ตอนที่ 1001
บทที่ 1431 : จักรวาลส่วนตัว
October 22, 2026
บทที่ 1431 : จักรวาลส่วนตัว ความจริงแล้วเย่ซิงเฉินก็แอบนึกชื่นชมหลิงหยุนอยู่ในใจ.. นางรู้ว่าหลิงหยุนไม่เคยชื่นชอบสิ่งใดมากไปกว่าการฝึกปรือวรยุทธเลยนางเคยเห็นแต่หลิงหยุนที่เอาแต่ฝึกฝนวิชาอย่างบ้าคลั่ง สังหารผู้อื่นอย่างดุดันไร้ปราณี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหลิงหยุนจัดการเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากการฝึก และการสังหาร ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความกระชับรวดเร็วภายใต้การสั่งการของหลิงหยุนเพียงแค่เวลาไม่กี่นาที หลิงหยุนก็สามารถทำให้ทุกคนยินยอมทำตามคำสั่งของเขา อีกทั้งยังสามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเองพอใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลิงหยุนแสดงให้เห็นว่านอกจากการฝึกวรยุทธและบ่มเพาะพลังแล้วเขายังบริหารจัดการงานอื่นได้เก่งมากอีกด้วย “แล้วคนพวกนี้เล่าจะให้ฟืนพวกเขาไว้ก่อไฟหน่อยหรือไม่” เย่ซิงเฉินเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยอดเขาทั้งสามนั้นปกคลุมไปด้วยหิมะและในเวลาเช้าตรู่จะเป็นช่วงเวลาที่หนาวที่สุด คราใดที่ลมพัดโบกโชยเข้ามา ก็จะพาลมหนาวเข้าปะทะร่างจนสั่นสะท้าน คนเหล่านี้ล้วนถูกทำลายวรยุทธแล้ว อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย เมื่ออยู่ท่ามกลางที่โล่งบนยอดเขาสูงอันหนาวเหน็บเช่นนี้ จึงรู้สึกทรมานยิ่งนัก! “ไม่จำเป็น!” หลิงหยุนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา“หญิงและชายในวังบนยอดเขาเทียนเฟิง ปฏิบัติต่อข้าเช่นใดเจ้าก็น่าจะเห็นแล้วแล้วมิใช่รึ ข้าจะปล่อยให้พวกมันได้ลิ้มรสลมหนาวท่ามกลางหิมะบ้าง พวกมันจะได้รู้ว่าเมื่อไร้ซึ่งวรยุทธ แต่ต้องอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลนเช่นนี้จะรู้สึกเช่นใดบ้าง?” “หากพวกมันเหน็บหนาวจนมิอาจทานทนได้ก็ปล่อยให้พวกมันไปเกิดใหม่ได้เลย!” หลิงหยุนกล่าววาจาเย้ยหยันพร้อมกับหันไปยิ้มเยาะสาวใช้และสัตว์เลี้ยงเพศผู้ของตี๋เสี่ยวเิจน ที่กำลังนั่งปากคอสั่นอยู่ท่ามกลางลมหนาว ผ่านไปครู่หนึ่งหญิงและชายกว่าสามสิบคนก็เริ่มหนาวสั่นอย่างรุนแรง ริมฝีปากของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ต่างก็ขดร่างกายเข้าหากันราวกับลูกบอล แต่ถึงอย่างนั้นก็มิมีผู้ใดกล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คนเดียว เพราะแม้แต่หายใจพวกเขายังแทบไม่กล้า.. เวลานี้แม้แต่ตี๋เสี่ยวเจินซึ่งเป็นนายของพวกเขาและยกตนเทียบเท่าฮองเฮานั้น ก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนนอนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น แล้วพวกเขาจะทำเช่นไรได้ยิ่งไปกว่านั้นชายและหญิงกว่าสามสิบนี้ต่างก็เคยเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในวังบนยอดเขาเทียนเฟิง หากศิษย์สำนักกระบี่เทียนซานต้องการขึ้นไปรายงานสิ่งใดบนยอดเขา ก็จักต้องผ่านคนเหล่านี้ เวลานี้จึงได้เวลาที่ศิษย์สำนักกระบี่เทียนซานเหล่านี้จะเอาคืนบ้าง..“แล้วตี๋เสี่ยวเจินเล่านางจะมิแข็งตายก่อนที่จะได้พบกับท่านป้าฉินหรอกรึ?” เย่ซิงเฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงนางไม่สามารถตายได้หากข้าไม่ยินยอม ข้าได้ทำลายวรยุทธของนางแล้ว แต่พลังบ่มเพาะของนางยังอยู่ที่ระดับปรับกายา นางย่อมไม่แข็งตายไปก่อนแน่..”จากนั้นหลิงหยุนจึงหันไปสั่งศิษย์สำนักเทียนซานว่า“พวกเจ้าเฝ้าพวกมันไว้ อย่าให้ผู้ใดฆ่าตัวตายได้ พรุ่งนี้ข้าจะมาคิดบัญชีกับพวกมัน!”“ซิงเฉินพวกเราไปกันได้แล้ว!”จากนั้นทั้งหลิงหยุน และเย่ซิงเฉินก็เหาะตรงไปยังยอดเขาเจงิชโชกูซู..ในความสูงระดับเหนือน้ำทะเลกว่าเจ็ดพันเมตรนี้อุณหภูมิบนยอดเขาลดลงถึงลบสามสิบองศาเลยทีเดียว แต่กลับไม่มีผลต่อร่างกายของหลิงหยุนกับเย่ซิงเฉินทั้งสองคนเหาะลงบนพื้นของยอดเขาที่สูงสุดหลังจากชื่นชมทิวทัศน์รอบกายอยู่ครู่หนึ่ง เย่ซิงเฉินก็ได้หันไปเอ่ยถามหลิงหยุน“เจ้ามาทำอะไรที่นี่งั้นรึ”“ข้าเพิ่งจะสิ้นสุดการต่อสู้เวลานี้จึงอยากชื่นชมทิวทัศน์ที่งดงามและคุยกับเจ้าไปด้วย..” หลิงหยุนหันไปยิ้มให้กับเย่ซิงเฉินพร้อมเอ่ยตอบนาง“ซิงเฉินบอกข้ามา.. เจ้าเข้ามาได้อย่างไรหลังจากที่คนของสำนักกระบี่เทียนซานได้เปิดค่ายกลขุนเขาแล้ว”หลิงหยุนรู้ว่าเย่ซิงเฉินมิได้เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลดังเช่นตนเองอีกทั้งค่ายกลขุนเขาของสำนักกระบี่เทียนซานก็แข็งแกร่งไม่น้อย หากเย่ซิงเฉินจะทะลายเข้ามาจากด้านนอก แม้จะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย��