ตอนที่ 979
บทที่ 1409 : หลิงหยุนช่วยฉินจิวยื่อ (2)
October 22, 2026
บทที่ 1409 : หลิงหยุนช่วยฉินจิวยื่อ (2) “หลิง..หลิงหยุน.. ลูกชายของข้างั้นรึ” หลังจากที่ฉินจิวยื่อกัดยาพิษในปากแล้วพิษก็ได้ปะปนกับเลือดสีแดงในปากของนางที่กลืนลงไปสู่ภายในท้องน้อย พิษกว่าครึ่งได้ซึมเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล และได้แพร่กระจายสู่เส้นเลือดทั่วทั้งรางกาย และยาพิษชนิดนี้ก็ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว! เวลานี้ร่างของฉินจิวยื่อเริ่มแข็งเกร็งแววตาเริ่มเหม่อลอย แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจของนางก็ยังคงแข็งแกร่ง ฉินจิวยื่อพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายของตนเปิดเปลือกตาขึ้น เพื่อที่จะได้มองหลิงหยุนได้ชัดเจน ภาพของหลิงหยุนที่อยู่ตรงหน้านางในเวลานี้ช่างเลือนลางเต็มที ใบหน้าและสายตาที่สงบนิ่งของฉินจิวยื่อ พลันปรากกฏรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขขึ้น.. ต่อให้หลิงหยุนไม่เปิดเผยฐานะของตนเองฉินจิวยื่อย่อมต้องรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือหลิงหยุนอยู่ดี แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่นางเองก็มีลูกเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือหลิงหยุนกับหนิงหลิงยู่ นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว ยังจะมีผู้ใดเรียกนางว่าท่านแม่อีกเล่า.. ยิ่งไปกว่านั้น..ก่อนหน้านี้ตี๋เสี่ยวเจินที่ไม่ต่างจากคนคลุ้มคลั่ง ก็ได้บอกเล่าความแข็งแกร่งของหลิงหยุนให้นางล่วงรู้ก่อนแล้ว! “ใช่แล้วท่านแม่!ข้าคือหลิงหยุนลูกชายของท่าน! ท่านแม่.. ลูกไร้ความสามารถยิ่งนัก เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่กลับมาช่วยท่านแม่ในเวลานี้ ทำให้ท่านแม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมากมาย!” หลิงหยุนจ้องมองสภาพของฉินจิวยื่อเวลานี้ด้วยดวงตาที่แดงก่ำฟันของเขาขบเข้าหากันแน่นอย่างอดกลั้น และในใจของเขาเวลานี้ก็มีไฟโทสะลุกโชน! ก่อนหน้านี้หลิงหยุนก็พอที่จะคิดได้ว่าทันทีที่ฉินจิวยื่อก้าวเท้าเข้าสู่สำนักกระบี่เทียนซานนั้น นางจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานเป็นแน่ แต่เขาก็คิดว่าอย่างน้อยยังมีหนิงเทียนหยาอยู่ที่นี่ด้วย อย่างมากฉินจิวยื่อก็คงได้รับเพียงแค่ความทุกข์ทรมานทางใจ ซึ่งเกิดจากการถูกเหยียดหยามจากคนของสำนักกระบี่เทียนซานเท่านั้น.. แต่เขาไม่คิดไม่ฝันว่าตี๋เสี่ยวเจินจะไร้ซึ่งความเป็นคนถึงเพียงนี้นางไม่เพียงไม่ใยดีต่อความเป็นความตายของหนิงเทียนหยาผู้เป็นสามี