ตอนที่ 978
บทที่ 1408 : หลิงหยุนช่วยฉินจิวยื่อ (1)
October 22, 2026
บทที่ 1408 : หลิงหยุนช่วยฉินจิวยื่อ (1) หลิงหยุนเหาะมาด้วยความเร็วเต็มกำลังของตนและดูเหมือนเขาจะกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก! หลังจากที่หลิงหยุนกับเย่ซิงเฉินออกมาจากเทือกเขาฉินหลิงแล้วทั้งคู่ก็เหาะมาด้วยความสูงเหนือพื้นดินราวหนึ่งหมื่นห้าพันเมตร ในระหว่างนั้นหลิงหยุนก็ได้เผาเสินหยวน และสร้างโล่ลมปราณปกป้องร่างกายจากแรงลมที่พุ่งเข้ามาปะทะร่างจากการเหาะไปด้วยอัตราความเร็วที่เร็วกว่าเสียงถึงสี่เท่า และเป้าหมายของเขาก็คือเทือกเขาเทียนซาน.. ระหว่างที่เหาะไปนั้นหลิงหยุนก็ได้หยิบเครื่องมือสื่อสารของหน่วยนภาออกมา และทำการเปิดสัญญาณนำทางที่ระบุตำแหน่งเขาเทียนซานไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลงเส้นทาง ซึ่งอาจทำให้ล่าช้า.. ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้แม้หลิงหยุนจะมิได้ชื่นชอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยของโลกใบนี้มากนัก แต่เขาก็จำเป็นต้องใช้มัน อีกทั้งเครื่องมือสื่อสารที่สามารถใช้บอกทิศทางของหน่วยนภานี้ ก็ใช้งานได้ง่ายมากด้วย ครั้งนี้นับเป็นการเดินทางที่ยาวไกลที่สุดของหลิงหยุนนับตั้งแต่มากำเนิดใหม่บนโลกใบนี้เส้นทางจากฉินหลิงมาเทียนซานนั้น หากเหาะมาเป็นเส้นตรง ก็จะมีระยะทางอยู่ที่สองพันหกร้อยกิโลเมตรโดยประมาณ และด้วยอัตราความเร็วในการเหาะของหลิงหยุนเวลานี้ เขาใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็มาถึงแล้ว.. ตลอดระยะทางที่เหาะมานั้นหลิงหยุนเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาเร่งเหาะไปให้ถึงยอดเขาเจงิชโชกูซูโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถช่วยฉินจิวยื่อกับหนิงเทียนหยาได้ทันเวลา แต่ด้วยอัตราความเร็วในการเหาะที่รวดเร็วของหลิงหยุนแม้เย่ซิงเฉินจะเข้าสู่ขั้นอู่เฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-5) แล้วก็ตาม หลังจากเหาะไปได้เพียงแค่พันกิโลเมตร นางก็ไม่สามารถฝืนต่อไปได้อีก หลิงหยุนจึงต้องทำการเผาเสินหยวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อที่จะพาเย่ซิงเฉินเหาะไปด้วยกันในความเร็วสูงสุดเช่นเดิม แต่น่าเสียดายที่หลิงหยุนเพิ่งจะเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นอู่เฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-5) ได้เพียงแค่สี่วันเท่านั้น จุดซือไห่กลางหว่างคิ้วของเขาจึงสามารถรวบรวมเสินหยวนได้เพียงแค่ห้าแสนกว่าหยดเท่านั้น