ตอนที่ 976
บทที่ 1406 : หญิงชั่วช้าสารพัดพิษ
October 22, 2026
บทที่ 1406 : หญิงชั่วช้าสารพัดพิษ เวลานี้นอกเหนือจากต้องอดทนต่อความหิวโหยแล้วฉินจิวยื่อยังต้องอดทนต่อความหนาวเหน็บอีกด้วย.. แม้ภายในกระท่อมหลังเล็กจะมีเตาอั้งโล่ใบเล็กๆอยู่ด้านในและฉินจิวยื่อก็หมั่นเติมฟืนลงไปอยู่เรื่อยๆ แต่เปลวไฟเล็กๆนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้ภายในห้องอบอุ่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ฉินจิวยื่อสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อหยาบและบนศรีษะมีที่คาดผมเก่าๆอันหนึ่งคาดอยู่ นางนั่งอยู่ข้างเตาอั้งโล่ ส่วนมือก็ถือฟืนเติมลงไปในเตาเพิ่มความร้อนให้ภายในห้อง ฉินจิวยื่อเวลานี้หาได้งดงามดังเช่นเมื่อครั้งที่อยู่ในจิงฉูอีกใบหน้าของนางซีดเซียวจนเหลือง ร่างกายผ่ายผอมลงไปมาก ดวงตาทั้งสองข้างลึกโบ๋ ใบหน้าตอบจนเห็นโหนกแก้มทั้งสองข้างอย่างชัดเจน น้ำหนักของนางนั้นลดลงไปจากเดิมอย่างมากมาย และเวลานี้ดูเหมือนนางจะมีน้ำหนักไม่ถึงสี่สิบกิโลกรัมด้วยซ้ำไป กระดูกแขนของนางนั้นไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าท่อนฟืนที่กำลังใช้เพิ่มความร้อนเลยแม้แต่น้อย! ก่อนหน้านี้ฉินจิวยื่อเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-2ได้แล้ว อีกทั้งยังได้รับพลังอมตะที่หลิงหยุนถ่ายเทลงไปในร่าง ทำให้นางดูอ่อนเยาว์ราวกับหญิงสาวอายุยี่สิบปีเท่านั้น แต่หลังจากที่เข้ามาอยู่ในสำนักกระบี่เทียนซาน และถูกทรมานตลอดระยะเวลากว่าห้าเดือนนี้ ทำให้ฉินจิวยื่อดูไม่ต่างจากหญิงชราในวัยห้าสิบปีเลยทีเดียว! สภาพของฉินจิวยื่อเวลานี้ต่อให้หลิงหยุนกับหนิงหลิงยู่มาพบเข้า หากไม่พินิจพิจารณาให้ละเอียด ไม่แน่ว่าทั้งสองคนก็อาจจะจดจำแม่ของตนเองไม่ได้.. แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยนั่นก็คือนัยน์ตาคู่งามของนางนั่นเอง! แม้ดวงตาทั้งสองข้างจะลึกโบ๋แต่แววตาทั้งสองของฉินจิวยื่อยังคงกระจ่างใสเป็นประกายเช่นเดิม แววตาของนางยังคงไว้ซึ่งความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ และพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ริมฝีปากยังคงสามารถแย้มยิ้มได้ตลอดเวลาในขณะที่จ้องมองหนิงเทียนหยา ซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า! และหากเทียบกับฉินจิวยื่อแล้วในเวลานี้หนิงเทียนหยากลับมีความเป็นผู้ใหญ่น้อยกว่าฉินจิวยื่อเสียอีก! ร่างของหนิงเทียนหยานอนราบอยู่บนเตียงไม้ที่ทำขึ้นเองบนร่างกายมีเศษหญ้าแห้งปกคลุมอยู่แทนผ้าห่ม หนิงเทียนหยานั้นผ่ายผอมมากกว่าฉินจิวยื่อเสียอีก ใบหน้าของเขาซูบจนเห็นแต่โหนกแก้ม ร่างกายก็เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ใบหน้าดำคล้ำไม่น่าดูเลยแม้แต่น้อย หนิงเทียนหยานอนหายใจรวยรินในขณะที่ดวงตาเหม่อมองไปบนเพดานไม้ แววตาที่เคยมีแต่ความเศร้าหมอง บัดนี้เริ่มเปล่งประกายขึ้นมาบ้าง.. ผ่านไปครู่ใหญ่หนิงเทียนหยาจึงได้พยายามที่จะเอี้ยวคอมองไปทางฉินจิวยื่อ แต่ก็ไม่สามาถทำได้ เขาจึงได้แต่นอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ “จิวยื่อ..ข้า.. คงใกล้.. จะตาย.. แล้ว.. เป็นแน่..” “อืมม..” ฉินจิวยื่อทำเสียงรับรู้อยู่ในลำคอก่อนจะพูดออกมาตามความจริง “ท่านพี่.. ท่านไม่ต้องหวาดกลัวไป หลังจากที่ท่านไปแล้ว ข้าจะตามไปอยู่กับท่านเอง!” ฉินจิวยื่อตอบหนิงเทียนหยาไปตามตรงและไม่คิดที่จะปลอบโยนเขา เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรหนิงเทียนหยาก็ต้องตายอยู่ดี และเวลานี้หนิงเทียนหยาก็เปรียบเสมือนแสงตะเกียงที่ริบหรี่ และกำลังจะดับลงเพราะน้ำมันที่ใกล้หมดเต็มที.. หนิงเทียนหยาพยายามลืมตาขึ้นมองในขณะเดียวกันก็รำพึงรำพันออกมาอย่างคนไร้เรี่ยวแรง “จิวยื่อ..