ตอนที่ 853
บทที่ 1283 : ความฉลาดของหลิงหยุน!
October 22, 2026
หลิงหยุนปากหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง.. ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาวยุทธหรือหญิงสาวทันสมัย และไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ขอเพียงแค่เป็นหญิงเท่านั้น ทุกคนย่อมต้องชื่นชอบกับคำชมทั้งสิ้น แม้กระทั่งศิษย์อารามจิ้งซินก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น.. การที่พวกนางฝึกวิชาไร้ใจเพื่อให้ไม่ใยดีต่อบุรุษแต่หากลองเอามีดจ่อเพื่อกรีดใบหน้าของพวกนางให้เสียโฉมสิ ดูว่าพวกนางจะโกรธมากเพียงใด “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร!” ใบหน้าของเฉิงเม่ยเฟิงแดงก่ำขึ้นมาทันทีและเมื่อได้เห็นสายตาของหลิงหยุนที่จ้องมองมา นางยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในตัวหลิงหยุนมากขึ้น สายตาของหลิงหยุนนั้นบ่งบอกความรู้สึกอย่างเปิดเผยอีกทั้งใบหน้าของเขาก็หล่อเหลาอย่างหาที่ติไม่ได้ แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งดึงดูดความสนใจของเฉิงเม่ยเฟิงได้มากเท่าสายตาของเขา สายตาของหลิงหยุนจ้องมองโลมเลียอย่างเปิดเผยดวงตาทั้งคู่เป็นประกายบ่งบอกถึงความคิดลามกในหัว ทำให้เฉิงเม่ยเฟิงรู้สึกราวกับว่าตนกำลังเปลื้องผ้าล่อนจ้อนต่อหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้ คล้ายกับว่าเขาสามารถมองทะลุเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายได้ หลังจากที่เด็กหนุ่มผู้นี้ตื่นขึ้นมาจากอาการหมดสติไปท่าทีของเขาก็ดูเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดทางที่เดินขึ้นเขา สายตาของเขาคล้ายมีบางอย่างแสดงออกมาอย่างชัดเจน.. คนที่เป็นโรคความจำเสื่อมอาจจะจำไม่ได้ว่าตนเป็นใครมาจากไหนส่วนความสามารถอื่นๆก็น่าจะเป็นไปตามความเคยชินหรือสัญชาติญาณ แต่แววตาไม่ควรจะแหลมคมเป็นประกายเจิดจ้าเช่นนี้ เฉิงเม่ยเฟิงจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย“นี่ความทรงจำของเจ้ากลับมาแล้วรึ! หรือเริ่มจะนึกบางสิ่งบางอย่างออกมาได้บ้างแล้ว?” “เอ่อ..ดูเหมือนข้าจะจำอะไรได้มากขึ้น แต่ยังมีความทรงจำบางส่วนที่หายไป แล้ก็เป็นความทรงจำที่สำคัญยิ่งด้วย คล้ายกับว่ามันเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมต่อกับความทรงจำอื่นๆของข้า ข้ารู้สึกคล้ายๆกับว่าหลงลืมคนผู้หนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป ข้าจึงไม่สามารถจดจำได้ว่าตนเองเป็นใคร” หลิงหยุนแสร้งทำเหมือนเรื่องของเฉิงเม่ยเฟิงเป็นเรื่องของตนจากนั้นจึงยกมือทั้งสองข้างกุมศรีษะไว้พร้อมกับทำสีหน้าเจ็บปวด และร้องตะโกนออกมา “โอ๊ย!ข้าปวดหัว ข้าคิดออกเพียงเท่านี้! ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เจ้าฟังว่ามันเจ็บปวดเช่นใด เพราะเจ้าก็คงไม่เข้าใจความรู้สึกของข้าอยู่ดี” “เอ่อ….” เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่เจ็บปวดของหลิงหยุนเฉิงเม่ยเฟิงก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป และได้แต่คิดอยู่ในใจว่า มีหรือที่นางจะไม่เข้าใจความรู้สึกของหลิงหยุนเวลานี้ นางต่างหากที่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ดีที่สุด!เพราะนางเองก็เคยรู้สึกเช่นนี้เมื่อครึ่งปีก่อน!