าไม่ใช่รึ?” หลิงหยุนยกมือชี้ไปที่กองทองคำแท่งพร้อมกับพูดจาเย้ยหยันโม่วู๋เตา“ใช่.. ข้าพูดเช่นนั้นจริง! แต่เจ้ามีปัญญาขนไปหมดงั้นรึ” โม่วู๋เตาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งและในที่สุดก็หันไปพูดกับหลิงหยุนด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พี่ชาย.. ท่านช่วยข้าขนกลับไปจะได้หรือไม่” โม่วู๋เตารีบเปลี่ยนสีหน้าจากโกรธเกรี้ยวมาเป็นออดอ้อนและเรียกแทนหลิงหยุนว่า ‘พี่ชาย’ ทันที.. แต่หลิงหยุนกลับส่ายหน้าปฏิเสธและบอกโม่วู๋เตาไปว่าให้ต่างคนต่างขนไปเอง.. โม่วู๋เตาทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจและจัดการถอดเสื้อคลุมของตนออก แล้วนำมาห่อทองของตนเพื่อแบกกลับทันที แต่น้ำหนักของมันก็มากเกินกว่าที่โม่วู๋เตาจะสามารถยกขึ้นได้ ในที่สุดหลิงหยุนก็อดรนทนไม่ได้จึงแนะนำโม่วู๋เตาไปว่า “นี่นักพรตน้อย.. ข้าว่าเจ้าอย่าโลภมากนักเลย เจ้าหยิบไปก้อนสองก้อนเท่าที่ตนเองขนไปได้ก็พอ ทองแท่งขนาดนี้ก้อนหนึ่งก็มีมูลค่าหลายล้านแล้ว!” ไอลีนโนเวล เวลานี้โม่วู๋เตาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหากตนเองหมั่นฝึกฝนจนแข็งแกร่งเช่นเดียวกับหลิงหยุน คงจะสามารถแบกทองแท่งในเสื้อคลุมทั้งหมดนี้กลับไปได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงกระนั้นปากก็ตอบหลิงหยุนไปว่า “สำนักเหมาซานของข้าสอนว่า..เงินทองล้วนเป็นของนอกาย!” หลิงหยุนได้ฟังคำตอบของโม่วู๋เตาก็ได้แต่หัวเราะและบอกไปว่า “นักพรตน้อย.. หากเจ้าฝึกฝนจนสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-4 ได้เมื่อใด ข้าจะให้ทองคำเจ้าอีกหนึ่งแท่ง?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นโม่วู๋เตาก็รีบร้องตะโกนบอกออกไปทันที “ห๊ะ.. เจ้าพูดจริงงั้นรึ! ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบๆกลับเร็วเข้า ข้าจะได้กลับไปฝึกวิชาต่อ!” หลิงหยุนคร้านที่จะสนใจโม่วู๋เตาอีกจึงหันไปถามมาร์ควิสเอ็ดเวิร์ด “ประคำโลหิตใช้ได้ผลดีหรือไม่” มาร์ควิสเอ็ดเวิร์ดตอบกลับมาด้วยความตื่นเต้น“เจ้านายที่เคารพ.. ประคำวิเศษนี่ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก! ข้ารู้สึกว่ามันช่วยให้ข้าสามารถฝึกฝนการใช้เวทย์มนต์แวมไพร์ได้ก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นมาก หนำซ้ำอำนาจของเวทย์มนต์ยังแกร่งกว่าเดิมมากด้วย!” “เจ้านายที่เคารพ..ข้าคงจะสามารถข้ามขั้นได้ในเร็วๆนี้!” และหากมาร์ควิสเอ็ดเวิร์ดสามารถข้ามขั้นได้มันก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นดยุคได้ในทันที.. หลิงหยุนยิ้มออกมาและได้แต่คิดว่าประคำโลหิตช่างเหมาะกับเผ่าพันธุ์แวมไพร์ยิ่งนัก! ตระกูลเฉินส่งเฉินเจี้ยนกุ่ยไปเข้าสำนักโลหิตมารก่อนจากนั้นจึงส่งเขาไปแถบตะวันตกเพื่อให้กลายเป็นแวมไพร์ และกลับมาช่วยตระกูลเฉินอีกที แต่นับว่าโชคร้ายที่เฉินเจี้ยนกุ่ยมาพบเจอกับหลิงหยุนเสียก่อน แผนการทุกอย่างที่ตระกูลเฉินวางไว้จึงต้องล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า.. “เอาล่ะ..ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อยู่เฝ้าที่นี่ให้ข้าอีกสักสองสามวัน ระหว่างนี้ก็ฝึกฝนไปด้วยก็แล้วกัน!” หลังจากสั่งมาร์ควิสเอ็ดเวิร์ดแล้วหลิงหยุนก็หันไปทางเจสเตอร์ “เจสเตอร์.. พวกเราไปกันได้แล้ว!” เจสเตอร์กลายร่างเป็นนกยักษ์บินพาหลิงหยุนกับโม่วู๋เตาขึ้นไปบนท้องฟ้าทันทีและระหว่างที่บินอยู่บนท้องฟ้านั้น หลิงหยุนก็ได้ร้องตะโกนบอกกับโม่วู๋เตาว่า “นักพรตน้อย.เจ้าเลิกกอดเอวข้า แล้วเปลี่ยนมาจับที่ไหล่ของข้าแทนจะได้หรือไม่” หากเป็นเย่ซิงเฉินหรือว่าเกาเฉินเฉินโอบกอดเอวเช่นนี้ หลิงหยุนคงจะไม่พูดอะไร แต่เขารู้สึกแปลกๆ เมื่อเป็นโม่วู๋เตา.. โม่วู๋เตาจำใจเปลี่ยนมาจับไหล่หลิงหยุนไว้แทนและทั้งหมดก็กำลังบินมุ่งหน้าไปแถบชานเมืองตะวันออกของปักกิ่ง เพื่อไปพบกับเย่ซิงเฉิน! …… ในระหว่างที่หลิงหยุนกำลังยืนชื่นชมทัศนียภาพที่งดงามในยามค่ำคืนแต่โม่วู๋เตากลับหลับตาปี๋ และขาทั้งสองข้างก็สั่นสะท้านไปหมด มือที่จับไหล่ไว้เปลี่ยนมาเป็นกอดคอหลิงหยุนไว้แน่นแทน และติดหนึบแนบแน่นอยู่กับร่างของหลิงหยุน..แต่ถึงว่าจะหวาดกลัวมากเพียงใดมืออีกข้างของนักพรตน้อยก็ยังคงกำทองคำหนึ่งแท่งในมือไว้แน่น!ในระหว่างที่ยืนอยู่บนแผ่นหลังเจสเตอร์เช่นนั้นหลิงหยุนก็ไม่ลืมที่จะฝึกวิชาดาราคุ้มกายไปด้วย นั่นเพราะเวลานี้เกิดปรากฏการณ์ทางช้างเผือกขึ้น ดาวนับล้านๆดวงมารวมตัวกันมากมาย และกำลังทอประกายระยิบระยับสวยงาม ในขณะที่แสงจันทราก็กำลังส่องสว่างไสวไปทั่วท้องนภาเช่นกัน..เวลานี้..แสงจันทราที่สาดส่องลงมานั้นดูเสมือนสายน้ำ ในขณะที่แสดงดาราเป็นดั่งพรายน้ำที่กำลังทอประกายระยิบระยับท่ามกลางสายนที..หลิงหยุนโคจาดาราคุ้มกายและกำลังดูดเอาพลังจันทรา และพลังดวงดาวจากดวงดารานับล้านดวงเข้าไปในร่างกายตนเองเวลานี้พลังจันทราก็ได้ทอดลงไปยังร่างของหลิงหยุนและปกคลุมร่างของเขาไว้ ในขณะที่พลังดวงดาวก็ได้พุ่งเข้าสู่ร่างของหลิงหยุนเช่นกัน และกำลังชำระล้างร่างกายให้กับเขา..เจสเตอร์ค่อยๆบินสูงขึ้นเรื่อยๆและเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่แสงจันทร์และแสงดาวที่สาดส่องลงมาปกคลุมร่างของหลิงหยุนนั้น ยังคงติดตามไปจนกลายเป็นทางสว่างไปตลอดสาย..แต่ในระหว่างนั้น..หลิงหยุนก็สัมผัสได้ถึงแรงเกี่ยวที่ลำคอซึ่งรุนแรงและแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงร้องตะโกนบอกโม่วู๋เตาว่า“โม่วู๋เตา..เจ้าปล่อยมือออกจากลำคอของข้าเดี๋ยวนี้!”โม่วู๋เตาที่ยังคงหลับตาปี๋ร้องตะโกนตอบกลับมาทันที“ไม่ปล่อย! ถ้าจะตายก็ต้องตายพร้อมกัน!” โม่วู๋เตาคิดไม่ถึงว่าเจสเตอร์จะบินขึ้นมาสูงเช่นนี้หลิงหยุนได้ฟังก็ถึงกับหัวเราะออกมา และบอกกับโม่วู๋เตาว่า“นักพรตน้อย..ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะแก่การฝึกดาราคุ้มกายยิ่งนัก! เหตุใดเจ้าจึงไม่ฝึกเล่า”หลิงหยุนไม่ได้หลอกโม่วู๋เตาเพราะบนท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆหมอกขวางกั้นแสงจันทร์ และแสงดาวเช่นนี้ พลังจันทรา และพลังดวงดาวจึงแข็งแกร่งยิ่งนัก!แต่โม่วู๋เตากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเพราะระหว่างฝึกวิชากับชีวิต โม่วู๋เตาขอเลือกชีวิตมากกว่า!แต่เจสเตอร์กลับดีใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้หลิงหยุนในยามที่เขาฝึกวิชาเพราะไม่ว่าหลิงหยุนจะฝีกปราณเสวียนหวง หรือดาราคุ้มกาย เจสเตอร์ก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยทั้งสิ้นนั่นเพราะแวมไพร์นั้นสามารถออกไปข้างนอกได้เฉพาะเวลากลางคืนจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับแสงจันทร์ และในเมื่อเวลานี้แสงจันทร์และแสงดาวครอบคลุมทั่วทั้งร่างของหลิงหยุน มีหรือที่มันจะไม่ได้ประโยชน์ไปด้วย..หลิงหยุนเห็นเช่นนั้นจึงถามเจสเตอร์ว่า“เจสเตอร์.. นี่เจ้าใกล้จะเข้าสู่ขั้นต่อไปแล้วหรือยัง”“ใกล้แล้วเจ้านายที่เคารพ..ข้าใกล้จะเข้าสู่ขั้นมาร์ควิสแล้ว!”……สี่ถึงห้านาทีต่อมา..ทั้งสามก็มาถึงชานเมืองด้านตะวันออกของปักกิ่ง หลิงหยุนเปิดจิตหยั่งรู้สำรวจดู จึงได้พบบ้านเล็กๆหลังหนึ่งอยู่ด้านล่างหลิงหยุนหยุดโคจรดาราคุ้มกาย..แสงจันทร์และแสงดาวที่ทอดลงสู่ร่างหลิงหยุนเป็นทางนั้น ก็ได้อันตธานหายไปทันทีเช่นกัน จากนั้นหลิงหยุนจึงชี้ไปที่บ้านหลังเล็กพร้อมกับร้องบอกเจสเตอร์ให้ร่อนลงตรงสวนภายในบ้าน..……… ชานเมืองด้านตะวันออกของปักกิ่ง..ห่างจากเขื่อนมี่หยิวนไปทางใต้ราวหกสิบกิโลเมตรมีบ้านเล็กหลังหนึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่มีป่าสีเขียวชะอุ่มปกคลุม และมีแม่น้ำไหลผ่านตีนเขา ช่างเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก..และบ้านหลังเล็กแห่งนี้ก็คือที่พักชั่วคราวในปักกิ่งของธิดาพรรคมารเย่ซิงเฉินนั่นเอง..สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากตัวเมืองที่วุ่นวายและห่างจากถนนวงแหวนที่หกถึงสามสิบกิโลเมตร และบ้านเล็กๆ หลังนี้ก็อยู่ห่างจากถนนที่ใกล้ที่สุดถึงห้ากิโลเมตร รอบๆ ล้วนมีเพียงป่าขาเท่านั้น สถานที่แห่งนี้จึงสงบสวยงามไม่ต่างจากวิมาน..และด้วยความสามารถของเย่ซิงเฉินสถานที่แห่งนี้จึงนับว่าเหมาะสมกับนางยิ่งนัก นั่นเพราะยากนักที่จะมีผู้ใดพบเห็นสถานที่ลึกลับแห่งนี้ได้ง่ายๆ และด้วยความสามารถของเย่ซิงเฉิน หากนางต้องการจะเข้าไปในเมือง ก็ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง และสามารถออกไปได้ตลอดเวลา..บ้านเล็กๆหลังนี้ทำจากไม้ไผ่ ดูเรียบง่าย แต่ก็ให้ความรู้สึกสดชื่น และเวลานี้เย่ซิงเฉินก็กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่รอหลิงหยุนอยู่ภายในบ้าน นางนั่งเหม่อมองแสงจันทร์ในยามค่ำคืนอย่างมีความสุขดูเหมือนช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่เย่ซิงเฉินรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจมากที่สุด เพราะเมื่อครั้งที่นางแอบตามจินเหยียวไปนั้น จึงได้บังเอิญพบกับหลิงหยุนที่ไปช่วยพ่อพอดี ทำให้ได้ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของหลิงหยุน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเย่ซิงเฉินมาก เพราะนางหวั่นเกรงมาตลอดว่าหลิงหยุนจะไม่ใช่ทายาทตระกูลหลิง..