ตอนที่ 753
บทที่ 1183 : สามเสาหลัก!
October 22, 2026
ทันทีที่หลิงหยุนตื่นขึ้นมาเขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน จึงเริ่มรู้สึกหิว เพราะอาหารมื้อสุดท้ายที่ตกถึงท้องของเขานั้น ก็คือเมื่อวานตอนเย็นก่อนเริ่มการประลอง.. “นี่เจ้ารู้สึกหิวเป็นเหมือนกันรึข้าคิดว่าเจ้าไม่ต้องกินอะไรก็อยู่ได้..” “ข้ายังไม่ได้เป็นเซียน..” “ข้ารู้อยู่แล้วว่าตื่นมาเจ้าคงต้องหิว..ข้าได้เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว เจ้านั่งรอที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปยกมาให้..” อาหารที่เย่ซิงเฉินยกมาบริการหลิงหยุนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอาหารชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นสตูวไก่ ปลาทะเลนึ่ง ล็อบสเตอร์ แม้กระทั่งปูคิงส์แครป และน้ำแกงอีกสองสามอย่าง.. “ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ..” หลิงหยุนพูดจบก็เริ่มลงมือกินอย่างตะกละตะกลามทันที..ส่วนเย่ซิงเฉินก็ได้แต่นั่งมองหลิงหยุนกินพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข หลังจากที่หลิงหยุนกินจนอิ่มแปล้..ก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นซึ่งพระอาทิตย์เริ่มจะตกดินแล้ว.. “นี่เจ้ากินหมดจริงๆรึ!” “ไม่มีอาหารตกถึงท้องของข้ามาเกือบสองวันแล้วข้าย่อมต้องหิวมากเป็นธรรมดา..” ….. หลิงหยุนนั่งมองเย่ซิงเฉินเก็บโต๊ะล้างถ้วยล้างชาม ทำให้เขานึกไปถึงว่า.. ตลอดระยะเวลาสิบแปดปีมานั้น เย่ซิงเฉินคือผู้ที่คอยดูแลแม่ของตนมาโดยตลอด จึงรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวนางมากยิ่งขึ้น.. การได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆในป่ากลางหุบเขาที่ห่างไกลเมืองหลวงเช่นนี้ ทำให้หลิงหยุนเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง เพราะไม่มีเรื่องเข้ามารบกวนจิตใจให้เขาต้องครุ่นคิดมากนัก เวลานี้หลิงหยุนจึงรู้สึกสบายอกสบายใจยิ่งนัก.. แต่ถึงอย่างนั้น..ชีวิตที่สงบเงียบ และมีความสุขเช่นนี้ ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆในชีวิตของเขาเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องวุ่นวายของโลกภายนอกที่รอให้เขากลับไปสะสางอีกมากมาย หลังจากที่เย่ซิงเฉินเก็บล้างภาชนะเรียบร้อยแล้วนางจึงเอ่ยถามหลิงหยุนทันที.. “หลิงหยุน..ข้าได้ยินมาว่าผู้ที่ฝึกบ่มเพาะตนเช่นเจ้านั้น หากอยู่ในขั้นสร้างรากฐานปราณ จะสามารถอดอาหารได้เป็นเวลานานจริงหรือไม่” “ถูกต้อง!” หลิงหยุนพยักหน้าและในเมื่อเย่ซิงเฉินได้ฝึกวิชาสุญญตาดูดดาวซึ่งเป็นวิชาฝึกบ่มเพาะตนอย่างหนึ่งเช่นกัน หลิงหยุนจึงต้องการที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้นางเข้าใจ.. “สิ่งสำคัญสำหรับผู้ฝึกบ่มเพาะตนนั้นก็คือการสร้างรากฐานปราณการสร้างรากฐานปราณก็คือการผสานรวมกาย ปราณ และจิตวิญญาณเข้าเป็นหนึ่งเดียว ตราบใดที่สามรวมเป็นหนึ่งได้ ธรรมกายาจะปรากฏ ลมหายใจของคนผู้นั้นก็คือชี่ของสวรรค์ โลก และจักรกวาลที่กว้างใหญ่ จิตของคนผู้นั้นจึงทรงพลัง..”“เมื่อเป็นเช่นนี้..จึงจะเรียกว่ามีรากฐานปราณที่แข็งแกร่งได้!”“เช่นเดียวกับตึกสูงระฟ้า..ที่จำเป็นต้องสร้างรากฐานเสียก่อน จึงจะสามารถสร้างอาคารที่สูงขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ในการฝึกฝนบ่มเพาะตน จึงได้เรียกการฝึกฝนขั้นนี้ว่าขั้นสร้างรากฐานลมปราณ..”“หากรากฐานลมปราณมั่นคงขั้นกำลังภายในก็จะมั่นคงไปด้วย และหากฝึกบ่มเพาะตนไปสักระยะ ร่างกายของคนผู้นั้นก็จะปฏิเสธอาหารที่เคยกิน เพราะอาหารเหล่านั้นจะต้องผ่านลำไส้และการย่อย ทำให้เกิดสิ่งสกปรกและไม่บริสุทธิ์ขึ้นในร่างกาย และยากต่อการกำจัดในภายหลัง ผู้ฝึกบ่มเพาะตนที่ฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ จึงไม่ยอมแตะต้องอาหาร..”