ตอนที่ 811
บทที่ 1241 : โรงประมูลตระกูลเย่!
October 22, 2026
เย่ซิงเฉินเหลือบมองฉินตงเฉี่วยที่นั่งนิ่งไม่ขยับแล้วจึงพูดต่อว่า “ท่านพี่ฉิน.. มีบางคำพูดที่หลิงหยุนอาจไม่สะดวกที่จะพูดกับท่านตรงๆ แต่ช่วงเวลาสองสามวันที่เขามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ เขาได้ขอให้ข้าช่วยสืบข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักกระบี่เทียนซาน และได้บอกกับข้าว่าหลังสิ้นสุดงานชุมนุมชาวยุทธ เขาจะไปช่วยแม่ของเขาออกมาจากสำนักกระบี่เทียนซาน..” ระหว่างที่พูดนั้นเย่ซิงเฉินได้เหลือบมองไปทางหลิงหยุนที่ยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่นอกบ้าน นางยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปพูดกับฉินตงเฉี่วยต่อ “และเรื่องของหลิงหยุนก็ย่อมเสมือนเรื่องของข้าด้วยในเมื่อเขาจะไปสำนักกระบี่เทียนซาน ข้าก็ต้องไปกับเขาด้วยเช่นกัน และที่ข้าต้องบอกเรื่องนี้กับท่านพี่ฉินในวันนี้ ก็เพื่อให้ท่านได้มีเวลาตัดสินใจ..” “ท่านพี่ฉิน..ท่านอาจารย์เป็นผู้เลี้ยงดูข้ามาแต่เล็กจนโต คำพูดคำจาของข้าจึงตรงไปตรงมาไม่มีการขัดเกลาให้ไพเราะ หากคำพูดของข้าทำให้ท่านขุ่นเคืองใจ ขอท่านพี่ฉินอย่าได้ถือสา..” ระหว่างที่นั่งฟังเย่ซิงเฉินพูดนั้นฉินตงเฉี่วยก็ได้แต่มองท่าทีสงบนิ่งของนาง และได้แต่คิดว่าในบรรดาสาวงามรอบตัวหลิงหยุนนั้น ไม่มีผู้ใดเก่งเกินเย่ซิงเฉินอีกแล้ว.. ฉินตงเฉี่วยไม่อาจรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเย่ซิงเฉินกับหลิงหยุนนั้นพัฒนาไปถึงขั้นใดแล้ว แต่จากที่ฉินตงเฉี่วยสังเกตเห็น ท่าทีของอีกฝ่ายที่มีต่อหลิงหยุนนั้น ไม่ต่างจากภรรยาที่คอยเป็นห่วงเป็นใยสามี.. อีกทั้งคำพูดคำจาของนางก็ตรงไปตรงมาไร้ซึ่งมารยาเปิดเผย และแหลมคม.. ‘อืมม..นับเป็นหญิงสาวที่หาได้ยากนัก!’ หลิงหยุนที่ยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่นไล่กาอยู่นอกบ้านได้แต่แอบชื่นชมอยู่ในใจพร้อมกับคิดว่า ภรรยาเช่นนางเย่ซิงเฉินนั้น ใช่ว่าจะสามารถพบเจอได้ง่ายๆ ฉินตงเฉี่วยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็พูดขึ้นว่า “น้องซิงเฉิน.. นี่เจ้ากำลังให้ข้าเลือกระหว่างสำนักที่ถ่ายทอดวิชาให้ข้า กับพี่สาวของตนเองเช่นนี้ เจ้าว่าข้าควรตัดสินใจเช่นใดดี” เย่ซิงเฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบไม่ตอบและไม่ตอบคำถาม จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้กับฉินตงเฉี่วยพร้อมกระซิบเสียงเบา “ท่านพี่ฉิน.. ดื่มชาดีกว่า!” ฉินตงเฉี่วยพยักหน้าแล้วจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบ หลังจากวางถ้วยชาเปล่าลงบนโต๊ะแล้ว นางจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “อย่าว่าแต่ตอนนี้ข้าเองก็ได้ถูกขับไล่ออกจากสำนักหมอสวรรค์แล้วต่อให้ข้าต้องกลายเป็นศิษย์ทรยศของสำนัก ข้าก็ยินดี..” หญิงสาวทั้งสองมองตากันพร้อมกับยิ้มออกมาและพูดออกไปพร้อมกันว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไปด้วยกัน!” ระหว่างนั้นหลิงหยุนที่แสร้งทำเป็นยืนนิ่งอยู่นอกบ้านก็ได้แต่นึกชื่นชมความเฉลียวฉลาดของเย่ซิงเฉินอยู่ในใจ.. นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ซิงเฉินได้สนทนากับฉินตงเฉี่วยแต่กลับสามารถเข้าใจความสับสนในจิตใจของนางได้อย่างถ่องแท้ และสามารถใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำดึงฉินตงเฉี่วยให้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ได้.. แม้หลิงหยุนจะมีหญิงสาวรายล้อมรอบตัวแต่ยังไม่มีผู้ใดที่เก่งกาจ และเฉลียวฉลาดดังเช่นเย่ซิงเฉินเลย.. ฉินตงเฉี่วยยิ้มให้กับเย่ซิงเฉินพร้อมกับพูดขึ้นว่า“น้องซิงเฉิน.. อีกราวสิบวันก็จะถึงงานชุมนุมชาวยุทธแล้ว ข้าว่าเมื่อถึงวันนั้นเจ้าจะกลายเป็นนางมารน้อยที่สังหารผู้คนได้โดยไม่กระพริบตาเลยทีเดียว!” เย่ซิงเฉินถึงกับหัวเราะคิกคัดและตอบกลับไปว่า “คนเหล่านั้นล้วนสมควรตาย.. เพราะพวกมันบีบบังคับท่านอาจารย์ของข้า และท่านลุงหลิงให้ต้องแยกจากกัน!” ฉินตงเฉี่วยยิ้มออกมาพร้อมกับสำทับว่า“ถูกต้องแล้ว.. คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่สมควรถูกฆ่า!” เวลานี้หญิงสาวทั้งสองต่างก็พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วถึงสองเรื่องคือเรื่องของตระกูลฉิน และเรื่องของตระกูลหลิง.. หญิงงามทั้งสองคนต่างก็นั่งจิบชาต่อจนหมดกาในที่สุดเย่ซิงเฉินก็หันไปที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับร้องตะโกนเสียงดัง “นี่เจ้าหุ่นไล่กา..เจ้าจะยืนอยู่แบบนั้น ไม่คิดที่จะเข้ามาข้างในหรือยังไง” หลิงหยุนรีบพุ่งเข้ามาภายในบ้านทันทีพร้อมกับตอบไปว่า “เจ้าเรียกข้าว่าหุ่นไล่กาไม่ใช่รึ หุ่นไล่กาก็ต้องยืนนิ่งๆ หากขยับไปมาได้ ข้าก็กลายเป็นปีศาจน่ะสิ!” เย่ซิงเฉินยิ้มกว้างพร้อมกับตอบไปว่า“หึ.. สำหรับข้าเจ้ามันร้ายยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก!”หลิงหยุนยืดอกพร้อมตอบโต้กลับไปทันทีเช่นกัน“หึ.. ปีศาจอะไรจะมีใบหน้าหล่อเหลาเช่นนี้”ฉินตงเฉี่วยนั่งมองคนทั้งคู่ต่อล้อต่อเถียงกันและสัมผัสได้ว่าความไม่ลงรอยกันก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปหมดแล้ว เวลานี้มีเพียงความรักใคร่ที่กำลังครุกรุ่นเท่านั้น..หลังจากที่ทั้งสามคนนั่งดื่มชากันต่อสักครู่หลิงหยุนจึงได้ร้องตะโกนเรียกตี้เสี่ยวอู๋กับโม่วู๋เตาให้กลับมา จากนั้นทั้งห้าคนจึงได้ออกเดินทางไปโรงประมูลของตระกูลเย่..……เขตหลงหวังจวง..ชานเมืองด้านตะวันออกของปักกิ่ง..โรงประมูลชาวยุทธของตระกูลเย่ถูกจัดขึ้นในที่แห่งนี้..ในบัตรเชิญวีไอพีของหลิงหยุนนั้นระบุทั้งสถานที่และเวลาจัดงานไว้อย่างชัดเจน จึงสามารถหาได้ไม่ยากนัก อีกทั้งยังมีเย่ซิงเฉินที่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดีนั่งมาด้วย.. เย่ซิงเฉินอาศัยอยู่ในหุบเขาเล็กๆแห่งหนึ่งบนภูเขาซึ่งอยู่ห่างจากเขตหลงหวังจวงนี้ไปเพียงแค่สิบกิโลเมตรเท่านั้น และขับรถเพียงแค่สิบนาทีก็ถึง ทั้งหมดจึงมาถึงที่นี่ราวหกโมงครึ่ง..เมื่อสิบปีก่อนนั้น..หลงหวังจวงจัดเป็นเขตพื้นที่ชนบท แต่หลังจากที่มีการสร้างถนนวงแหวนที่หกขึ้นมา ทำให้หลงหวังจวงพัฒนาจากเขตชนบทมาเป็นเขตชานเมืองในทันที แต่ความเจริญรุ่งเรืองนั้นยังนับว่าห่างไกลถนนวงแหวนที่ห้ามากนัก..