เวลานี้.. ข้า.. ดูเป็น.. เช่นใดบ้าง” ฉินจิวยื่อลุกขึ้นยืนและค่อยๆโน้มตัวลงไปที่เตียงพร้อมกับจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมเหลือแต่กระดูกของหนิงเทียนหยา ก่อนจะยิ้มออกมาและตอบเขาไปว่า“ท่านพี่..ท่านดูไม่หล่อเหลาเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่ไม่เป็นไร เพราะเวลานี้ข้าเองก็หาได้น่าดูอะไรนัก ช่างเถิด! หลังจากที่พวกเราสองคนหมดลม ร่างกายของพวกเราสองคนก็ต้องเหลือแต่โครงกระดูกอยู่ดี..”“จิวยื่อ..ข้าผิดต่อเจ้านัก! คิดไม่ถึง.. จริงๆว่า.. การพบกัน.. ครั้งนั้นของเราสองคน.. จะกลับกลาย.. เป็นการทำร้ายเจ้าเช่นนี้..”ฉินจิวยื่อฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น “ท่านพี่.. ท่านไม่จำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้! ที่ผ่านมาแม้พวกเราสองคนจะเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป แต่พวกเราก็ได้ชดใช้ความผิดทั้งหมดให้กับนางแล้ว ถึงวันนี้พวกเราไม่มีสิ่งใดที่ติดค้างนางอีกแล้ว!” “ฮ่าๆๆๆ”ยังไม่ทันทีฉินจิวยื่อจะพูดจบดีเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลังของนาง“หึ..ช่างเป็นคู่ผัวตัวเมียที่รักใคร่กันยิ่งนัก! แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ พวกเจ้ายังคงรักใคร่กันมั่นคง!”และเสียงที่ดังขึ้นนั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่แต่เป็นตี๋เสี่ยวเจินนั่นเอง น้ำเสียงของนางผสมผสานไปด้วยความเศร้าเสียใจ และโกรธแค้น“ถูกต้อง!เวลานี้ระหว่างเราทั้งสามคน ไม่มีหนี้ใดติดค้างกันอีกแล้วสินะ!”ทันทีที่ได้ยินเสียงพูดของตี๋เสี่ยวเจินฉินจิวยื่อก็มิได้หันหลังกลับไปมอง นางยังคงยืนหันหลังให้ และแววตาของนางนั้นก็บ่งบอกถึงความหงุดหงิดรำคาญใจฉินจิวยื่อนั้นเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดนางรู้จักอารมณ์และความต้องการของตี๋เสี่ยวเจินเป็นอย่างดี และสามารถอ่านแผนการที่ชั่วร้ายของตี๋เสี่ยวเจินในครั้งนี้ออกตั้งแต่แรก นางรู้ว่าเมื่อใดที่นางก้าวเท้าเข้ามาในสำนักกระบี่เทียนซานแห่งนี้ แน่นอนว่าทั้งนางและหนิงเทียนหยาจะไม่มีทางกลับออกไปได้อีก และนางเองก็ยินยอมที่จะสละชีวิตของตนเองตั้งแต่แรกแล้วด้วยเหตุนี้ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่นางถูกทรมาน และถูกเหยียดหยามมาโดยตลอดนั้น ฉินจิวยื่อจึงยังคงสามารรักษาความสงบนิ่งมาได้ตลอด นางรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่อาจช่วยหนิงเทียนหยาให้พ้นจากความตายได้แน่ จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือ.. นางต้องตายไปพร้อมกับเขานั่นเอง!และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของหนิงเทียนหยาแล้วสิ่งเดียวที่ฉินจิวยื่อจะทำเพื่อหนิงเทียนหยาได้ก็คือ การได้ตายไปพร้อมกับเขา และนางก็ไม่ได้หวาดกลัวหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย!แต่หนิงเทียนหยากลับสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความโกรธแค้นเขาขบฟันและกำมือแน่นเมื่อได้ยินเสียงพูดของตี๋เสี่ยวเจิน พร้อมกับพยายามดิ้นรนที่จะลุกขึ้นนั่งฉินจิวยื่อเห็นท่าทางของหนิงเทียนหยาจึงได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน และเอ่ยขึ้นว่า“ท่านพี่ท่านดูสิ.. ผู้ที่ตั้งใจทรมานพวกเราสองคนให้ได้รับความเจ็บปวด แต่กลับได้รับความเจ็บปวดมากกว่าพวกเราสองคนเสียอีก..”และนี่คือการจู่โจมของฉินจิวยื่อ!นางจงใจเพิกเฉยต่อตี๋เสี่ยวเจินที่เวลานี้กำลังยืนอยู่ด้านหลังของตนเองและเวลานี้สีหน้าของตี๋เสี่ยวเจินก็เปลี่ยนเป็นโมโหเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที!“เจ็บปวดงั้นรึฮ่าๆๆๆ”ตี๋เสี่ยวเจินหัวเราะเสียงดังพร้อมกับยกขวดโอสถสีเขียวในมือขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นชี้หน้าหนิงเทียนหยาที่นอนราบอยู่บนเตียงพร้อมกับพูดขึ้นว่า