แต่ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งปี นางกลับทรมานฉินจิวยื่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนนางต้องมีสภาพน่าเวทนาอย่างที่เห็น! ทันทีที่เข้าสู่เขตของยอดเขาเทียนเฟิงจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนก็ได้สำรวจพบฉินจิวยื่อซึ่งอยู่ในสภาพที่น่าหดหู่และเวทนานี้ ทำให้เขาโกรธแค้นอย่างมาก และรีบตรงเข้ามาที่นี่เพื่อช่วยฉินจิวยื่อในทันที แต่เมื่อมาถึงฉินจิวยื่อก็ได้กลืนยาพิษลงไป และทำการผนึกลำคอเรียบร้อยแล้ว และหากเขามาช้ากว่านี้เพียงแค่ก้าวเดียว หรือเพียงแค่เศษเสี้ยวลมหายใจ พิษที่ร้ายแรงเช่นนี้ ต่อให้เป็นเซียนก็ยากที่จะช่วยชีวิตของฉินจิวยื่อไว้ได้.. “หลิง..หลิงหยุน.. ยาพิษที่ข้ากลืนเข้าไปนั้น.. เป็นพิษที่ร้ายแรงยิ่งนัก.. ข้า.. ข้าไม่มีทางรอดแล้ว.. เจ้ารีบออกไปจากที่นี่ พวกมันวางกับดักเพื่อรอให้เจ้ามาช่วยข้า พวกมันจะได้ทำการสังหารเจ้า..” ฉินจิวยื่อมีจิตใจของความเป็นมนุษย์ที่สูงส่งนางหาได้ห่วงใยชีวิตของตนเองไม่ แต่กลับเป็นห่วงความปลอดภัยของหลิงหยุนมากกว่า “ท่านแม่..ท่านวางใจได้ หากข้าอยู่ที่นี่ ท่านจะต้องไม่ตายแน่นอน!” ทันทีที่มาถึงนั้นหลิงหยุนได้ใช้ดัชนีห้าธาตุทำการสะกัดพิษที่กระจายเข้าสู่เส้นเลือดภายในร่างของฉินจิวยื่อไว้ได้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นแล้ว.. เวลานี้นางคงจะไม่สามารถปริปากพูดออกมาได้แม้แต่คำเดียวแน่! ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันอยู่นั้นหลิงหยุนก็ไม่ลืมที่จะถ่ายเทพลังปราณเข้าไปภายในร่างของฉินจิวยื่อด้วย เพื่อทำการขับพิษออกจากร่างกายของนางไปในตัว.. ในวินาทีนั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของฉินจิวยื่ออีกแล้ว หลิงหยุนจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตของนางไว้ให้จงได้ เขาจึงไม่สนใจที่จะไล่ตามไปสังหารตี๋เสี่ยวเจินให้ตายคามือ.. ไม่เช่นนั้นแล้วเวลานี้ตี๋เสี่ยวเจินคงต้องตายไปนับสิบๆครั้งแล้ว!แต่หลังจากที่เห็นสภาพที่น่าเวทนาของฉินจิวยื่อหลิงหยุนจึงได้หยุดความคิดที่จะฆ่าตี๋เสี่ยวเจิน เพราะความตายนั้นนับว่าเป็นการเมตตาเกินไปสำหรับผู้หญิงที่มีใจคอโหดเหี้ยมเช่นนาง!ฉินจิวยื่อต้องได้รับทุกข์ทรมานทั้งกายและใจสาหัสถึงเพียงนี้หลิงหยุนจะต้องให้ตี๋เสี่ยวเจินชดใช้กลับมาเป็นร้อยเท่าพันทวี!และในระหว่างที่หลิงหยุนกำลังช่วยชีวิตฉินจิวยื่ออยู่นั้นทั่วทั้งสำนักกระบี่เทียนซานก็กำลังโกลาหลวุ่นวายกันอย่างมาก! นั่นเพราะทันทีที่ตี๋เสี่ยวเจินถูกหลิงหยุนชกเข้าใส่ร่างจนลอยกระเด็นละลิ่วออกไปไกลกว่าหนึ่งพันเมตรนั้น แม้นางจะได้ใช้พลังปราณปกป้องร่างกายไว้ แต่ก็นับว่าได้รับบาดเจ็บไม่น้อยทีเดียวแต่แทนที่ตี๋ชิงโหวจะรีบไปช่วยตี๋เสี่ยวเจินเขากลับเหาะหนีออกไปยังเขาปฐพี และร้องตะโกนออกไปเสียงดัง“หลิงหยุนมาถึงที่นี่แล้ว!”