ตอนที่ 796
บทที่ 1226 : ทัณฑ์สวรรค์ซื่อจิ่ว!
October 22, 2026
“หลิงยู่..ร่างของเธอเป็นกายอัปสร การเข้าสู่ด่านกลางของขั้นพลังชี่จึงไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไร!” หลิงหยุนเห็นหนิงหลิงยู่สามารถเข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่ได้อย่างง่ายดายและราบรื่นเช่นนี้ ก็ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ฮ่า..ฮ่า.. หลังจากเข้าสู่ด่านกลางของขั้นพลังชี่ได้แล้ว จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่พิเศษตามมาเลยทีเดียว!” เมื่อใดที่ผู้บ่มเพาะตนเข้าสู่ขั้นพลังชี่..ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นได้เข้าสู่กระบวนการกลั่นปราณบ่มเพาะจิตแล้ว ซึ่งกระบวนการนี้ก็คือการกลั่นปราณในร่างกายให้เกิดเป็นหยดเสินหยวนนั่นเอง และยิ่งจิตหยั่งรู้ของคนผู้นั้นขยายขอบเขตออกไปได้กว้างไกลมากเพียงใด ย่อมหมายถึงพลังจิตที่จะมีกำลังแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การกลั่นหยดเสินหยวนก็จะค่อยๆเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นตามลำดับ และเมื่อใดที่สามารถกลั่นหยดเสินหยวนได้แล้ว คนผู้นั้นก็ย่อมใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ ในด่านแรกของขั้นพลังชี่ซึ่งก็คือตั้งแต่ขั้นปฐมชี่ไปจนถึงขั้นซานฉางชี่นั้น(ขั้นพลังชี่-1 ไปจนถึงขั้นพลังชี่-3) อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงของการเตรียมตัว และสะสมเสินหยวน เมื่อใดที่ร่างกายสะสมเสินหยวนได้มากพอ คนผู้นั้นก็จะสามารถเข้าสู่ด่านกลางของขั้นพลังชี่ได้ ซึ่งก็คือตั้งแต่ขั้นซื่อเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-4) ขึ้นไปนั่นเอง และในด่านกลางของขั้นพลังชี่นี้เองที่ผู้บ่มเพาะตนจะสามารถเผาหยดเสินหยวนเพื่อใช้พลังวิเศษได้ตามใจชอบ และตราบใดที่คนผู้นั้นสามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ คนผู้นั้นก็ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป.. ด้วยเหตุนี้..ผู้บ่มเพาะตนที่ฝึกฝนจนสามารถเข้าสู่ด่านกลางของขั้นพลังชี่ได้ จึงต้องทนรับบททดสอบตามกฏของสวรรค์ หรือที่เรียกว่าการรับทัณฑ์สวรรค์นั่นเอง และนี่ก็คือทัณฑ์สวรรค์ซื่อจิ่ว! ผู้ฝึกบ่มเพาะตนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่หลิงหยุน หรือหนิงหลิงยู่ซึ่งมีกายอัปสร ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการับทัณฑ์สวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น.. หลิงหยุนเดินตรงเข้าไปหาหนิงหลิงยู่จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าพร้อมกับเปิดเนตรหยิน–หยางของตนออกสำรวจ เขาพบว่าท้องฟ้าที่มืดมิดแต่ไร้เมฆนั้น เวลานี้ได้มีเหล่าเมฆาสีดำปรากฏขึ้น และกำลังรวมตัวเข้าหากันกลายเป็นก้อนเมฆสีดำหนาแน่นขนาดใหญ่ ลอยอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำมี่หยุนพร้อมกับบดบังแสงดาวระยิบระยับบนท้องนภาไว้ได้อย่างมิดชิด.. และแล้วทัณฑ์เมฆาก็ได้ปรากฏตัวขึ้น! “มาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก!” เวลานี้หลิงหยุนไม่มีเวลาที่จะอธิบายเรื่องความสามารถพิเศษในขั้นซื่อเฉิงชี่ให้กับหนิงหลิงยู่ฟังได้จึงรีบหันไปถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแทนว่า.. “หลิงยู่..เจ้ายังจำวิธีรับมือกับทัณฑ์สวรรค์ซื่อจิ่วที่พี่บอกได้หรือไม่!” “พี่ใหญ่..ข้าจำได้!” หนิงหลิงยู่ร้องบอกหลิงหยุนเสียงเบาพร้อมกับห่อไหล่เข้าหากันและเริ่มมีอาการตื่นตระหนกออกมาให้เห็นเมื่อสัมผัสได้ถึงทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ การต้องรับทัณฑ์สวรรค์เพียงลำพังเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาที่หนิงหลิงยู่จะรู้สึกหวาดกลัว.. ผู้ที่ฝึกบ่มเพาะตนนั้นย่อมรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเมื่อใดทัณฑ์สวรรค์ของตนจะบังเกิดขึ้น การรับรู้เช่นนี้คล้ายคลึงกับสัญชาติญาณ ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงยากที่คนผู้นั้นจะสามารถเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับทัณฑ์สวรรค์ได้ทัน.. “หลิงยู่..