ตอนที่ 963
บทที่ 1393 : เป็นไปไม่ได้
October 22, 2026
บทที่ 1393 : เป็นไปไม่ได้ “ไม่!เป็นไปไม่ได้!” หลิงหยุนได้ฟังข้อความเสียงของหนิงหลิงยู่ที่ฉินตงเฉวี่ยเปิดให้ฟังแล้วก็ถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เขาไม่เชื่อว่านี่จะเป็นคำพูดของหนิงหลิงยู่ เพราะในคืนนั้นเขาอยู่ท่ามกลางสนามต่อสู้ ซึ่งเหล่าศัตรูมากมายก็ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือระดับสูง ไม่มีทางที่หนิงหลิงยู่จะตอบกลับมาเช่นนั้นเป็นแน่ และไม่มีทางที่นางจะพูดกับฉินตงเฉวี่ยด้วยน้ำเสียงเช่นนี้! หลิงหยุนคว้าโทรศัพท์มือถือมาจากฉินตงเฉวี่ยเขากดฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งที่ได้ฟัง สีหน้าของเขาก็จะเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง และเคร่งเครียดอย่างบอกไม่ถูก! “เรื่องสำคัญเช่นนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้าตั้งแต่เนิ่นๆ” น้ำเสียงของหลิงหยุนเจือไว้ด้วยความไม่พอใจและปนตำหนิติเตียนเล็กน้อย.. ฉินตงเฉวี่ยไม่เคยเห็นกิริยาเช่นนี้ของหลิงหยุนมาก่อนนางได้นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิดในใจ “ในเวลานั้น..พวกเราทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นกังวลกับการต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า ไหนเลยข้าจะมีจิตใจมาสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กๆน้อยๆนี้ได้ แล้วหลังจากนั้นข้าก็เก็บโทรศัพท์มือถือไว้แต่ในแหวนพื้นที่..” เวลานี้ฉินตงเฉวี่ยทั้งกระวนกระวายใจและน้อยใจนางเล่าต่อด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ “จนกระทั่งในคืนหลังจากที่เจ้าช่วยฟื้นฟูวรยุทธให้กับข้า ข้าจึงได้นำโทรศัพท์มือถือออกมา..” หลิงหยุนเห็นสีหน้าของฉินตงเฉวี่ยจึงได้รู้สึกตัวว่าตนเองนั้นพูดแรงเกินไป จึงรีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมากขึ้น “เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลยข้ากระวนกระวายใจมากไป เอาล่ะ.. เจ้าค่อยๆเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังช้าๆ ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ฉินตงเฉวี่ยพยักหน้าและเล่าต่อทันที“หลังจากนั้น ข้าก็เปิดโทรศัพท์มือถือ และมั่นใจว่าจะต้องพบข้อความจากหนิงหลิงยู่เป็นแน่ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีข้อความจากนางแม้แต่ข้อความเดียว ข้าจึงรีบโทรหานางทันที..” “ช้าก่อน..เจ้าโทรหานางตอนกี่โมง” ฉินตงเฉวี่ยทำท่าครุ่นคิดแล้วตอบกลับไปทันที “คืนก่อนราวเทียงคืนพอดี!” หลิงหยุนถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจและได้แต่คิดว่าฉินตงเฉวี่ยคงจะกังวลใจมากเกินไป เวลาเที่ยงคืน.. หากหนิงหลิงยู่ไม่นอนหลับ นางก็อาจกำลังฝึกฝนวิชาอยู่ และน่าจะเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในแหวนพื้นที่ก็เป็นได้ เขาจึงชิงพูดแทรกขึ้นมาว่า“นางคงไม่รับสายเจ้าสินะ..!” ฉินตงเฉวี่ยพยักหน้าแต่ก็ค้านว่า“แต่ไม่ใช่นางไม่รับสาย มันคล้ายกับว่านางอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ต่างหาก..” “แต่ข้าก็คิดว่านางคงจะเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในแหวนพื้นที่จึงไม่ทันได้คิดอะไรมาก และคืนนั้นข้าก็ไม่ได้ติดต่อนางกลับไปอีก..” “แต่จุดสำคัญคือเมื่อวานนี้ข้าเกรงว่าหลิงยู่จะไม่สามารถติดต่อข้าได้ ข้าจึงนำโทรศัพท์มือถือออกมาไว้ข้างนอก และเปิดไว้ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีสายจากนางเข้ามาแม้แต่สายเดียว และไม่มีข้อความจากนางแม้แต่ข้อความเดียวด้วย..” “อืมม..” หลิงหยุนพยักหน้าและเริ่มเห็นด้วย ในเมื่อฉินตงเฉวี่ยเปิดโทรศัพท์ไว้ทั้งวัน ด้วยนิสัยของหนิงหลิงยู่นั้น หากไม่สามารถโทรติดต่อเขาหรือว่าฉินตงเฉวี่ยได้ นางก็มักจะส่งข้อความมาทิ้งไว้เสมอ แต่นี่กลับไม่มีทั้งข้อความ และการโทรเข้ามา..“ช่วงอาหารเย็นในวันเดียวกันข้าจึงโทรกลับไปหานางอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นเช่นเคยนางยังคงอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ..”“และตั้งแต่นั้นข้าจึงเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ และนึกถึงข้อความเสียงที่นางส่งกลับมาในคืนนั้น..”“ข้าจึงกลับไปเปิดฟังอีกครั้ง..และครั้งนี้ข้าเองก็เริ่มรู้สึกผิดปกติเหมือนเช่นที่เจ้ารู้สึก น้ำเสียงของนางราวกับคนแปลกหน้า หากจะพูดให้ถูกก็คือ.. มันเย็นชายิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก ที่ผ่านมาหลิงยู่ไม่เคยใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับข้าหรือเจ้ามาก่อนเลย!”“ถูกต้อง!หลิงยู่ไม่มีทางพูดกับพวกเราสองคนด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เด็ดขาด!” หลิงหยุนยังคงยืนกราน..ยิ่งคิด..หลิงหยุนก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวาย และร้อนรนใจราวกับถูกไฟแผดเผา หากฉินตงเฉวี่ยเปิดให้เขาฟัง แล้วไม่บอกว่าเป็นข้อความเสียงจากหนิงหลิงยู่ เขาเองแทบจะคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่านี่จะเป็นคำพูดของนาง“หลังจากนั้นข้าจึงไม่รอให้นางโทรกลับมา หรือส่งข้อความกลับมาอีก แต่ข้าเป็นฝ่ายโทรไปหานางหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย..”ฉินตงเฉวี่ยยังคงเล่าต่อ“จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ข้าก็ยังคงไม่สามารถติดต่อนางได้เช่นเคย..”“หลิงหยุน..พรุ่งนี้เป็นวันที่พวกเราจะออกเดินทางจากจิงฉูไปเทียนซานเพื่อช่วยพี่สาวของข้า ภารกิจใหญ่โตเช่นนี้ ไม่เพียงเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของพี่สาวข้าซึ่งเป็นแม่ของนาง แต่ยังเกี่ยวพันถึงตระกูลหนิงกับตระกูลฉิน และสัญญาเมื่อสิบแปดปีก่อนด้วย เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันถึงหลิงยู่ทั้งสิ้น ข้าจึงต้องการที่จะพูดคุยกับนาง ถามไถ่ถึงความเห็นและความรู้สึกของนาง ที่สำคัญ.. ข้าอยากจะมั่นใจว่านางไม่เป็นอะไร”หลิงหยุนได้แต่นั่งฟังอย่างสงบนิ่งมาโดยตลอดแต่ก็ครุ่นคิดตามไปอย่างเงียบๆในการเดินทางไปสำนักกระบี่เทียนซานในครั้งนี้ภารกิจแรกคือช่วยฉินจิวยื่อออกมาก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่จะถล่มสำนักกระบี่เทียนซานเพื่อสะสางสัญญาระหว่างตระกูลหนิงกับตระกูลฉินนั้น ยังต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อน หลิงหยุนหาใช่คนที่มั่นอกมั่นใจในตัวเองจนดวงตามืดบอดด้วยเหตุนี้เขาจึงตั้งใจที่จะพาหนิงหลิงยู่ไปที่สำนักกระบี่เทียนซานด้วย และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยตัดสินใจอีกทีอีกทั้งหนิงหลิงยู่เองก็ย้ำกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหากหลิงหยุนจะเดินทางไปสำนักกระบี่เทียนซานเมื่อใด จะต้องพานางไปด้วย!และหลิงหยุนเองก็ได้บอกแผนการของตนทั้งหมดแก่หนิงหลิงยู่ฟังแล้วเช่นกันนางจึงรู้ดีว่าหลังจากงานชุมนุมชาวยุทธสิ้นสุดลง เขาจะเดินทางไปที่สำนักกระบี่เทียนซาน และนางจะต้องเป็นฝ่ายติดต่อหลิงหยุนมาก่อนหน้านี้แล้ว..แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้นับเป็นเรื่องที่ผิดปกติยิ่งนัก เพราะนี่ไม่ใช่นิสัยของหนิงหลิงยู่เลยแม้แต่น้อย! หรืออย่างน้อยหากนางไม่เป็นฝ่ายติดต่อมา ก็ไม่น่าจะเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในแหวนพื้นที่ตลอดเวลาเช่นนี้ อย่างน้อยนางก็ควรจะตั้งหน้าตั้งตารอการติดต่อจากเขา หรือว่าฉินตงเฉวี่ยเมื่อคิดได้เช่นนี้หลิงหยุนจึงสูดลมหายใจลึก แล้วจึงพูดขึ้นว่า “เรื่องผิดปกติมีสองเรื่องคือ.. หนึ่ง นางไม่ควรจงใจที่จะขาดการติดต่อกับเจ้านานถึงห้าวัน และสอง นางรู้อยู่แล้วว่าหลังจากงานชุมนุมชาวยุทธสิ้นสุดลง พวกเราจะเดินทางไปเทียนซาน นางยิ่งไม่ควรเก็บโทรศัพท์มือถือไว้แต่ในแหวนพื้นที่เช่นนี้!”“แต่ความผิดปกติทั้งสองเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถบ่งชัดได้ว่า นางจงใจขาดการติดต่อกับพวกเรา..”“นั่นเพราะเวลานี้หลิงยู่สามารถฝึกฝนก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งนักนางอาจจะอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาขั้นอยู่ก็เป็นได้ จึงยังไม่สามารถติดต่อผู้ใดได้..”จากนั้นหลิงหยุนก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม“แต่จากน้ำเสียงที่ห่างเหินและเย็นชาของนางนั้น ทำให้ข้ามั่นใจว่า.. ต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับนางเป็นแน่!”หากสามารถช่วยแม่ของเขากลับมาได้แต่กลับไม่รู้ชะตากรรมของหนิงหลิงยู่ หลิงหยุนก็ไม่มีความสุขเช่นกันฉินตงเฉวี่ยตอบกลับด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก“แล้วพวกเราควรทำเช่นใด”