ตอนที่ 813
บทที่ 1243 : ภูเขาหลากสี!
October 22, 2026
ทางด้านโม่วู๋เตากับตี้เสี่ยวอู๋นั้นก็ได้แต่นั่งนิ่งฟังเย่ซิงเฉินอธิบายเพราะทั้งคู่ก็เพิ่งจะเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกเช่นกัน และเมื่อได้ยินว่าการประมูลใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งคู่ก็ถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาทันที.. ไม่นานนัก..ห้องวีไอพีหมายเลข 1 ถึง 8 ก็มีคนเข้าไปจับจองจนครบ และทั้งหมดต่างก็อยู่ในรัศมีจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนเรียบร้อยแล้ว “ห้องวีไอพีหมายเลข1 เป็นคนของตระกูลหลง!” จู่ๆเย่ซิงเฉินก็พูดขึ้นมา “หมายเลข 2 เป็นคนของตระกูลหลิว หมายเลข 3 เป็นคนของตระกูลถัน หมายเลข 4 เป็นคนของตระกูลหลี่ หมายเลข 5 ข้าเองก็ไม่แน่ใจหนัก แต่หากเดาไม่ผิดน่าจะเป็นสมาชิกของหน่วยนภา ส่วนหมายเลข 6 ก็คือหมั่นเทียนซิงผู้โดดเดี่ยว และหมายเลข 7 ก็คือคนของสำนักเขาหลงหู่ ส่วนห้องหมายเลข 8 ก็เป็นตัวแทนจากวัดเส้าหลิน..” “ห้องหมายเลข6 ถึง 8 เป็นผู้นำของมาประมูล ไม่ใช่ผู้ที่จะมาประมูล..” หลิงหยุนถึงกับงุนงงแม้แต่ฉินตงเฉี่วยเองก็พูดไม่ออก เมื่อเย่ซิงเฉินอธิบายได้อย่างละเอียด เย่ซิงเฉินถึงกับเขินอายเมื่อเห็นสายตาของหลิงหยุนที่จ้องมองมานางหัวเราะเบาๆ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ที่ข้ารู้เพราะในการประมูลทุกครั้งห้องวีไอพีหมายเลข 1 ถึง 8 นั้นก็จะเป็นห้องประจำของพวกเขาอยู่แล้ว.. ” “แล้วห้องหมายเลข2 และ 3 เล่า! ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลถัน กับตระกูลหลิวมาก่อนเลย!” เย่ซิงเฉินยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับอธิบายว่า“ข้าเองก็สนใจสองตระกูลนี้อยู่ไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่เจ้าทำลายตระกูลซันกับตระกูลเฉินไปแล้ว ทั้งสองตระกูลต่างก็เริ่มพยายามขยับตัวที่จะขึ้นมาแทนที่ตระกูลซันกับตระกูลเฉิน เพื่อให้ตระกูลของตนได้อยู่ในเจ็ดอันดับตระกูลใหญ่แห่งปักกิ่ง และห้องวีไอพีทั้งสองห้องนั้น ใครมีเงินมาก็ได้ไป..” หลิงหยุนฟังแล้วก็ถึงกับถามขึ้นด้วยความสงสัย“มันไม่น่าขันไปหน่อยรึ ยอดฝีมือภายในห้องวีไอพีทั้งสองห้องล้วนอยู่ในขึ้นเซียงเทียน-7 เท่านั้น แต่กลับต้องการขึ้นมาเป็นเจ็ดอันดับตระกูลใหญ่..” เย่ซิงเฉินนิ่งไปครู่ใหญ่จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เจ้ากล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกนัก.. หากจะวัดกันที่ความแข็งแกร่ง ทั้งตระกูลถัน และตระกูลหลิว ก็ไม่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลเกากับตระกูลหลี่เลย มิหนำซ้ำยังเหนือกว่าตระกูลหลิงก่อนที่เจ้าจะกลับเข้าตระกูลเสียอีก..” เย่ซิงเฉินอธิบายได้อย่างชัดเจนเพราะเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ ตระกูลหลิว และตระกูลถันนั้น นับว่าแข็งแกร่งกว่าสามตระกูลใหญ่แห่งปักกิ่ง อย่างตระกูลเกา ตระกูลหลี่และตระกูลหลิงเสียอีก นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าขันอย่างที่หลิงหยุนเข้าใจ.. “ดูเหมือนสองตระกูลนี้จะได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากตระกูลหลงด้วยไม่เช่นนั้นคงจะไม่สามารถเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ได้ นอกจากพวกเขาจะมาร่วมประมูลของเพื่อส่งให้กับตระกูลหลงแล้ว ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลของตัวเองได้ด้วย..” ฉินตงเฉี่วยที่นั่งนิ่งมานานในที่สุดก็พูดขึ้นว่า“ความจริงแล้วหลายปีมานี้.. ทั้งตระกูลหลิวและตระกูลถันต่างก็แข็งแกร่งขึ้นได้รวดเร็วไม่น้อยทีเดียว ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของทั้งสองตระกูลนั้น นับว่าเหนือกว่าตระกูลเกา ตระกูลหลี่ และตระกูลหลิงมาก เพียงแต่ทั้งสองตระกูลเก็บตัวเงียบ เพื่อรอคอยโอกาสที่จะมาถึงเท่านั้น..” “ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าสนใจ..” หลิงหยุนยิ้มออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า“หากตระกูลหลิวกับตระกูลถันมาประมูลของเพื่อส่งมอบให้กับตระกูลหลงจริง เช่นนั้นแล้วพวกมันสองตระกูลไม่ต้องกลายมาเป็นศัตรูของข้าด้วยอย่างนั้นรึ” หลิงหยุนหันมองไปรอบตัวและได้แต่คิดว่าหากนับรวมสำนักเขาหลงหู่กับวัดเส้าหลินแล้ว ยอดฝีมือที่อยู่ในห้องวีไอพีหมายเลขหนี่ง สอง สาม เจ็ด และแปด ล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูของเขาทั้งสิ้น!จากนั้นหลิงหยุนจึงหันไปถามเย่ซิงเฉินต่อ“คนของตระกูลหลี่ไม่ได้สนใจเรื่องวรยุทธนักไม่ใช่รึ! ถ้าเช่นนั้นพวกเขามาโรงประมูลชาวยุทธด้วยเหตุผลอะไรกัน? เพราะเรื่องเงินทองงั้นรึ?”“ตระกูลหลี่จะเข้าร่วมการประมูลสองในสามของทุกปีและใช้เงินประมูลไปในจำนวนไม่น้อยทีเดียว พวกเขาประมูลไปเพื่อมอบเป็นของกำนัล เพื่อรักษาสถานะตระกูลใหญ่เอาไว้ยังไงล่ะ!” เย่ซิงเฉินอธิบาย..“หลิงหยุน..ข้าได้ข่าวมาว่าคนจากพันธมิตรทะเลจีนตะวันออก และพันธมิตรหนานหยางก็มาร่วมประมูลในคืนนี้ด้วย เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะนำของมาประมูล หรือจะมาเป็นผู้ประมูลเองกันแน่ แล้วก็ไม่รู้ว่าเวลานี้พวกเขาอยู่ห้องวีไอพีหมายเลขอะไร?”ทันทีที่เย่ซิงเฉินพูดถึงชื่อพันธมิตรทะเลจีนตะวันออกทำให้หลิงหยุนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบหันไปถามนางว่า“แล้วซือกงวู่ฉิงล่ะ”เย่ซิงเฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“ต่อให้ซือกงวู่ฉิงใจกล้ามากเพียงใด มันก็ไม่กล้ากลับมาปักกิ่งแน่!”“แต่ที่น่าสงสัยก็คือ..พันธมิตรทั้งสองมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่! โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรหนานหยาง!”