และทันทีที่เข้าไปในเขตหลงหวังจวงหลิงหยุนก็สังเกตเห็นอาคารสูงโดดเด่นกว่าอาคารโดยรอบถึงสองเท่า อาคารแห่งนี้ตั้งตระหง่าน และภายนอกตกแต่งไว้อย่างหรูหราสวยงาม ดูราวกับโรงแรมห้าดาวในปักกิ่งก็ไม่ปาน..“ตึกนั่นล่ะ..ขับรถเข้าไปได้เลย!”เย่ซิงเฉินยกมือขึ้นชี้ไปทางอาคารที่สูงโดดเด่นพร้อมกับอธิบายให้ทุกคนฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อาคารแห่งนี้เป็นของตระกูลเย่ภายในอาคารเป็นโรงแรมระดับห้าดาวด้วย แต่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก ที่นี่จะรับเฉพาะชาวยุทธที่เข้ามาร่วมการประมูลเท่านั้น และผู้ที่วางเงินมัดจำหนึ่งร้อยล้านก็สามารถเข้าพัก และใช้บริการที่นี่ได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆอีก..”ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นรถของหลิงหยุนก็ได้แล่นมาถึงทางเข้าพอดี ระหว่างที่รถจอดอยู่นั้นหลิงหยุนก็เดินลงมาจากรถ“ไม่ทราบนายท่านนำบัตรเชิญมาด้วยหรือไม่”ทันทีที่หลิงหยุนก้าวเท้าลงจากรถชายร่างใหญ่สวมชุดสูทสีดำก็เดินตรงเข้ามาหาหลิงหยุน พร้อมกับขอบัตรเชิญจากเขาทันที จากที่หลิงหยุนสังเกตเห็นชายผู้นี้น่าจะอายุราวยี่สิบห้า หรือยี่สิบหกปีได้ และเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับเริ่มต้นขั้นเซียงเทียน คาดว่าคงจะเป็นนักรบตระกูลเย่ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่ต้อนรับแขกเหรื่อนั่นเอง.. และที่หน้าประตูทางเข้าก็มีชายร่างใหญ่สวมชุดสูทสีดำเช่นนี้อยู่อีกราวเจ็ดถึงแปดคน..หลิงหยุนพยักหน้าและส่งบัตรเชิญในมือให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเปิดจิตหยั่งรู้ออกสำรวจดูทั่วทั้งบริเวณอีกหนึ่งชั่วโมงการประมูลจึงจะเริ่มต้นขึ้นเวลานี้หลิงหยุนเห็นว่ามีทั้งหลวงจีน นักพรต แม่ชี มือกระบี่ และเหล่าชาวยุทธที่แต่งตัวแตกต่างกันไปอยู่มากมาย ซึ่งมีตั้งแต่ขั้นโฮ่วเทียน ขั้นเซียงเทียน ไปจนถึงขั้นพลังเหนือธรรมชาติ..แต่ก็มีบางคนที่ดูเหมือนจะไม่มีวรยุทธเลยคนเหล่านี้น่าจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือ และไว้ใจได้ ซึ่งตระกูลใหญ่บางตระกูลส่งมาประมูลของจำเป็นบางอย่างนั่นเองภายในรัศมีจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนยังสำรวจพบว่าภายในอาคารแห่งนี้ยังมีผู้คนอยู่ด้านในอีกราวห้าถึงหกร้อยคนเลยทีเดียว อีกทั้งในบริเวณใกล้ๆ นี้ยังมีรถที่กำลังขับมุ่งหน้ามาที่นี่อีกมากมายเช่นกัน..หลิงหยุนได้แต่คิดว่าจริงดังที่เย่ซิงเฉินบอกจริงๆโรงประมูลที่จัดขึ้นโดยตระกูลเย่นั้น นับเป็นโรงประมูลที่ใหญ่โตที่สุด และจะมีเหล่าชาวยุทธมาร่วมประมูลนับพันคนเลยทีเดียว..ผู้คนพากันมาร่วมประมูลมากมายถึงเพียงนี้..จะมีของที่นำออกมาประมูลมากมายเพียงใด และจะต้องใช้เวลาในการประมูลนานเพียงใด?นั่นเพราะหากของที่จะนำออกประมูลมีน้อยราคาในการประมูลก็ย่อมจะสูงขึ้นเป็นธรรมดา..แต่น่าแปลกที่ภายในรัศมีจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนนั้นเขากลับไม่พบเสี่ยวเม่ยเม่ย และได้แต่คิดในใจว่า ‘ดูท่านางจะยังมาไม่ถึง..’