ตอนที่ 974
บทที่ 1404 : สำนักกระบี่เทียนซาน
October 22, 2026
บทที่ 1404 : สำนักกระบี่เทียนซาน จันทราจรัสจรขึ้นเหนือภูเขาเทียนซานท่ามกลางเมฆาสมุทรสุดสายตา.. นี่คือท่อนเปิดของบทกวีที่ชื่อว่า‘กวนซานเยวี่ย 關山月’ ของกวีเอกสมัยราชวงถังนามว่าหลี่ไป๋ บทกวีนี้ตั้งใจแต่งขึ้นเพื่อชื่นชมจันทราที่อยู่เหนือเขาเทียนซาน และเหล่าเมฆาที่ลอยละล่องราวกับท้องสมุทรที่สวยงาม บทกวีนี้ยังคงได้รับการกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้.. เทียนซานเป็นหนึ่งในภูเขาทั้งเจ็ดที่มีชื่อเสียงของโลกเป็นเทือกเขาใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเอเซียกลาง และครอบคลุมถึงสี่ประเทศ และในประเทศจีนนั้นครอบคลุมตั้งแต่ทิศตะวันออกไปจรดทิศตะวันตกด้วยความยาว 2,500 กิโลเมตรโดยประมาณ และมีความกว้างเฉลียที่ 300 กิโลเมตร จุดที่มีพื้นที่กว้างที่สุดก็จะอยู่ราว 800 กิโลเมตร ยอดเขาเจงิชโชกูซูนี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาเทียนซานและมีความสูงราว 7,400 เมตรโดยประมาณ ยอดเขาแห่งนี้มีลักษณะยาวแต่แคบ ทอดตัวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทางกว่าแปดร้อยเมตร แต่กลับมีความกว้างเพียงแค่หนึ่งเมตรเท่านั้น หากมองจากที่สูง จะเห็นยอดเขาแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายกับกระบี่ยาว! นอกจากยอดเขาเจงิชโชกูซูนี้ก็ยังมียอดเขาอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วนภายในเทือกเขาเทียนซานแห่งนี้ และส่วนใหญ่ล้วนปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งตลอดทั้งปี แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ สัตว์ป่า หรือนกกา! นอกเหนือจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แล้วยังมีแม่น้ำลำธารไหลผ่านอีกด้วย.. และทางด้านเหนือของยอดเขาเจงิชโชกูซูนี้มีหุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกลงไปด้านล่าง และมียอดเขาสามยอดล้อมรอบอยู่ และที่แห่งนี้ก็คือที่ตั้งของสำนักกระบี่เทียนซาน! ยอดเขาทั้งสามนี้คนของสำนักกระบี่เทียนซานจะเรียกว่ายอดเขาสวรรค์(เทียนเฟิง) ปฐพี และมวลมนุษย์ ที่นี่มีคนของสำนักกระบี่สวรรค์อยู่ร่วมกันกว่าสามร้อยชีวิต! ในบรรดายอดเขาทั้งสามนั้นยอดเขาเทียนเฟิงนี้นับว่าสูงที่สุดสุด เพราะมีความสูงมากกว่าหนึ่งพันเมตรเลยทีเดียว และบนยอดเขาแห่งนี้ก็มีการสร้างวังที่เรียกว่าใหญ่โตไว้ด้านบนอีกด้วย นอกจากความใหญ่โตแล้ว ภายในยังมีตำหนักเล็กใหญ่อยู่มากมาย หากพินิจพิจารณาให้ดี วังแห่งนี้จะดูคล้ายกับพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งอย่างมาก.. ถึงแม้จะไม่มีกำแพงล้อมรอบดังเช่นพระราชวังทั่วไปแต่ก็มีประตูทางเข้าที่สร้างขึ้นเป็นประตูโค้งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และที่ประตูทางเข้าวังนี้ก็มีตัวอักษรที่เขียนไว้ว่า.. สำนักกระบี่เทียนซาน! ในยามค่ำคืนดึกดื่นเวลานี้ภายในห้องโถงของวังสวรรค์แห่งสำนักกระบี่เทียนซานนี้ มีหญิงสวมเครื่องประดับบนศรีษะคล้ายมงกุฏหงส์ แต่งกายด้วยชุดชาววังโบราณ กำลังนั่งขัดสมาธิพร้อมปิดเปลือกตาลงอย่างสงบนิ่ง คล้ายกับว่ากำลังฝึกฝนวิชาอยู่.. หญิงผู้นี้ดูละม้ายคล้ายกับคนในวัยสามสิบปีรูปร่างสะโอดสะองผอมบาง ใบหน้าขาวนวล ผิวพรรณผ่องใส หญิงผู้นี้นับว่ามีใบหน้างดงามไม่น้อย คิ้วบางนั้นโก่งสูง และริมฝีปากบางก็กำลังเปล่งเสียงหัวเราะแหลมออกมา ฟังแล้วช่างน่าหวาดผวายิ่งนัก! และนางก็คือตี๋เสี่ยวเจินนั่นเอง! เวลานี้ตี๋เสี่ยวเจินในวัยสามสิบเจ็ดปีได้ฝึกบ่มเพาะพลังจนสามารถเข้าสู่ขั้นปาเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-8) ได้แล้ว และอำนาจของนางในเวลานี้ ก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งสำนักกระบี่เทียนซาน! วันนี้..หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ตี๋เสี่ยวเจินกลับรู้สึกเหน็ดเหนื่อยร่างกายเล็กน้อย จึงได้มานั่งเดินลมปราณอยู่ในภายในห้องโถงแห่งนี้ หลังจากเปิดเปลือกตาขึ้นมา นางก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่ภายในใจกลับรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก.. และในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก ทันทีที่ตี๋เสี่ยวเจินได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นเคยนั้น นางจึงรีบเปิดจิตหยั่งรู้ของตนออกสำรวจดูโดยเร็ว หลังจากนั้นจึงพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“โฮว่เอ๋อกลับมาแล้ว..”สีหน้าแววตา และน้ำเสียงของตี๋เสี่ยวเจินเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาทันที นั่นเพราะผู้ที่กำลังเดินเข้ามานั้นคือตี๋ชิงโหวซึ่งเป็นบุตรชายของนางเอง..ตี๋ชิงโหวยังอยู่ในวัยสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้นดวงหน้าของเขาหล่อเหลาไม่น้อย และคิ้วโก่งยาวทั้งสองกับริมฝีปากบางนั้น ก็ดูไม่ต่างจากคิ้วและปากของตี๋เสี่ยวเจินผู้เป็นแม่เลยแม้แต่น้อย หากผู้ใดได้พบเห็นตี๋ชิงโหว เพียงแค่เห็นผิวพรรณของเขาก็ย่อมคาดเดาได้ว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ต้องเติบโตมาท่ามกลางความเพียบพร้อมมากเพียงใด..“ยินดีด้วยท่านแม่..โอสถโฉมสะคราญและโอสถเยาว์วัยถูกนำกลับมาถึงที่นี่แล้ว!”ตี๋ชิงโหวเดินเข้าไปในห้องโถงกว้างใหญ่และตรงเข้าไปหาตี๋เสี่ยวเจินทันที เขายิ้มกว้างพร้อมกับยื่นขวดหยกสีเขียวในมือให้กับนางตี๋เสี่ยวเจินลุกขึ้นยืนดวงตาทั้งสองจ้องมองขวดโอสถสีเขียวไม่กระพริบ พร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ“โฮว่เอ๋อ..เป็นโอสถทั้งสองจริงๆรึ”โอสถทั้งสองนี้ตี๋เสี่ยวเจินต้องใช้แต้มในหน่วยนภาหลายล้านแลกเปลี่ยนมา มีหรือที่นางจะไม่รู้สึกตื่นเต้นดีใจตี๋ชิงโหวพยักหน้าพร้อมตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจ“จริงท่านแม่! เม็ดสีม่วงคือโอสถเยาว์วัย ส่วนสีขาวคือโอสถโฉมสะคราญ!”ตี๋เสี่ยวเจินยื่นมือออกมาคว้าขวดหยกสีเขียวไปทันทีพร้อมกับถามขึ้นด้วยความร้อนใจ “ข้ากลืนโอสถนี่ได้เลยหรือไม่”“เรียนท่านแม่..ข้าได้สอบถามจากหัวหน้าผู้อารักขาทั้งสามแล้ว ท่านต้องกลืนโอสถเยาว์วัยนี่เสียก่อน หลังจากท่านกลับกลายเป็นเด็กสาวแล้ว จึงค่อยกลืนโอสถโฉมสะคราญเข้าไป”ตี๋ชิงโหวยังพูดเอาอกเอาใจผู้เป็นมารดาอีกว่า“หลังจากท่านแม่กลืนโอสถทั้งสองนี้เข้าไป ไม่เพียงท่านจะเปลี่ยนเป็นหญิงสาวสะคราญ แต่ยังจะงดงามยิ่งกว่าฉินจิวยื่อมากมายนัก..”“ฮ่าๆๆๆ”ทันทีที่ได้ยินชื่อของฉินจิวยื่อหลุดออกมาจากปากของลูกชายแววตาของตี๋เสี่ยวเจินก็เป็นประกายเคียดแค้นชิงชังขึ้นมาวูบหนึ่ง จากนั้นจึงหัวเราะเสียงแหลมออกมา นางเปิดฝาขวดหยกออกพร้อมกับใช้จมูกสูดดมกลิ่มหอมของโอสถทั้งสองเม็ด“อืมม..เป็นโอสถแท้!”ตี๋เสี่ยวเจินฝึกมาจนถึงระดับสูงสุดขั้นปาเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-8) แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสามารถแยกแยะโอสถจริงและโอสถปลอมได้ จากนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นบอกกับตี๋ชิงโหวว่า