และในการเหาะไปด้วยความเร็วสูงสุดในระยะทางที่ไกลเช่นนี้ ทำให้หลิงหยุนต้องเผาเสินหยวนไปกว่าสามหมื่นหยดเลยทีเดียว.. แต่เมื่อเหาะมาถึงบริเวณยอดเขาเจงิชโชกูซูแล้วจู่ๆ ดาวตกก็พุ่งผ่านท้องฟ้าที่มืดมิดนั้นไป ทำให้เขาอดที่จะตกใจไม่ได้ “หลิงหยุนมีอะไรรึ!” เย่ซิงเฉินร้องถามออกมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องอุทานของหลิงหยุนสีหน้าของนางเองก็บ่งบอกถึงกความวิตกกังวลตามไปด้วย ท่ามกลางการเหาะไปด้วยความเร็วสูงสุดนั้นหลิงหยุนจ้องมองท้องนภาที่มืดมิดตรงหน้า พร้อมกับตอบเย่ซิงเฉินด้วยน้ำเสียงบางเบา “ที่สำนักกระบี่เทียนซานต้องมีคนเสียชีวิตเป็นแน่หากข้าเดาไม่ผิด.. คนผู้นั้นจะต้องเป็นหนิงเทียนหยา!” นั่นเพาะคนโบราณเชื่อว่าการปรากฏขึ้นของดาวตกนั้น เป็นสัญญาณว่ามีผู้เสียชีวิต! แม้ความเชื่อเช่นนี้จะฟังดูไร้สาระสำหรับผู้คนในโลกปัจจุบันแต่สำหรับผู้บ่มเพาะตนเช่นหลิงหยุนนั้น มันมีความหมายยิ่งนัก.. บนโลกใบนี้มีคนตายมากมายในทุกๆวันแต่ละคนที่ตายหาใช่จะเกี่ยวข้องกับดาวตกทุกคนไปไม่ แต่บนยอดเขาสูงสุดของเทียนซานแห่งนี้ และในเวลาเช่นนี้ จู่ๆดาวตกก็ปรากฏขึ้น ทำให้หลิงหยุนอดที่จะนึกถึงหนิงเทียนหยาขึ้นมาไม่ได้.. “นี่พวกเรา..มาช้าไปงั้นรึ!” เย่ซิงเฉินจ้องมองดาวตกที่ผ่านหน้าไปแล้วจึงหันกลับไปมองหลิงหยุนด้วยความตกใจ จึงได้แต่ร้องถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน!” ‘นั่นน่ะสิ!หนิงเทียนหยาหาใช่คนธรรมดาทั่วไป เขาเป็นบิดาของหนิงหลิงยู่เลยทีเดียว..’หลิงหยุนกำลังนึกถึงเรื่องที่หนิงหลิงยู่มีกายอัปสรแต่เนื่องจากเขาไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายให้กับเย่ซิงเฉินฟังในเวลานี้ จึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับรำพึงรำพันออกมา“ชะตาชีวิตของคนบางคนคงถูกกำหนดมาให้เป็นเช่นนี้..”ระหว่างที่พูดนั้นหลิงหยุนก็ค่อยๆลดความเร็วลง เพื่อเตรียมตัวที่จะร่อนลงบนยอดเขาเจงิชโชกูซูที่อยู่ตรงหน้าในช่วงที่มีดาวตกเกิดขึ้นนั้นหลิงหยุนได้ใช้วิชาเคลื่อนย้ายธาตุอำพรางตนไว้แล้ว เพื่อมิให้จิตหยั่งรู้ของยอดฝีมือภายในสำนักกระบี่เทียนซานสำรวจพบเข้า ท่ามกลางท้องนภาเวิ้งว้างหลิงหยุนยกมือขึ้นชี้ไปยังภูเขาสูงใหญ่ด้านหน้า พร้อมกับหันไปบอกเย่ซิงเฉินว่า“ตี๋ยั่วถังมันไม่กล้าโกหกข้าแน่สำนักกระบี่เทียนซานตั้งอยู่บนยอดเขาสูงแห่งนี้!”เย่ซิงเฉินพยักหน้าพร้อมกับถามออกไปว่า“มันได้บอกตำแหน่งที่ชัดเจนหรือไม่”หลิงหยุนก้มลงมองยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมจนขาวโพลนพร้อมตอบกลับไปว่า “ต่อให้ตี๋ยั่วถังไม่ได้บอกตำแหน่งที่ชัดเจน ข้าก็พอที่จะคาดเดาได้ว่า บนพื้นที่กว่าสามพันห้าร้อยเมตรนั่น คงจะไม่เหมาะแก่การตั้งสำนักแน่..”