นางเองก็รู้สึกคล้ายหลงลืมคนผู้หนึ่งที่สำคัญยิ่งในชีวิตไปมีภาพความทรงจำมากมายที่ผุดขึ้นมาให้ห้วงความคิด แต่นางก็ไม่สามารถปะติดปะต่อมันได้สำเร็จ เศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านี้จึงค่อยๆเลือนลางไปตามกาลเวลา และเวลานี้นางก็เกือบจะหลงลืมจนหมดสิ้นแล้ว…โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสองเดือนก่อนหน้าที่นางเร่งฝึกฝนวิชาไร้ใจราวกับบ้าคลั่งจนเป็นเหตุให้เกือบต้องเสียชีวิต แต่หลังจากนั้นนางเองก็ลืมสิ้นทุกสิ่ง แม้กระทั่งชื่อนั้น..เฉิงเม่ยเฟิงแทบลืมไปแล้วว่าเมื่อครั้งที่ตนถูกนำตัวกลับมายังอารามจิ้งซินนั้น ศิษย์ผู้พี่ยังเคยเอ่ยถามตนว่า “เจ้ายังคงรอหลิงหยุนอยู่งั้นรึ”หลิงหยุน!และเมื่อชื่อนี้ผุดขึ้นมาในจิตใจของนางอีกครั้งเฉิงเม่ยเฟิงก็ถึงกลับปวดศรีษะขึ้นมาอย่างรุนแรง นางรู้สึกราวกับว่าภายในศรีษะของตนมีเข็มนับร้อยเล่มกำลังทิ่มแทงอยู่ และพลังปราณที่หมุนเวียนอยู่ในร่างก็เริ่มปั่นป่วนหลิงหยุนจ้องมองเฉิงเม่ยเฟิงที่มีอาการเจ็บปวดขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนั้นแววตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที ในใจได้แต่คิดว่า หากโอสถไร้ใจของอารามจิ้งซินรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่อาจปล่อยให้มันได้อยู่ต่อเช่นกัน!หากเป็นการใช้พลังปราณที่แก่กล้าลบล้างความทรงจำบางส่วนของผู้คนโดยไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่เจ็บปวดเช่นนี้ เหมือนอย่างที่หลิงหยุนเคยทำมาก่อนนั้น เขาคงจะไม่รู้สึกเดือดดาลถึงเพียงนี้แน่! แม้โอสถไร้ใจจะสามารถทำให้ผู้กลืนโอสถนี้หลงลืมคนบางคนได้ก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถกำจัดความทรงจำนั้นได้จนหมดสิ้น และหากคนผู้ที่กลืนโอสถคิดถึงบุคคลที่ต้องการให้ลืมขึ้นมา ก็จะถูกตอบโต้กลับด้วยพลังที่รุนแรงจนเจ็บปวดรวดร้าว เช่นนี้แล้วจะต่างกับพรรคมารอย่างไรกันยิ่งเฉิงเม่ยเฟิงเจ็บปวดรวดร้าวมากเท่าใดหลิงหยุนก็ยิ่งโกรธแค้นอารามจิ้งซินมากยิ่งขึ้น และเวลานี้ความโกรธในใจของเขาก็เพิ่มทวีมากขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า โดยเฉพาะอย่างแม่ชีมี่ยู่!หลิงหยุนกำหมัดแน่นพร้อมกับเอ่ยออกไปว่า“ข้าไปเดินเล่นดีกว่า..”หลังจากนั้นหลิงหยุนก็หันหลังเดินออกไปทันทีไม่นานนักเขาก็เดินไปในที่ลับตาคนซึ่งห่างออกไปราวสองสามเมตร และแสร้งทำเป็นก้มลงหยิบบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาจากกอหญ้า มันคือก้อนหินสีเทาขนาดเท่าฝ่ามือมันไม่ใช่ก้อนหินธรรมดาแต่คือศิลากลั่นวิญญาณที่พ่อของหลินเมิ่งหานนำมามอบให้หับเขา!มือของหลิงหยุนนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วต่อให้มียอดฝีมือขั้นพลังเหนือธรรมชาติอยู่แถวนี้ เขาก็มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดเห็นเขาเรียกหินก้อนนี้ออกมาจากแหวนจักรวาล ทุกคนต้องคิดว่าเขาเก็บมันมาจากพื้นอย่างแน่นอน..จากนั้นหลิงหยุนจึงแสร้งทำเป็นถือศิลากลั่นวิญญาณวิ่งเข้าไปหาเฉิงเม่ยเฟิงด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นดีใจ“พี่สาวคนสวยนี่เป็นหินที่งดงามนัก ข้ามอบให้เจ้าเป็นของขวัญ!”หลังจากที่หลิงหยุนเดินจากไปเฉิงเม่ยเฟิงจึงได้พยายามทำเหมือนเมื่อหกเดือนก่อนคือ บีบบังคับตนเองให้หยุดนึกถึงชื่อ ‘หลิงหยุน’ และค่อยๆใช้วิชาไร้ใจเดินลมปราณภายในร่างกายให้สงบ และในที่สุดจิตใจที่พลุ่งพล่านก็ค่อยๆสงบลงไป แต่ถึงกระนั้นร่างกายของนางก็คล้ายกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง นางต้องอดทนต่อความเจ็บปวดนี้จนกระทั่งเหงื่อไหลท่วมตัว..