ตอนที่ 1014
บทที่ 1444 : ศัตรูโดยธรรมชาติ
October 22, 2026
บทที่ 1444 : ศัตรูโดยธรรมชาติ “หลิงยู่..สาวงามตรงหน้าเจ้าเวลานี้คือธิดาพรรคมารเย่ซิงเฉินที่ข้าเคยเล่าให้ฟังอย่างไรเล่า” ฉินตงเฉวี่ยเป็นฝ่ายนำพาให้หญิงสาวทั้งสองได้มารู้จักกัน“ไม่ว่าจะเป็นงานชุมนุมชาวยุทธ หรือแม้กระทั่งมาช่วยแม่ของเจ้าที่นี่ นางก็ได้อยู่เคียงข้างและร่วมต่อสู้กับพี่ชายของเจ้ามาโดยตลอด..” “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบุกมาสำนักกระบี่เทียนซานในครั้งนี้นางนับว่าเป็นกำลังสำคัญของพี่ชายเจ้าได้มากเลยทีเดียว..” “เอ่อ..” แต่แล้วจู่ๆฉินตงเฉวี่ยก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบเริ่มผิดแปลกไป นางจึงได้แต่พูดติดขัดขึ้นมาเช่นนั้น.. เวลานี้ทั้งหนิงหลิงยู่และเย่ซิงเฉินต่างก็ยืนเผชิญหน้ากันอยู่เช่นนั้นทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงสามฟุต และดวงตาทั้งสองคู่ก็ผสานกันนิ่งอยู่เช่นนั้น.. แต่น่าแปลกที่หญิงสาวผู้เฉลียวฉลาดทั้งคู่กลับยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น มิมีผู้ใดยอมที่จะกล่าวทักทายอีกฝ่ายก่อนเลย.. เวลานี้..สายตาของหนิงหลิงยู่และเย่ซิงเฉินมีเพียงกันและกันเท่านั้น หาได้ใส่ใจผู้คนรอบข้างไม่ ทั้งสองยังคงยืนจ้องมองกันแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับว่าต่างก็กำลังอ่านจิตใจและความนึกคิดของอีกฝ่ายอยู่! ในขณะเดียวกันนั้นเอง..คิ้วของหญิงสาวทั้งคู่ต่างก็ขมวดเข้าหากัน เวลานี้ดูเหมือนหญิงสาวทั้งสองต่างก็กำลังปลดปล่อยพลังปราณออกจากร่างทั้งเสื้อผ้า และผมยาวของทั้งคู่ต่างก็ปลิวไสวไปทางด้านหลัง เย่ซิงเฉินอยู่ในชุดสีดำทะมึนในขณะที่หนิงหลิงยู่ในชุดขาวสะอาดสะอ้าน.. คนผู้หนึ่งมีกายดาราส่วนอีกผู้หนึ่งมีกายอัปสร ซึ่งล้วนเป็นกายล้ำเลิศที่หาได้ยากยิ่งนัก ในรอบหลายหมื่นปีจึงจักปรากฏขึ้นสักครั้ง ในการพบกันครั้งแรกของหญิงสาวทั้งคู่ท่ามกลางเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งสองคนควรจักต้องรักใคร่กลมเกลียวดั่งพี่สาวน้องสาวมิใช่หรือ แต่เหตุใดจึงแสดงความรู้สึกต่อต้านกันออกมาเช่นนี้เล่า.. และดูเหมือนการต่อต้านของหญิงสาวทั้งคู่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ! หลิงหยุนถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีและมิได้ทันสังเกตเห็นว่าผู้ใดกันที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน.. พวกนางควรต้องรักใคร่กลมเกลียวดั่งพี่น้องมิใช่หรือเหตุใดจึงกลับกลายเป็นศัตรูกันเช่นนี้เล่า หลิงหยุนรู้สึกได้ว่า..หากเขามิได้อยู่ตรงนี้ด้วย แน่นอนว่าทั้งเย่ซิงเฉินและหนิงหลิงยู่ คงยากที่จะเลี่ยงการประมือกันได้! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?หญิงสาวทั้งสองล้วนแล้วแต่เป็นสาวงามที่หาได้ยากยิ่งแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็หาได้มีผู้ใดกล้าเข้าไปขวางกลางไม่ และก่อนที่อารมณ์ของทั้งคู่จะพุ่งขึ้นสู่จุดที่สูงกว่านี้ หลิงหยุนจึงรีบร้องตะโกนบอกพวกนางทั้งคู่ทันที“นี่พวกเจ้าสองคน..ต่างคนต่างถอยออกไปได้แล้ว!”แต่ก็สายเกินไปแล้ว..ปัง!!