ตอนที่ 959
บทที่ 1389 : ธุรกิจในจิงฉู
October 22, 2026
บทที่ 1389 : ธุรกิจในจิงฉู ระยะเวลาสามเดือน… เป็นระยะเวลาที่หลิงหยุนจะต้องเร่งฝึกฝนเพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะสามารถไปช่วยหยินชิงเฉวียนแม่ผู้ให้กำเนิดกลับมาให้ได้ ถึงแม้ที่ผ่านมาเย่ซิงเฉินและจินเหยียวจะไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับพรรคมารให้หลิงหยุนฟังมากนัก แต่จากบริบทที่คุยกันนั้น ทำให้หลิงหยุนสามารถเข้าความแข็งแกร่งของพรรรคมารได้เป็นอย่างดี.. หลิงหยุนรู้ว่ารากฐานของพรรคมารนั้นหยั่งรากลึกมานาน และยากที่จะประเมินความแข็งแกร่งได้ เขาถูกเย่ซิงเฉินและจินเหยียวโน้มน้าวให้เชื่อว่าผู้เฒ่าพรรคมารนั้นควรจะต้องอยู่ในระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) หรือแม้กระทั่งสูงกว่า และมีอยู่จำนวนไม่น้อยด้วยเช่นกัน และเรื่องนี้ก็พอมีเครื่องยืนยันว่ามีความเป็นไปได้ที่สูงมากอย่างเช่นในงานชุมนุมชาวยุทธที่ผ่านมานั้น ชาวยุทธหลายคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ อีกทั้งร่วมมือกันกำจัดพรรคมารมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นวัดเส้าหลิน สำนักกระบี่คุนหลุน สำนักเขาหลงหู่ และอีกมากมายหลายสำนัก ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาสำนักที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแล้วแต่มีทั้งโอสถ ยันต์ และไพ่ในมือต่างๆ อีกมากมาย แต่ถึงกระนั้น..ผ่านมาหลายปี ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าที่จะบุกเข้าไปในพรรคมาร และจัดการกับผู้ยิ่งใหญ่ในพรรคมารตัวจริงเสียที! นั่นเพราะความจริงแล้วต่อให้ยอดฝีมือจากสำนักหลักฝ่ายธรรมะรวมตัวกัน ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับพรรคมารนั่นเอง! การที่พรรคมารสามารถยืนหยัดเป็นปฏิปักษ์กับเหล่าชาวยุทธมากมายมาตั้งแต่โบราณกาลนั้นก็เป็นเครื่องยืนยันถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของพรรคมารได้เป็นอย่างดีแล้ว.. แม้ว่าปรมาจารย์หยินจิ่วโย่วผู้ก่อตั้งพรรคมารจะหายไปพร้อมกับกระบี่โลหิตเทวะซึ่งเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของพรรคมาร และนั่นนับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่พรรคมารกลับยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาได้ถึงทุกวันนี้ ย่อมบ่งบอกถึงรากฐานของพรรคมารได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้บ่มเพาะตนนั้นหากสามารถเข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่ได้ หากไม่ถูกศัตรูสังหารตายเสียก่อน ก็จะมีอายุขัยนานถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีเลยทีเดียว และหากผู้บ่มเพาะตนสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ได้แน่นอนว่าย่อมสามารถมีชีวิตยืนยาวได้นานถึงสองร้อยปี และจะแข็งแรงไม่ต่างจากคนอายุหกสิบปีเลย ด้วยอายุที่ยืนยาวนี้ทำให้สามารถอยู่เป็นเสาหลักของสำนัก หรือว่าตระกูลได้อีกอย่างน้อยห้าถึงหกรุ่นเลยทีเดียว! และยิ่งคนรุ่นต่อๆไปมีพรสวรรค์และแข็งแกร่งมาก ก็จะยิ่งทำให้สำนัก หรือตระกูลนั้นๆแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก อย่างเช่นตระกูลหลงและพรรคมารเป็นต้น! หลิงหยุนได้แต่นึกอิจฉาอยู่ในใจ.. หลิงหยุนเชื่อมั่นว่าภายในเวลาสามเดือนนี้เขาจะต้องสามารถเข้าสู่ขั้นชีเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-7) ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของขั้นพลังชี่ได้อย่างแน่นอน และการที่แม่ของเขาหยินชิงเฉวียนสั่งว่าหากเขายังไม่เข้าสู่ขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ห้ามไม่ให้เข้าไปช่วยนางโดยเด็ดขาด