ระหว่างนั้นใครบางคนก็ปรากฏขึ้นในจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนในที่สุดเสี่ยวเม่ยเม่ยก็มาถึงแล้ว และกำลังเดินออกมาจากลิฟท์เสี่ยวเม่ยเม่ยมาถึงก่อนที่การประมูลจะเริ่มขึ้นเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น..….หลังจากที่เสี่ยวเม่ยเม่ยถูกปล่อยตัวออกมาจากพรรคมารและในระหว่างที่ฐานะของหลิงหยุนยังไม่ถูกเปิดเผยนั้น นางต้องอยู่อย่างทุกข์ใจ เพราะหลิงหยุนเองก็ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนางเหมือนก่อนแต่เวลานี้..หลิงหยุนสามารถเชื่อมั่นในตัวเสี่ยวเม่ยเม่ยได้ดังเดิมแล้ว อีกทั้งเย่ซิงเฉินยังไม่ปฏิบัติต่อนางดังเช่นบ่าวคนหนึ่งอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังมอบโอสถพลังชีวิตหลากหลายให้กับนาง จนเวลานี้เสี่ยวเม่ยเม่ยสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-3 ได้แล้วแต่เป็นเพราะหลิงหยุนได้เตือนเสี่ยวเม่ยเม่ยไว้ก่อนล่วงหน้าว่ายังไม่ให้เธอเข้าสู่ด่านกลางขั้นเซียงเทียน ไม่เช่นนั้น.. ตอนนี้นางคงเข้าสู่ด่านกลางจนเกือบจะเข้าใกล้ด่านสุดท้ายของขั้นเซียงเทียนแล้วก็เป็นได้ส่วนวิชามารอู๋เซียงเม่ยที่เสี่ยวเม่ยเม่ยได้รับการถ่ายทอดมาจากพรรคมารนั้นนางได้ฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นที่ห้าแล้ว ผู้ที่ฝึกวิชามารอู๋เซียงเม่ยมาจนถึงขั้นนี้ จะสามารถเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาได้ตามต้องการ และผู้ที่มีอยู่ต่ำกว่าขั้นพลังเหนือธรรมชาติจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย..และหากฝึกวิชานี้ถึงขั้นที่หกจะสามารถสกัดกั้นจิตหยั่งรู้ของผู้อื่นได้ เพียงแค่คนผู้นั้นใช้ผ้าห่อหุ้ม หรือปกคลุมไว้ แม้แต่ยอดฝีมือขั้นพลังเหนือธรรมชาติ ก็ไม่สามารถใช้จิตหยั่งรู้มองทะลุได้ เหมือนอย่างที่หลิงหยุนไม่สามารถใช้จิตหยั่งรู้ของตนเองมองทะลุผ้าคลุมหน้าของเย่ซิงเฉินได้นั่นเองเล่ากันว่า..หากผู้ที่ฝึกวิชามารอู๋เม่ยจนถึงขั้นสูงสุดนั้น จะสามารถเปลี่ยนรูปโฉมของตนเองไปได้ตลอดกลาล แม้แต่เซียนยังไม่สามารถล่วงรู้ได้ ผู้ที่ฝึกมาถึงขั้นนี้จึงสามารถเลือกเกิดใหม่ในรูปลักษณ์ใหม่ได้ตามใจชอบ และเลือกที่จะให้ตนเองเก่งกาจในด้านใดก็ย่อมได้เช่นกัน..เสี่ยวเม่ยเม่ยนั้นเกิดมาพร้อมด้วยร่างกายที่ดั่งสวรรค์ประทานอีกทั้งในคืนวันเชงเม้งที่ไปช่วยเฉิงเม่ยเฟิงนั้น หลิงหยุนก็ได้ถ่ายเทพลังอมตะลงไปในร่างกายของนางด้วย ทำให้ส่งผลที่ดีต่อการฝึกวิชาอู๋เซียงเม่ยของนางอย่างมากและการที่หลิงหยุนให้เสี่ยวเม่ยเม่ยมาในงานประมูลที่ตระกูลเย่จัดขึ้นในคืนนี้ก็ย่อมต้องมีเหตุผลเช่นกัน..นั่นเพราะเสี่ยวเม่ยเม่ยได้ถูกพรรคมารจับตัวไปฝึกวิชาอยู่พักใหญ่และเพิ่งจะปล่อยตัวนางออกมาได้ไม่นาน นอกจากคนของหลิงหยุนแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้จักเสี่ยวเม่ยเม่ย และรู้ว่านางคือคนของเขา..