จากนั้นจึงหันไปถามเย่ซิงเฉินว่า“หากเป็นเจ้า.. เจ้าจะเลือกสร้างสำนักบนพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุมเช่นนี้หรือไม่”เย่ซิงเฉินทำสายตาค้อนใส่หลิงหยุนพร้อมกับตอบไปว่า“ข้าคงไม่โง่เลือกสถานที่เช่นนี้แน่ เพราะข้าไม่ได้ฝึกวิชาพลังเย็นเหมือนใครบางคน..” หลิงหยุนถึงกับทำหน้าไม่ถูกและรีบโบกมือไปมาพร้อมกับพูดขึ้นว่า“เอาล่ะๆ พวกเราอย่าพูดเรื่องนี้กันดีกว่า..”“หากหนิงเทียนหยาตายแล้วจริงๆท่านแม่ของข้าคงต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่ พวกเราคงไม่มีเวลาสำรวจอะไรอีกแล้ว นอกจากต้องทำตามแผนการทันที!”ตามแผนการที่ตกลงกันไว้นั้นหลิงหยุนจะทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องช่วยคน ส่วนเย่ซิงเฉินก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขาอีกที“หลิงหยุนเจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก!”เย่ซิงเฉินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจึงได้แต่เอ่ยเตือนหลิงหยุน “สำนักกระบี่เทียนซานดูสงบเงียบจนเกินไป ข้าว่ามันดูผิดปกติ เหมือนพวกมันจะรู้ตัวว่าพวกเราจะบุกมาที่นี่ คล้ายกับว่าพวกมันจงใจปล่อยให้พวกเราเข้ามาในบริเวณน่านฟ้าของพวกมันได้อย่างง่ายดาย..”แววตาของหลิงหยุนเป็นประกายสังหารขึ้นมาทันทีพร้อมตอบกลับไปว่า“ไม่ใช่คล้ายกับ.. แต่พวกมันตั้งใจให้เป็นเช่นนี้!”“เรื่องที่ข้ารับทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จนั้นตระกูลหลงเองก็รู้ แม้ตระกูลหลงจะไม่สามารถลงมือกับข้าได้ แต่มีหรือที่พวกเขาจะไม่บอกข่าวนี้ให้กับสำนักกระบี่เทียนซานรู้”“ตระกูลหลงย่อมต้องรู้ว่าข้าจะเดินทางมาช่วยท่านแม่ที่สำนักกระบี่เทียนซานมีหรือที่พวกมันจะไม่แจ้งคนของสำนักกระบี่เทียนซานให้เตรียมรับมือกับข้า..”เย่ซิงเฉินได้ฟังคำตอบของหลิงหยุนแล้วจึงได้แต่ร้องถามออกไปว่า “ในเมื่อเรื่องนี้เจ้าเองก็รู้ตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงไม่บอกข้ารู้บ้าง”“บอกหรือไม่บอกจะต่างกันอย่างไรเล่าในเมื่อไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องมาทีนี่อยู่ดี!”หลิงหยุนเอื้อมมือไปตบบ่าเย่ซิงเฉินเบาๆพร้อมกับพูดขึ้นว่า“ความจริงแล้วข้าควรต้องมาสำนักกระบี่เทียนซานนานแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ นี่คงจะเป็นชะตา..” “คืนนี้..ต่อให้ข้ารู้ว่าสำนักกระบี่เทียนซานเป็นถ้ำเสือ ข้าก็ต้องบุกเข้าไปช่วยท่านแม่ของข้าให้ได้!”