และนี่คือประโยคแรกที่ตี๋ชิงโหวร้องตะโกนออกไปหลังจากที่เหาะหนีออกมาได้..ส่วนสาวใช้ที่เหลือซึ่งรออยู่นอกกระท่อมนั้นเมื่อเห็นได้เห็นหมัดอันทรงพลังของหลิงหยุน ทุกคนต่างก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดกันจนหมดทันทีที่เสียงร้องตะโกนของตี๋ชิงโหวดังขึ้นความโกลาหลวุ่นวายก็เกิดขึ้นทันที ในระหว่างนั้นร่างแปดร่างก็เหาะจากยอดเขาปฐพีมายังยอดเขาเทียนเฟิงอย่างรวดเร็ว และด้วยความเร็วในการเหาะของยอดฝีมือทั้งแปดนั้น ระยะทางเจ็ดกิโลเมตรจากยอดเขาปฐพีมาถึงยอดเขาเทียนเฟิงนั้น ทั้งหมดก็สามารถเหาะมาถึงได้อย่างรวดเร็ว!เหนือยอดเขาทั้งสามภายในสำนักกระบี่เทียนซานเวลานี้นอกจากเสียงร้องตะโกนแล้ว ก็ยังมีเสียงเหล่ายอดฝีมือเหาะมากลางอากาศอีกมากมาย ทำให้เขาที่เคยเงียบสงัด กลับกลายเป็นเสียงดังหนวกหูขึ้นในทันที!ที่รอบนอกของยอดเขาทั้งสามมีระลอกคลื่นHeavenly Sword Sect ที่ปกป้องการก่อตัวของภูเขาได้เปิดขึ้น นี่คืออาเรย์ดาบสามสังหาร หลังจากมีการเปิดตัวกฎหมายนี้ได้ปิดกั้นโลกภายนอกทันทีและเปลี่ยนเป็นโลกใบเล็กที่แยกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง!บริเวณรอบนอกของยอดเขาทั้งสามเวลานี้ได้เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น และเวลานี้ค่ายกลภายในสำนักกระบี่เทียนซานก็เริ่มทำงาน และนี่คือค่ายกลสามกระบี่สังหารและทันทีที่ค่ายกลนี้เริ่มทำงานก็จะปิดกั้นพื้นที่เล็กๆนี้ออกจากโลกภายนอกทันที! แน่นอนว่า..นี่คือกับดัก!“ฮ่าๆๆเจ้าโจรโฉดหลิงหยุน! สวรรค์มีเจ้ากลับไม่ไป แต่กลับเดินเข้าสู่ประตูนรก ในเมื่อเจ้ากล้ามาถึงที่นี่ สำนักกระบี่เทียนซานก็จะเป็นที่สำหรับฝังร่างของเจ้า!”หนึ่งในแปดยอดฝีมือที่เหาะอยู่กลางอากาศเวลานี้ร้องตะโกนลงมา..“ห๊ะ!”แต่ยังไม่ทันที่คนผู้นั้นจะพูดจบประโยคดี..เขาก็เห็นผืนดินเบื้องล่างบริเวณที่หลิงหยุนอยู่นั้น ได้มีหมอกสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา และกระจายตัวปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอยู่เต็มไปหมด ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ภายในกลุ่มหมอกได้ไม่เพียงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้แต่จิตหยั่งรู้ยังไม่อาจมองทะลุได้อีกด้วย!“นี่คือค่ายกลอย่างนั้นรึ!”ยอดฝีมือทั้งแปดซึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิดนั้นจ้องมองลงมายังผืนดินเบื้องล่างด้วยสีหน้างุนงง และทุกคนต่างก็อยู่ในอาการตกตะลึง