ตอนที่ 870
บทที่ 1300 : พบหน้า
October 22, 2026
เหล่าชาวยุทธที่อยู่โดยรอบนี้หาใช่โง่นักแม้พวกเขาจะไม่เชื่อคำพูดของตี้เสี่ยวอู๋ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดหรือปฏิเสธ เพราะหวังชงเซียวยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น และที่สำคัญไม่มีผู้ใดรู้ว่าโอสถวัยเยาว์นั้นแท้จริงมีส่วนผสมอะไรบ้าง! ในเมื่อไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงวัตถุดิบและขั้นตอนการหลอมโอสถชนิดนี้ตี้เสี่ยวอู๋จะพูดสิ่งใดก็ย่อมได้ –เสี่ยวอู๋ภารกิจของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ไปนำตัวนังโจรเฒ่านั่นไป แล้วเจ้ากับหวังชงเซียวออกไปจากที่นี่ได้แล้ว!- เวลานี้ก็ห้าทุ่มตรงพอดีตี้เสี่ยวอู๋ขายโอสถทั้งสองเม็ดได้แล้ว และยังประมูลสมบัติล้ำค่ามาได้อีกถึงสามชิ้น ท่ามกลางสายตาของผู้คนตี้เสี่ยวอู๋เดินตรงเข้าไปหาเหล่าแม่ชีของอารามจิ้งซิน “เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก” แม่ชีมี่หลินที่เพิ่งจะผ่านฝันร้ายมานางรู้สึกว่าหากโลกนี้มีนรกจริงๆ สิ่งที่นางเพิ่งประสบพบเจอมานั้นก็คงไม่ต่างจากนรกดีๆนี่เอง เวลานี้นางจึงหวาดระแวงไปหมด ตี้เสี่ยวอู๋ร้องบอกแม่ชีมี่หลินด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นไม่ใช่รึ มีลูกหนี้ย่อมต้องมีเจ้าหนี้ พี่เม่ยเฟิงของข้าเพิ่งจะพูดว่าต้งการฆ่านังโจรเฒ่ามี่ยู่ แล้วเจ้าคิดว่าข้ากำลังจะทำสิ่งใดได้เล่า?” จากนั้นตี้เสี่ยวอู๋ก็เดินตรงเข้าไปหาแม่ชีมี่ยู่และเตะเข้าที่ซี่โครงของนางอย่างไร้ปราณี “นังโจรเฒ่า ไม่ต้องแสร้งทำเป็นตาย ต่อให้เทพองค์ใดลงมาโปรด ก็ไม่มีทางช่วยชีวิตของเจ้าได้แน่!” เมื่อครั้งแรกนั้นแม่ชีมี่ยู่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากจริงๆแต่หลังจากผ่านไปสองชั่วโมงกว่าที่ฟื้นคืนสติมานั้น นางก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้ดี และรู้ว่าตนเองคงไม่อาจหนีรอดไปได้แน่ จึงรู้สึกหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ผู้ที่มีความโลภและความเห็นแก่ตัวอยู่ในใจมากเพียงใดพวกเขาก็จะยิ่งมีความหวาดกลัวในจิตใจมากเท่านั้น สองสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน “ศิษย์พี่สองศิษย์พี่สาม น้องเจ็ด.. เห็นแก่พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ได้โปรดช่วยข้าด้วย!” เวลานี้แม่ชีมี่ยู่หลงลืมอาการบาดเจ็บไปเสียสนิทและรีบคลานไปกอดขาแม่ชีมี่หลินเขย่าพร้อมกับร้องขอให้ทุกคนช่วยเหลือตน แม่ชีมี่หลินปรายตามองไปที่ร่างของแม่ชีมี่ยู่ด้วยแววตาเฉยชาพร้อมกับพูดขึ้นว่า“มี่ยู่.. รู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงตั้งชื่อนี้ให้กับเจ้า” “นั่นเพราะอาจารย์เห็นว่าเจ้าเป็นผู้ที่มีความโลภและเห็นแก่ตัวอย่างมากอยู่ในจิตใจตัณหาภายในจิตใจของมนุษย์นั้นยากนักที่จะควบคุมได้ เพราะเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงตั้งชื่อมี่ยู่ให้กับเจ้า เพื่อให้เจ้าระลึกอยู่เสมอว่าควรหมั่นเพียรทำลายตัณหาภายในใจของตน จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์จะช่วยปกป้องคุ้มครองชีวิตของเจ้า” “แต่เจ้ากลับไม่ใส่ใจและต้องการที่จะลงเขาไป มิหนำซ้ำยังทำผิดกฏของสำนักด้วยการบีบบังคับให้ผู้อื่นกลืนโอสถไร้ใจ หลังจากกลับมา เจ้ายังปกปิดความจริงเรื่องนี้ไว้ จนในที่สุดก็นำมาซึ่ง.. หายนะของอารามจิ้งซิน!” “เวลานี้ผู้คนที่เจ้าทำร้ายกลับมาชำระแค้นถึงที่อย่าว่าแต่เวลานี้เจ้าไม่ใช่ศิษย์อารามจิ้งซินแล้ว ต่อให้เวลานี้เจ้ายังเป็นศิษย์ของอารามจิ้งซิน เจ้าคิดว่ายังมีผู้ใดที่จะช่วยเจ้าให้พ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ได้เล่า”การที่แม่ชีมี่หลินกล่าวกับมี่ยู่ไปเช่นนั้นหาใช่นางขุ่นเคืองใจที่มี่ยู่นำพาหายนะมาสู่อารามจิ้งซินเพียงอย่างเดียว แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือความพ่ายแพ้ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้นางรู้สึกท้อแท้ใจมากในเวลานี้!หากเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากไม่ว่าจะพูดหรือทำสิ่งใดไปก็ไม่มีประโยชน์ หากไม่สามารถต้านทานและรับมือได้“ศิษย์พี่สอง..ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว ได้โปรด.. ได้โปรดช่วยข้าด้วย..”หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของแม่ชีมี่หลินแม่ชีมี่ยู่ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป และเริ่มโขกศรีษะลงกับพื้นร่ำไห้วิงวอนขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือตน“มี่ยู่นังโจรเฒ่าคราวนี้ถึงกับร่ำไห้โขกศรีษะอ้อนวอนขอให้ผู้อื่นช่วยเลยรึ เมื่อครั้งที่เจ้าบีบบังคับพี่เม่ยเฟิงให้กลืนโอสถไร้ใจนั่น เจ้าคงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้สินะ?”ตี้เสี่ยวอู๋เห็นท่าทีของแม่ชีมี่ยู่แล้วก็ได้แต่นึกโมโหเขาเงยหน้าขึ้นฟ้าพร้อมกับร้องตะโกนก้อง ก่อนจะโน้มตัวลงลากตัวแม่ชีมี่ยู่กลับออกไปแม่ชีมี่ยู่ดิ้นรนกรีดร้องของความช่วยเหลือแต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยนางเลยแม้แต่คนเดียว และไม่มีผู้ใดกล้าพูดสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียวด้วย ตี้เสี่ยวอู๋ลากร่างของแม่ชีมี่ยู่ราวกับลากร่างของสุนัขตายตัวหนึ่งออกไป เมื่อเดินไปถึงหน้าหวังชงเซียว ทั้งคู่ก็เดินฝ่าฝูงชนออกไปทันที!ในที่สุดแม่ชีมี่ยู่ก็ได้ลิ้นรสความเจ็บปวดที่เคยทำไว้กับเฉยเม่ยเฟิง!‘ไม่เสียแรงที่เจ้าติดตามข้ามานานเสี่ยวอู๋คืนนี้เจ้าทำได้เยี่ยมมาก!’หลังจากที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาอย่างยาวนานหลิงหยุนได้แต่นึกชื่นชมตี้เสี่ยวอู๋อยู่ในใจเย่ซิงเฉินหันไปยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับถามขึ้นว่า“เจ้าคิดจะจัดการกับนังโจรเฒ่ามี่ยู่นั่นเช่นใด”“เรื่องนี้ข้าจะปล่อยให้เม่ยเฟิงเป็นผู้จัดการเอง!”หลิงหยุนตอบกลับไปทันทีแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเฉิงเมิ่ยเฟิงจะจัดการกับอีกฝ่ายเช่นใดหลังจากที่ตี้เสี่ยอู๋และหวังชงเซียวจากไปแล้วฝ่ายของหลิงหยุนก็จะเหลืออยู่เพียงแค่สี่คนเท่านั้นในเวลานี้ คือตัวหลิงหยุนเอง แล้วก็เย่ซิงเฉิน จินเหยียว และโม่วู๋เตา อีกยี่สิบนาทีต่อมาการประมูลก็มาถึงช่วงสุดท้ายพอดี หลิงหยุนคิดว่าคงไม่มีสินค้าที่เขาต้องการอีกแล้ว จึงได้สั่งให้ทั้งหมดแยกย้ายกันออกจากลานประมูลไปอย่างเงียบๆสำหรับหญ้าใจสลายนั้นมันเป็นเพียงแค่สมุนไพรพิษชนิดหนึ่งเท่านั้น หลิงหยุนไม่ได้สนใจอยากได้อะไรนัก จึงคร้านที่จะแก่งแย่งกับอารามจิ้งซินอีก“หลิงหยุนข้ารู้สึกว่าในคืนพรุ่งนี้ข้าอาจจะสามารถเข้าสู่ด่านที่สามของดาราคุ้มกายได้ทุกเมื่อ..”ระหว่างทางที่เดินออกห่างจากลานประมูลไปได้ราวสองกิโลเมตรนั้นจู่ๆเย่ซิงเฉินก็หยุดเดินและพูดขึ้นมา