ตอนที่ 1015
บทที่ 1445 : มิอาจยับยั้งได้
October 22, 2026
บทที่ 1445 : มิอาจยับยั้งได้ ณตีนเขาของยอดเขามนุษย์ มีอาคารใหญ่สำหรับรับประทานอาหารอยู่ และศิษย์สำนักกระบี่เทียนซานที่ใช่ชีวิตอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ก็จะลงมาทานอาหารที่นี่กันทุกวัน อาคารแห่งนี้กว้างใหญ่และมีถึงสามชั้น จึงสามารถจุคนในคราวเดียวได้พร้อมกันถึงสองร้อยคน.. กัวผิงซึ่งทำหน้าที่พ่อบ้านรับผิดชอบชีวิตประจำวันของเหล่าศิษย์ภายในสำนักกระบี่เทียนซานจึงมีหน้าที่รับผิดชอบเรือนทานอาหารแห่งนี้ไปในตัว เรือนรับประทานอาหารแห่งนี้มีพ่อครัวอยู่ประจำและมีผู้ที่ทำหน้าที่บริการอยู่ร่วมยี่สิบคน ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์สำนักกระบี่เทียนซานทั้งสิ้น และอยู่ในขั้นเซียงเทียนทั้งหมด ศิษย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ไร้พรสวรรค์ มิสามารถฝึกปรือให้ก้าวหน้ากว่านี้ได้อีกแล้ว จึงถูกสั่งให้มาทำงานอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักไหนๆก็ตามทีมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการเสื้อผ้า อาหาร และที่อยู่อาศัย ในที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องมีผู้คนมาดูแลจัดการเรื่องเหล่านี้เช่นกัน และสำหรับอาหารเย็นในคืนนี้ก็ถูกจัดขึ้นที่เรือนรับประทานอาหารแห่งนี้เช่นกัน! ฉินจิวยื่อและหนิงหลิงยู่สองคนแม่ลูกต่างก็ยังอยู่เฝ้าห้องเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของหนิงเทียนหยา หลิงหยุนจึงได้สั่งให้คนจัดเตรียมอาหารขึ้นไปให้นางที่ยอดเขาเทียนเฟิงแทน ความจริงแล้วหลิงหยุนอยากให้ทั้งคู่ลงมารับประทานอาหารที่ตีนเขามนุษย์พร้อมกันแต่ฉินจิวยื่อกลับปฏิเสธ และให้หลิงหยุนกับฉินตงเฉวี่ยไปช่วยกันต้อนรับแขกจากตระกูลฉิน และตระกูลหนิงแทนนาง แม้นว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันแต่ย่อมต้องทำการต้อนรับขับสู้กันตามธรรมเนียม.. นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนมารวมตัวกันที่สำนักกระบี่หลิงหยุนหลี่เพียวหยางและกัวผิงต่างก็พยายามทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย อาหารเย็นในคืนนี้จึงอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว ไก่เป็ด ปลา หรือแม้แต่ผักชนิดต่างๆ เรียกได้ว่าอาหารและบริการนั้นไม่แตกต่างจากโรงแรมหรูหราในโลกภายนอกเลยทีเดียว และในเวลานี้คนของตระกูลฉิน และคนของตระกูลหนิงก็ล้วนแล้วแต่นับว่าเป็นแขกของหลิงหยุนทั้งสิ้น.. ภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นสามของเรือนรับประทานอาหารหลิงหยุนเป็นฝ่ายกล่าวขอบคุณตระกูลฉิน และตระกูลหนิงที่เดินทางมาไกล ในระหว่างมื้ออาหาร เขาก็ได้พูดคุยหยอกเย้ากับทุกคนอย่างสนุกสนาน และได้เล่าเหตุการณ์ในคืนถล่มสำนักกระบี่เทียนซานให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดตามที่ถูกร้องขอ ทุกคนที่ได้ฟังเรื่องราวต่างก็พากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง.. แต่ถึงอย่างนั้นหลิงหยุนก็รู้สึกอยู่เสมอว่าเป็นเพราะตนมาช้าไปหนึ่งก้าว ทำให้หนิงเทียนหยาต้องเสียชีวิต จึงได้อาศัยโอกาสนี้กล่าวขอโทษกับตัวแทนจากตระกูลหนิง แต่กล่าวไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว หนิงป๋อผิงก็รีบห้ามปรามไว้ทันที หนิงป๋อผิงพูดตัดบทขึ้นว่า“หลิงหยุน.. เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ นี่คงเป็นความประสงค์ของสวรรค์ ตระกูลหนิงของข้ามิอาจตำหนิเจ้าได้!” หลิงหยุนรับรู้ได้ว่าคนตระกูลหนิงดูเหมือนจะมิต้องการให้เขาพูดเรื่องนี้ในระหว่างรับประทานอาหารอีกพวกเขาจึงเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน ทางด้านฉินชุนเฟิงที่เข้าสังคมเก่งยิ่งนัก ก็ได้ชักชวนทุกคนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง หากมิมีเขาสักคน ภายในงานวันนี้คงจะกระอักกระอ่วน และกร่อยไม่น้อยทีเดียว การรับประทานอาหารมื้อเย็นเริ่มต้นในเวลาหนึ่งทุ่มครึ่งและไปสิ้นสุดในราวสี่ทุ่มตรงพอดี ซึ่งกินเวลาไปถึงสองชั่วโมงกว่าเลยทีเดียว.. หลิงหยุนและฉินตงเฉวี่ยเดินออกมาส่งทุกคนที่หน้าเรือนรับประทานอาหารจากนั้นทั้งหมดก็กลับไปยังที่พักซึ่งกัวผิงได้จัดเตรียมไว้ให้วันนี้สำนักกระบี่หลิงหยุนมีห้องหับสำหรับรับรองแขกเหรื่อเหลืออยู่มากมายอีกทั้งกัวผิงก็ได้จัดการสั่งคนเก็บกวาดทำความสะอาดไว้พร้อมที่จะรับรองแขกของหลิงหยุนแล้วด้วย“เฮ้อ..วันนี้ยุ่งวุ่นวายทั้งวันเลยทีเดียว!”ทันทีที่ทุกคนกลับออกไปจนหมดหลิงหยุนถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ..“หลิงหยุน..เจ้าทำเพื่อพี่ใหญ่ของข้ามาตลอดสองวันนี้ คงจะเหนื่อยมากทีเดียว ข้าว่าเจ้ากลับไปพักผ่อนนอนหลับเสียหน่อยจะดีกว่า!”ฉินตงเฉวี่ยซึ่งยืนอยู่ข้างหลิงหยุนหันไปเห็นสีหน้าท่าทางที่เหน็ดเหนื่อยของเขา จึงได้แต่เอ่ยปากบอกด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจหลิงหยุนยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า“ไม่ต้อง.. เมื่อกลางวันข้าได้ฝึกฝนวิชาไปตลอดทั้งวันแล้ว เดี๋ยวจะไปฝึกต่อ การฝึกปรือมีประโยชน์กว่าการนอนหลับเป็นไหนๆ”หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งฉินตงเฉวี่ยจึงกล่าวขึ้นว่า “อะไรกัน.. เจ้าเหน็ดเหนื่อยมาสองวันเต็มๆแล้ว เวลานี้ควรต้องรีบไปนอนพักผ่อนจึงจะถูก”แววตาของฉินตงเฉวี่ยเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่งนางอยากจะเอ่ยปากบอกหลิงหยุนว่านางอยากจะตามเขาไปฝึกวิชาด้วย แต่แล้วก็เลือกที่จะเงียบไปเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยออกไปว่า“เอาล่ะถ้าเช่นนั้นข้าเองก็จะกลับไปฝึกฝนวิชาต่อเช่นกัน.. เอ่อ..”ฉินตงเฉวี่ยหันกลับไปหาหลิงหยุนและมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “เรื่องระหว่างหลิงยู่กับซิงเฉินเมื่อตอนเย็นนั้น หากเจ้าใจเย็นไม่พอ ข้าจะเป็นฝ่ายไปคุยกับซิงเฉินเอง”การประมือกับหนิงหลิงยู่และเย่ซิงเฉินเมื่อตอนเย็นนั้นมิเพียงทำให้หลิงหยุนรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่ยังทำให้ทุกคนในที่นั้นตกอกตกใจอย่างมากด้วยเช่นกัน ฉินตงเฉวี่ยรู้ว่าหลิงหยุนยังมิมีเวลาที่จะสอบถามเรื่องนี้ นางจึงตั้งใจว่าจะไปสอบถามเย่ซิงเฉินด้วยตนเอง“ไม่ต้องข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง!”หลิงหยุนตอบกลับยิ้มๆ“เจ้าอย่าได้กังวลใจไป ข้าย่อมมีวิธีของข้า และจะจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสม!”“เช่นนั้นก็ดี..ข้าไปก่อนล่ะ!”หลังจากฉินตงเฉวี่ยจากไปแล้วหลิงหยุนจึงเหาะตรงไปหาเย่ซิงเฉินซึ่งยังคงอยู่บนชั้นสามของเรือนรับประทานอาหาร เมื่อไปถึงเขาก็ดึงมือนางพาเหาะออกทางหน้าต่างโดยไม่พูดไม่จาหลังจากเหาะผ่านสันเขายาวไปได้ราวสามนาทีและออกห่างจากเขตของสำนักกระบี่หลิงหยุนไปหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว ในที่สุดหลิงหยุนก็มองหาหน้าผาเงียบๆแห่งหนึ่ง แล้วทั้งสองคนก็ร่อนลงบนหน้าผาแห่งนั้น“เอาล่ะ..บอกข้ามาว่ามันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นกันแน่”