นั่นเป็นเพราะนางรู้จักพรรคมารดีว่าแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่หากหลิงหยุนสามารถเข้าสู่ขั้นลิ่วเฉิงชี่ได้ บวกกับความแข็งแกร่งของนาง ทั้งคู่จึงจะสามารถต่อกรกับพรรคมารได้ ด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงต้องรอให้ตนเองฝึกฝนจนสามารถเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ได้เสียก่อน เขาจึงจะสามารถไปช่วยหยินชิงเฉวียนออกมาได้ส่วนเย่ซิงเฉินนั้นก็ค่อยๆทำการยึดองค์กรนักฆ่าสาขาต่างๆเข้ามาอยู่ในมือของตน เพื่อเป็นการซ่องสุมกำลัง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายตน เห็นได้ชัดว่านางกำลังเตรียมการสำหรับการรบครั้งใหญ่ในวันข้างหน้าสิ่งเหล่านี้เย่ซิงเฉินค่อยๆแอบทำอย่างเงียบๆ เพียงแต่นางไม่ปริปากบอกผู้ใดเท่านั้น..และแทบไม่ต้องสงสัย..ทั้งหมดที่เยซิงเฉินทำลงไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นหยินชิงเฉวียนสั่งการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น และทั้งหมดที่นางทำนั้นก็เพื่อกำจัดขวากหนามให้กับหลิงหยุน อีกทั้งยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งให้กับเขาด้วย“สามเดือนงั้นรึ”เฉิงเม่ยเฟิงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เหตุใดจึงรวดเร็วเช่นนี้ พี่เม่ยเม่ยบอกข้าว่าแม่นางซิงเฉินต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีเลยทีเดียว..”หลิงหยุนจึงได้อธิบายให้ฟังว่า“นั่นเป็นแผนเดิม นางวางแผนตามความรวดเร็วในการฝึกฝนของข้า แต่สามีของเจ้ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ จึงก้าวหน้าได้เร็วกว่าที่นางคาดคิดยังไงเล่า..”“เอาล่ะ..เล่าเรื่องพ่อแม่ของเจ้า กับเรื่องของศิษย์อารามจิ้งซินให้ข้าฟังได้แล้ว!”หลิงหยุนเคยรับปากศิษย์อารามจิ้งซินไว้ว่าหลังจากทำลายวรยุทธของพวกนางแล้ว เขาจะเป็นผู้ดูแลความปลอดภัย และจัดการเรื่องการใช้ชีวิตหลังจานั้นให้ แต่เฉิงเม่ยเฟิงกลับตอบมาว่า“หลิงหยุนเวลานี้เจ้าเองก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องทำมากมาย เจ้าไปจัดการเรื่องสำคัญของเจ้าดีกว่า ส่วนเรื่องเล็กๆเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง เจ้าอย่าได้กังวลใจไป พวกเราไปกินข้าวกันก่อนจะดีกว่า!”“ได้ๆข้าจะเชื่อฟังเจ้า!” หลิงหยุนตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มระหว่างที่รับประทานอาหารเฉิงเม่ยเฟิงก็ได้เล่าเรื่องที่นางกลับไปพบพ่อแม่ให้หลิงหยุนฟัง… …..“พ่อคะแม่คะนับจากนี้ไปข้าคือผู้หญิงของหลิงหยุนคนเดียวเท่านั้น!”แน่นอนว่าครั้งนี้เฉิงเทียนไม่คัดค้านและปล่อยให้เฉิงเม่ยเฟิงเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง จากนั้นเฉิงเทียนก็ได้โทรเรียกเฉิงเมี่ยนลูกสาวคนเล็กให้กลับมาที่บ้าน และในที่สุดทุกคนในครอบครัวก็ได้กลับมาพบหน้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเนื่องจากเฉิงเทียนแก่มากแล้วและนับตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้นเขาก็ต้องการวางมือในเรื่องธุรกิจ จึงได้ตัดสินใจให้เฉิงเม่ยเฟิงดูแลกิจการแทน ในขณะที่เฉิงเมี่ยนยังต้องเรียกมหาวิทยาลัยอีกห้าปี“ได้..ข้าจะดูแลกิจการของพ่อให้ แต่ทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของข้า ข้าจะยกให้หลิงหยุนเพื่อไปใช้ในกิจการของกลุ่มบริษัท หลิงหยุน คอร์ปอเรชั่น..”ทั้งเฉิงเทียนกับจ้าวฝัวหมี่ไม่ขัดข้องแต่อย่างใดมิหนำซ้ำยังหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข..ในขณะที่เฉิงเมี่ยนกลับมีหน้าท่าทางสับสนคล้ายอยากจะพูดอะไรออกมาอยู่หลายครั้ง แต่แล้วก็ตัดสินใจเงียบไป“เมี่ยน..วันข้างหน้าหลิงหยุนจะมาเป็นพี่เขยของเจ้า จำไว้ว่าเขาเป็นได้เพียงแค่พี่เขยของเจ้าเท่านั้น!” เฉิงเม่ยเฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เข้ม และดุดัน