บนยอดเขาเทียนเฟิงเวลานี้นอกเหนือจากหลิงหยุน ก็มิมีผู้ใดแข็งแกร่งเกินกว่าหญิงสาวทั้งสองคนอีกแล้ว แม้แต่ไป๋เซียนเอ๋อซึ่งงอกหางที่สี่แล้ว ยังมิกล้าเข้าห้ามปราณเมื่อพวกนางทั้งสองตรงเข้าฟาดฟันใส่กัน..ทั้งคนตระกูลฉินและคนตระกูลหนิงต่างก็สัมผัสได้พึงพลังปราณที่รุนแรงและน่ากลัวของหญิงสาวทั้งสอง พวกเขาต่างก็รู้ตัวว่ามิอาจขัดขวางห้ามปรามได้ จึงได้แต่ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว“นี่พวกเจ้าบ้าไปแล้วรึ!”หลิงหยุนร้องตะโกนออกมาเสียงดังเขาใช้วิชาใต้พิภพสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่ขึ้นล้อมรอบร่างของตี๋เสี่ยวเจินไว้อย่างรวดเร็ว นางยังมิได้ชำระหนี้เลือดอย่างสาสม หลิงหยุนจึงมิต้องการให้นางได้รับผลกระทบจากการประมือระหว่างหญิงสาวทั้งสองไปด้วยหนิงหลิงยู่และเย่ซิงเฉินยังคงประมือกันอย่างดุเดือดสีหน้าแววตาของทั้งคู่ต่างก็เต็มไปด้วยความดุดันอย่างมาก!ทางด้านหนิงหลิงยู่ซึ่งมีกายอัปสรนั้นหลังจากพลังปราณพวยพุ่งออกนอกร่างแล้ว พลันเปลี่ยนเป็นดอกบัวสีทองแปดสิบเอ็ดดอก และกำลังหมุนอยู่รอบตัวของนางอย่างรวดเร็ว ร่างงดงามนั้นทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ใต้ฝ่าเท้าปรากฏกลุ่มควันสีม่วงพวยพุ่งออกมา ซึ่งก็คือพลังอมตะสีม่วงนั่นเอง!ส่วนเย่ซิงเฉินนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกันพายุหมุนดวงดาวปรากฏขึ้นและกำลังหมุนวนอยู่รอบตัวนางอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มดาวภายในจุดซือไห่กลางหน้าผากก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็วเช่นกัน แล้วดวงดาวทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดดวงก็เริ่มทอประกายสุกสว่าง และพุ่งออกมาด้านนอก กลายเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลที่ประกอบไปด้วยหลากหลายสีสรร ก่อนจะเข้าไปหมุนวนอยู่ภายในพายุหมุนดวงดาวเช่นกัน!เวลานี้หญิงสาวทั้งสองคนอยู่ใกล้กันยิ่งนัก!ดอกบัวสีทองทั้งแปดสิบเอ็ดดอกและกลุ่มดาวเคราะห์ทั้งหนึ่งร้อยแปดดวง ต่างก็กำลังหมุนวนอยู่อย่างรวดเร็ว และมีกระทบกันบ้างเป็นครั้งราว หลังจากแตกระเบิดออกจากกัน ก็กลับมารวมกันได้ใหม่อีกครั้ง..แต่น่าแปลกที่หญิงสาวทั้งสองเผชิญหน้ากันอยู่เช่นนี้แต่กลับมิมีผู้ใดกล่าววาจาอันใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว!ในที่สุดหลิงหยุนก็เรียกกระบี่โลหิตเทวะออกมา..มือของเขาถือกระบี่สีแดงเล่มใหญ่ไว้คิ้วขมวดเข้าหากัน ในขณะเดียวกันก็จ้องมองหนิงหลิงยู่ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วจึงหันไปมองเย่ซิงเฉินซึ่งอยู่ทางขวามมือ กระบี่ในมือถูกยกขึ้นอยู่นับสิบครั้ง แต่ก็มิอาจตัดสินใจลงมือกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้..เพราะไม่ว่าจะเป็นหน้ามือหรือหลังมือก็ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของมือทั้งสิ้น ดังคำพูดที่ว่าหยิกเล็บเจ็บเนื้อ..เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลิงหยุนจึงเปลี่ยนมาสังเกตหนิงหลิงยู่แทน เขาทำการเผาเสินหยวนของตนเองทันที และเริ่มสังเกตหนิงหลิงยู่อย่างใกล้ชิด..