เจ้าอย่าได้ตกอกตกใจไป!” นี่เป็นการเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ครั้งแรกของหนิงหลิงยู่หลิงหยุนจึงเห็นว่านางเริ่มมีอาการตื่นตระหนก เขายิ้มให้หนิงหลิงยู่พร้อมกับรีบปลอบโยนนางให้หายตกใจทันที.. “น้องพี่..ทำตามที่พี่เคยบอกเจ้าไปทีละขั้น และจงเชื่อมั่นในตัวพี่!”หลิงหยุนปลอบโยนหนิงหลิงยู่พร้อมกับเอื้อมมือไปตบไหล่ของนางอย่างอ่อนโยนแล้วจึงพูดต่อว่า“เจ้าฝึกดาราคุ้มกายจนถึงขั้นที่สองแล้วและนั่นจะช่วยให้ร่างกายของเจ้าสามารถต้านทานพลังของอสุนีบาตได้เพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่า!”หลังจากที่ได้ฟังคำปลอบประโลมของหลิงหยุนหนิงหลิงยู่จึงเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น และร่างที่เกร็งแน่นก็ค่อยๆ คลายออกจากกันอย่างผ่อนคลาย แต่ถึงกระนั้นก็อดที่จะกระซิบถามหลิงหยุนด้วยความหวาดกลัวไม่ได้“พี่ใหญ่..หลังจากที่ถูกฟ้าผ่าแล้ว ข้า.. ร่างกายของข้าจะมีสภาพเช่นใด!” “ฮ่า..ฮ่า.. ฮ่า..”ทันทีที่ได้รับรู้ว่าหนิงหลิงยู่กังวลใจเรื่องอะไรนั้นเขาก็ถึงกับหัวเราะออกมาทันที และตอบกลับไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“หลิงยู่..เจ้าอย่าได้กังวลใจไป อสุนีบาตที่เจ้าจะต้องรับนั้น เป็นเพียงแค่สายฟ้าธรรมดาๆ ที่จะต้องรับตามกฏของสวรรค์เท่านั้นเอง..”หลิงหยุนจ้องมองหนิงหลิงยู่และบอกกับนางด้วยความมั่นใจ “ทัณฑ์สวรรค์ไม่ได้เป็นเพียงแค่บททดสอบที่สวรรค์จะใช้ทดสอบผู้บ่มเพาะตนตามกฏของสวรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่สามารถผ่านบททดสอบไปได้อีกด้วย เพราะหลังจากที่้ข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้แต่ละครั้ง ร่างกายของคนผู้นั้นก็จะพร้อมเข้าสู่การบ่มเพาะตนที่สูงขึ้นไปตามลำดับ และจะเป็นประโยชน์ต่อการบ่มเพาะตนของคนผู้นั้นในวันข้างหน้าอย่างมากอีกด้วย..“และผู้ที่จะสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ก็มีเพียงผู้บ่มเพาะตนที่ผ่านการรับทัณฑ์สวรรค์ด้วยตนเองแล้วเท่านั้น จึงจะเข้าใจได้..”“ที่สำคัญ..สายฟ้าแต่ละเส้นที่ฟาดลงมาบนร่างของผู้บ่มเพาะนั้น ล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังของสวรรค์และโลก จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้ทำการปรับสภาพร่างกายอีกครั้งหลังจากที่ผู้บ่มเพาะตนได้เข้าสู่ขั้นต่อไปแล้ว!”หลิงหยุนผู้เคยรับทัณฑ์สวรรค์ในขั้นอมตะมาแล้วและเป็นผู้มากประสบการณ์ในเรื่องทัณฑ์สวรรค์เป็นอย่างดี มีหรือที่จะปิดบังหนิงหลิงยู่..“พี่ใหญ่..ข้าเข้าใจแล้ว!”หลังจากที่ฟังหลิงหยุนอธิบายอยู่นานในที่สุดหนิงหลิงยู่ก็ยิ้มออกมา จิตใจของนางเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หนิงหลิงยู่เงยหน้าขึ้นมองทัณฑ์เมฆาดำทะมึนที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน..ทัณฑ์เมฆาปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วมากและเวลานี้ก็เริ่มจับตัวกันอย่างหนาแน่น จนบดบังแสงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับไว้อย่างมิดชิด ทำให้ผืนดินเบื้องล่างเวลานี้มีแต่ความมืดสนิท..แม้ว่าหนิงหลิงยู่จะไม่ได้รู้สึกตกใจและหวาดกลัวอีกแล้ว แต่ร่างบอบบางของนางก็ยังมีอาการสั่นสะท้านบ้างเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่กำลังบดขยี้ลงมามากขึ้นเรื่อยๆหลิงหยุนที่ยืนอยู่ข้างหนิงหลิงยู่ก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันนี้เช่นกันหลิงหยุนที่ยืนอยู่ข้างหนิงหลิงยู่เองก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันนี้เขาเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และพบว่าทัณฑ์เมฆาไม่เพียงก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังกำลังลอยต่ำลงมาเรื่อยๆด้วยเช่นกัน..ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่เงียบๆนั้นเขาก็ได้เรียกยันต์ต้านอสุนีบาต และยันต์เกราะออกมาจากแหวนจักรวาลส่งให้หนิงหลิงยู่ พร้อมกับกำชับว่า..“หลิงยู่..หากได้รับบาดเจ็บก็กลืนโอสถที่ข้าให้ไว้ และใช้ยันต์นี่สำหรับป้องกันตัว เข้าใจหรือไม่”เวลานี้อสุนีบาตเบื้องบนสามารถที่จะผ่าลงมาเมื่อใดก็ได้หลิงหยุนจึงได้เตรียมที่จะหลบออกไปจากรัศมีของทัณฑ์เมฆา แต่ก่อนที่จะออกไปก็ไม่ลืมที่จะกำชับหนิงหลิงยู่ด้วยความเป็นห่วงหนิงหลิงยู่เพียงพยักหน้า..