ตอนที่ 1005
บทที่ 1435 : ตำหนิตนเอง
October 22, 2026
บทที่ 1435 : ตำหนิตนเอง ในเมื่อหลิงหยุนไม่ต้องการให้ผู้ใดไปรบกวนฉินจิวยื่อในเวลานี้นางจึงได้แต่เหาะตามหลิงหยุนกลับไปยังยอดเขาเจงิชโชกูซู “มีเรื่องอะไรจะปรึกษาข้างั้นรึ” ทันทีที่เหาะลงไปบนพื้นของยอดเขาสูงแห่งนี้ฉินตงเฉวี่ยจึงเอ่ยถามหลิงหยุนขึ้นมาด้วยความอยากรู้.. “เรื่องตระกูลหนิง!” หลิงหยุนจึงได้เล่าเรื่องราวและปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับฉินตงเฉวี่ยฟัง “ข้ามาช้าไปเพียงก้าวเดียว เมื่อครั้งที่ข้ามาถึงนั้น ท่านลุงหนิงก็ได้สิ้นใจไปเสียก่อนแล้ว..” “ท่านแม่ต้องการเซ่นไหว้วิญญาณท่านลุงหนิงเจ็ดวันจากนั้นก็น่าจะนำร่างของเขาไปฝัง.. เพียงแต่จะฝังร่างของลุงหนิงที่ใด และจะต้องบอกกล่าวกับคนตระกูลหนิงหรือไม่? เรื่องเหล่านี้ข้าเองก็มิอาจตัดสินใจได้..” ที่ผ่านมานั้นร่างไร้วิญญาณที่ถูกหลิงหยุนสังหารตายไปมากมายนั้น เขาก็จัดการใช้ยันต์เตโชเผาร่างทิ้งเสีย หรือไม่ก็ใช้ผงละลายศพจัดการทำลายให้สิ้นซาก แต่หนิงเทียนหยาหาใช่ศัตรูของเขาไม่ อีกทั้งยังเป็นคนที่ฉินจิวยื่อรักมากด้วย นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่หลิงหยุนมาจุติบนโลกใบนี้และพบเจอกับเรื่องที่ต้องมีพิธีกรรมเช่นนี้ อีกทั้งฉินจิวยื่อก็เป็นแม่ของเขา เขาจึงต้องคิดว่าจะจัดการเช่นใดให้เหมาะสม แต่ฉินตงเฉวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับไปว่า “หลิงหยุน เจ้าปรึกษาเรื่องนี้กับข้า ข้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้ นั่นเพราะข้าเองก็หาได้รู้จักตระกูลหนิงดีนัก แต่ข้าคิดว่าพี่ใหญ่คงจะมีแผนของนางอยู่ในใจแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้เช่นใด ฉะนั้น เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้นางตัดสินใจด้วยตัวเอง” หลิงหยุนได้แต่นิ่งเงียบไป.. เหตุผลที่เขาปรึกษาเรื่องนี้กับฉินตงเฉวี่ยนั้นก็เพราะไม่ต้องการให้ฉินจิวยื่อต้องกังวลใจครุ่นคิดกับเรื่องพวกนี้ เขาจึงอยากจะแอบช่วยจัดการเรื่องนี้ให้กับนางอย่างเงียบๆ เพื่อให้ฉินจิวยื่อสามารถส่งดวงวิญญาณของหนิงเทียนหยาเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยจิตใจที่สงบนิ่งไร้เรื่องกังวลใจ แต่คิดไม่ถึงว่าการตายของหนิงเทียนหยาจะนำเรื่องยุ่งยากมาให้ถึงเพียงนี้แม้แต่ฉินตงเฉวี่ยยังมิกล้าที่จะตัดสินใจใดๆแทน “เช่นนั้นแล้วเรื่องเหล่านี้พวกเราก็มิควรยุ่งเกี่ยว แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านแม่จัดการตามลำพังอย่างนั้นหรือ” ยิ่งนึกถึงสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมของฉินจิวยื่อเวลานี้หลิงหยุนก็ยิ่งเศร้าใจ และโกรธแค้นตี๋เสี่ยวเจินมากขึ้นเท่านั้น “หลิงหยุนเจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย จิตใจของพี่ใหญ่นั้น ข้าย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด”ฉินตงเฉวี่ยรู้ดีว่าหลิงหยุนรู้สึกเช่นใดนางจึงได้แต่ปลอบประโลม “ที่นี่นางขออยู่คนเดียวตามลำพังนั้น ก็คงจะต้องการครุ่นคิดไตร่ตรองเรื่องเหล่านี้ล่ะ..” “ที่สำคัญ..จากนี้ไปนางต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้!”ฉินตงเฉวี่ยย้ำประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น..“แล้ว..หลิงยู่เล่า” หลิงหยุนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา“หลิงยู่”ฉินตงเฉวี่ยร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงพร้อมกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามหลิงหยุนด้วยความประหลาดใจ“อะไรกัน!เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เจ้ายังมิได้บอกกับหลิงยู่หรอกรึ?”หลิงหยุนส่ายหน้าไปมาพร้อมกับตอบไปว่า“ยังเลย!”ฉินตงเฉวี่ยรีบเรียกเครื่องมือสื่อสารของตนออกมาและกำลังจะส่งข้อความบอกหนิงหลิงยู่ แต่จู่ๆก็ชะงักพร้อมกับเอ่ยถามหลิงหยุนว่า“แล้วเรื่องของหลิงยู่พี่ใหญ่ของข้าว่าอย่างไรบ้าง”หลิงหยุนส่ายหน้าไปมาพร้อมตอบกลับไปว่า“เวลานี้ท่านแม่รู้เพียงแค่ว่าหลิงยู่สอบเข้ามหาวิทยาลัยหยานจิงได้แล้ว แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น ข้าจึงไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่..”ฉินตงเฉวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเก็บเครื่องมือสื่อสารของตนกลับคืนไป“ข้าคิดว่าพี่ใหญ่คงจะมีแผนอยู่ในใจแล้ว รอพรุ่งนี้ค่อยฟังว่านางจะตัดสินใจเช่นใด แล้วพวกเราค่อยจัดแจงตามที่นางต้องการ..”“ก็ดีเหมือนกัน!”แม้ทั้งคู่จะปรึกษาหารือกันอยู่นานและถึงแม้จะมิได้คำตอบหรือผลสรุปอันใดนัก แต่หลิงหยุนก็รู้สึกจิตใจสงบลงมากนี่เป็นครั้งแรกที่หลิงหยุนได้พบเจอหนิงเทียนหยาเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิตเขาจึงมิได้รู้สึกอันใดมากนัก แต่ฉินจิวยื่อกับหนิงหลิงยู่นั้นคงมิได้รู้สึกเช่นเดียวกับเขาเป็นแน่ หลิงหยุนจึงพยายามที่จะแอบจัดการเรื่อราวทุกอย่างให้อย่างเงียบๆ