ตอนที่ 862
บทที่ 1292 : นังโจรเฒ่า
October 22, 2026
ตี้เสี่ยวอู๋นั้นมีรูปลักษณ์ที่สูงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทันทีที่ร่างสูงใหญ่ราวกับตึกก้าวออกไปยืนอยู่ด้านหน้าเช่นนั้น เพียงแค่เหลือบมองก็สามารถจดจำได้แล้ว และแน่นอนว่าเฉิงเม่ยเฟิงเองก็ย่อมจดจำได้เช่นกันแม้นางจะกลืนโอสถไร้ใจไป แต่ภายในสมองของนางก็ยังมีภาพความทรงจำเกี่ยวกับตี้เสี่ยวอู๋อยู่มากมาย และภายใต้ภาพของตี้เสี่ยวอู๋ก็จะมีส่วนความทรงจำของหลิงหยุนที่ฉีกขาดปะปนอยู่ด้วย แต่ภาพของหลิงหยุนจะมีลักษณะคล้ายกลับวีดีโอที่เสียหาย ทำให้เฉิงเม่ยเฟิงไม่สามารถจดจำเขาได้ แม้โอสถไร้ใจจะมีฤทธิ์ในการทำลายความทรงจำได้รุนแรงแต่ฤทธิ์ของมันก็มุ่งทำลายภาพความทรงจำที่เกี่ยวกับชายอันเป็นที่รักเท่านั้น ไม่สามารถทำลายภาพของชายทุกคนในความทรงจำได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเฉิงเม่ยเฟิงจะสามารถจดจำตี้เสี่ยวอู๋ได้ถึงขั้นว่าเขาเสมือนญาติของนางคนหนึ่ง หรือเป็นไปไม่ได้เลยที่นึกออกว่าตี้เสี่ยวอู๋คือพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของหลิงหยุน แต่ที่นางสามารถรู้ได้นั้นก็เพราะเรื่องราวทั้งหมดที่หลิงหยุนได้เล่าให้นางฟังก่อนหน้านี้นั่นเอง หลิงหยุนเพิ่งจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำที่หายไปให้กับนางฟังอย่างละเอียด และเวลานี้เมื่อเฉิงเม่ยเฟิงคิดถึงหลิงหยุนนางก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานราวกับถูกเข็มนับหมื่นนับพันเล่มทิ่มแทงอีกต่อไปแล้ว เป็นเพราะพลังอมตะสีม่วงที่อยู่ภายในร่างกายของนางนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ฤทธิ์ยาที่น่ากลัวของโอสถไร้ใจจึงไม่มีผลต่อเฉิงเม่ยเฟิงอีกต่อไป เวลานี้เฉิงเม่ยเฟิงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับหลิงหยุนมากมายรู้แม้กระทั่งว่าหลังจากที่นางถูกแม่ชีมี่ยู่นำตัวกลับไป หลิงหยุนยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อตามหานางและพาตัวนางกลับไป เมื่อได้เห็นตี้เสี่ยวอู๋ยืนตระหง่านอยู่กลางลานประมูลเช่นนี้เฉิงเม่ยเฟิงจึงสามารถจดจำได้ในทันที และเริ่มประหลาดใจเมื่อภาพของหลิงหยุนไม่ได้เลือนลางเหมือนดังก่อน แต่ค่อยๆกลับมาแจ่มชัดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นภาพที่ชัดเจนอีกครั้ง เฉิงเม่ยเฟิงจดจำตี้เสี่ยวอู๋ได้อย่างชัดเจนภาพในคืนที่ตี้เสี่ยวอู๋กับหลิงหยุนไปช่วยตนที่คฤหาสน์ตระกูลเฉิงนั้นได้ผุดขึ้นมาภายในใจ ทำให้นางซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางต้องระเห็ดไปอยู่ที่อารามจิ้งซินเพียงลำพังนานกว่าครึ่งปียามนี้ได้พบเจอตี้เสี่ยวอู๋ซึ่งเปรียบเสมือนญาติคนหนึ่ง มีหรือที่น้ำตาแห่งความปิติยินดีจะไม่ไหลหลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตี้เสี่ยวอู๋กล้าปรากฏตัวในยุทธภพเช่นนี้ย่อมหมายความว่าเขาต้องเป็นผู้ที่มีวรยุทธไม่ด้อยนัก เฉิงเม่ยเฟิงที่ยืนอยู่ยังสังเกตเห็นลักษณะท่าทางที่สง่างามของตี้เสี่ยวอู๋ที่ และรู้ได้ทันทีว่าเขาปราศจากความหวาดกลัวใดๆทั้งสิ้น! ในยามนี้นางไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนเช่นเคยอีกแล้ว! ตี้เสี่ยวอู๋เองที่ยืนอยู่กลางลานประมูลหลังจากที่เอ่ยปากเรียกเฉิงเม่ยเฟิงว่าพี่สาวออกไปนั้น ตัวเขาเองก็ตื่นเต้นยินดีจนน้ำตาลูกผู้ชายต้องไหลหลั่งเช่นกัน “พี่เม่ยเฟิงนานมากเหลือเกินที่พวกเราไม่ได้กลับมาพบกันเช่นนี้ ท่านยังจำน้องชายเช่นข้าได้หรือไม่” เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของตี้เสี่ยวอู๋เฉิงเม่ยเฟิงถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ภายในใจกลับร่ำร้องว่า ‘ข้าย่อมจำได้!และข้าขอประกาศตัดขาดกับอารามจิ้งซินนับแต่นี้เป็นต้นไป!’ คิดได้เช่นนั้นเฉิงเม่ยเฟิงก็ก้าวเท้าเดินออกจากกลุ่มของเหล่าแม่ชีจากอารามจิ้งซินทันที “หลี่เฉินเจ้ากล้ารึ”ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องห้ามดังขึ้นราวกับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมานั้นผู้คนโดยรอบต่างพากันส่งเสียงอื้ออึงไปทั่วทั้งบริเวณและเสียงนั้นก็หาใช่ใครไม่แต่เป็นเสียงของแม่ชีมี่ยู่นั่นเอง นางคิดไม่ถึงว่างานประมูลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่กลับมีเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้เกิดขึ้น!ความจริงแล้วแม่ชีมี่ยู่เองก็ไม่ได้รู้จักตี้เสี่ยวอู๋มาก่อนเช่นกันแต่เมื่อได้ยินตี้เสี่ยวอู๋เรียกเฉิงเม่ยเฟิงว่า ‘พี่เม่ยเฟิง’ เท่านั้น นางก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจทันทีเมื่อครั้งที่แม่ชีมี่ยู่บีบบังคับให้เฉิงเม่ยเฟิงกลืนโอสถไร้ใจนั้นเป็นช่วงเวลาที่หลิงหยุนหายตัวไป และตระกูลซันก็บุกไปที่จิงฉูเพื่อจัดการถอนรากถอนโคนคนของหลิงหยุนทั้งหมด จึงไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเฉิงเม่ยเฟิงได้เพื่อต้องการนำตัวเฉิงเม่ยเฟิงกลับไปอารามจิ้งซินด้วยแม่ชีมี่ยู่จึงได้อาศัยโอกาสนั้นทั้งข่มขู่ และหลอกลวงให้นางกลืนโอสถไร้ใจ แม้กระทั่งชื่อโอสถแม่ชีมี่ยู่ยังไม่กล้าบอกให้นางรู้หลังจากที่กลืนโอสถไร้ใจเข้าไปและเฉิงเม่ยเฟิงก็ได้หลงลืมหลิงหยุนจนสิ้นแล้วแม่ชีมี่ยู่ได้นำตัวนางกลับไปที่อารามจิ้งซินทันทีและทันทีที่ตี้เสี่ยวอู๋ประกาศเรียกเฉิงเม่ยเฟิงออกมาเช่นนั้นแม่ชีมี่ยู่ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เพราะหากนางบีบบังคับให้เฉิงเม่ยเฟิงกลืนโอสถไร้ใจอีกครั้ง หรือบบีบบังคับนำตัวนางกลับไปที่อารามจิ้งซิน ชื่อเสียงของอารามจิ้งซินคงต้องถูกผู้คนหัวเราะเยาะ และตัวแม่ชีมี่ยู่เองก็คงต้องตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าวชาวยุทธกว่าหกร้อยคนในเวลานี้ ทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก!แต่หากกลับไปอารามจิ้งซินนางคงต้องถูกสอบสวน และเมื่อความจริงเปิดเผย นางเองก็คงไม่รอดเช่นกัน!ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางจะต้องหยุดเฉิงเม่ยเฟิงไว้ให้ได้ ไม่อาจปล่อยให้นางเดินจากไปเช่นนี้เฉิงเม่ยเฟิงหยุดนิ่งพร้อมกับหันไปมองแม่ชีมี่ยู่ด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นจึงยิ้มออกมาและพูดขึ้นว่า“อารามจิ้งซินมีกฏห้ามข้าพูดคุยกับสหายหรือคนในครอบครัวด้วยงั้นรึ”ครั้งนี้เฉิงเม่ยเฟิงไม่แม้แต่จะเรียกแม่ชีมี่ยู่ว่าอาจารย์เหมือนเช่นเคยนางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่กลับไปอารามจิ้งซินอีกเด็ดขาดและเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของเฉิงเม่ยเฟิงแม่ชีมี่ยู่ก็ถึงกับตกตะลึงและนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นางเองก็ไม่อาจโต้เถียงกลับไปได้เพราะเมื่อครั้งที่อยู่อารามจิ้งซินนั้นเฉิงเม่ยเฟิงเคยขอกลับไปบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนคนในครอบครัวและเพื่อนๆหลายต่อหลายครั้ง แต่แม่ชีมี่ยู่กลับหาเหตุผลมาปฏิเสธนางโดยตลอด ตอนนี้นางได้พบกับสหายโดยบังเอิญ หากแม่ชีมี่ยู่ยังห้ามนางมิให้พูดคุยกับสหายเก่าเช่นนี้ ตัวนางเองก็จะกลายเป็นคนไร้ซึ่งเหตุผลขึ้นมาทันที!เหล่าแม่ชีในอารามจิ้งซินต่างพากันยืนตัวแข็งเมื่อเห็นเฉิงเม่ยเฟิงก้าวเดินออกไปโดยไม่เกรงกลัวเช่นนั้นเฉิงเม่ยเฟิงไม่สนใจความเป็นความตายอีกต่อไปนางได้อดทนอดกลั้นมานานเพียงพอแล้ว และเวลานี้นางก็ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป“เอ่อ….”