หลิงหยุนนั่งมองเย่ซิงเฉินด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะอธิบายต่อว่า “เวลานี้เจ้าเองก็ฝึกวิชาสุญญตาดูดดาวซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาบ่มเพาะเช่นกัน และเวลานี้เส้นลมปราณเยิ่นกับเส้นลมปราณตูของเจ้าก็เปิดเชื่อมถึงกันแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นเซียงเทียน-9 เมื่อนั้นจิตหยั่งรู้ของเจ้าจะเป็นจิตหยั่งในขั้นพลังชี่ และพลังเหนือธรรมชาติที่เจ้าใช้จะเป็นพลังเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามันคืออะไร..”เย่ซิงเฉินนั่งฟังหลิงหยุนอธิบายด้วยแววตาเป็นประกายและเปี่ยมไปด้วยความหวัง เวลานี้หลิงหยุนได้จุดปราย และเปิดประตูเส้นทางบ่มเพาะให้กับเย่ซิงเฉินแล้ว!หลังจากที่อธิบายให้เย่ซิงเฉินฟังไปอย่างละเอียดแล้วหลิงหยุนก็เริ่มพูดธุระของตนเองต่อ..“ซิงเฉิน..เวลานี้เหตุการณ์ภายนอกเป็นเช่นใดบ้าง ในเมืองปักกิ่งเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือไม่?”หลิงหยุนรู้ดีว่าแม้เย่ซิงเฉินจะอาศัยอยู่ในป่าลึกกลางหุบเขาเช่นนี้แต่นางมักจะติดต่อกับเครือข่ายอยู่เนืองๆ ทำให้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของโลกภายนอกได้ทั้งหมด..เย่ซิงเฉินยิ้มพร้อมกับตอบไปว่า“ย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวเป็นแน่! เจ้าขุดรากถอนโคนสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลซันกับตระกูลเฉินเช่นนั้น ไม่เพียงแค่ปักกิ่งที่สั่นสะเทือน แต่เวลานี้ทั่วทั้งประเทศก็สั่นสะเทือน!”หลิงหยุนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่และนิ่งฟังเย่ซิงเฉินเล่ารายละเอียด และข่าวคราวทั้งหมดที่รับรู้มาให้ตนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเวลานี้ตระกูลซันกับตระกูลเฉินได้สิ้นชื่อแล้วอย่างแท้จริง!เดิมที่ตระกูลใหญ่ในประเทศจีนนั้นมีทั้งหมดแปดตระกูลซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตระกูลฉินแห่งเขาฉินหลิง แต่หากนับเฉพาะภายในปักกิ่งเวลานี้ ซึ่งได้ตัดรายชื่อของตระกูลซันกับตระกูลเฉินออกไปแล้ว ก็จะเหลือตระกูลใหญ่เพียงแค่ห้าตระกูลเท่านั้นซึ่งคือตระกูลหลงตระกูลเย่ ตระกูลหลิง ตระกูลเกา และตระกูลหลี่!ในเมื่อตระกูลซันกับตระกูลเฉินถูกตระกูลหลิงทำลายจนสิ้นชื่อเช่นนี้ตระกูลหลิงจึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็นตระกูลอันดับสามแทนที่ทั้งสองตระกูลในทันที..ส่วนตระกูลเกานั้น..ก่อนที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้น ตระกูลเกาก็ได้ประกาศชัดว่าตนนั้นเป็นพันธมิตรกับตระกูลหลิง ในเมื่อตระกูลหลิงเลื่อนขึ้นมาเป็นตระกูลอันดับสาม ตระกูลเกาจึงเลื่อนขึ้นมาเป็นตระกูลอันดับสี่ในทันทีเช่นกัน..ทันทีที่รู้ข่าวว่าตระกูลซันกับตระกูลเฉินได้ล่มสลายแล้วตระกูลหลี่ก็เป็นตระกูลแรกที่ส่งคนของตนเองไปบ้านตระกูลหลิง และตระกูลเกาก่อนผู้ใด..ส่วนตระกูลหลงกับตระกูลเย่นั้นก็ยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีใดๆ เหมือนเช่นเคย ทั้งสองตระกูลทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น..หลังจากที่เย่ซิงเฉินรายงานสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้หลิงหยุนฟังจนหมดแล้วหลิงหยุนก็เพียงแค่พยักหน้า และถามถึงเรื่องภายในตระกูลหลิงของตนทันที“แล้วเรื่องภายในตระกูลหลิงของข้าล่ะตอนนี้ท่านปู่กับท่านพ่อเป็นเช่นใดบ้าง?”