ตอนที่ 1017
บทที่ 1447 : ที่มา
October 22, 2026
บทที่ 1447 : ที่มา ดาบคู่มารสะบั้นเทวะของเย่ซิงเฉินนั้นนอกจากจะมีรูปร่างที่แปลกประหลาดมากและมีความคมอย่างยิ่งยวดแล้ว อาวุธทั้งสองยังมีรูปร่างที่แตกต่างกันด้วย อันหนึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายกับดวงอาทิตย์ ส่วนอีกอันเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว และความหนาของอาวุธทั้งสองชิ้นยังแตกต่างกันอีกด้วย น้ำหนักก็แตกต่างกันเล็กน้อย อันที่เป็นทรงกลมรูปดวงอาทิตย์นั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับแผ่นดิสก์และรูตรงกลางก็มีขนาดเท่าข้อมือ ส่วนที่เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวนั้นมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมซึ่งคมทั้งสองด้านนั้นเรียบเงา ทันทีที่หลิงหยุนเอื้อมมือไปจับอาวุธทั้งสองนั้นเขาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้ง และสามารถคาดเดาน้ำหนักของมันได้อย่างแม่นยำ สำหรับผู้บ่มเพาะพลังนั้นยิ่งมีพลังจิตแข็งแกร่งมากเพียงใด การมองภาพและประเมินขนาด และน้ำหนักของวัตถุต่างๆ ก็จะยิ่งแม่นยำยิ่งขึ้น และเมื่อได้ยินว่าดาบคู่มารสะบั้นเทวะนี้เป็นอาวุธที่มารดาของตนเคยใช้มาก่อนหลิงหยุนจึงได้แต่พินิจมองอย่างละเอียดอีกครั้ง และยิ่งสำรวจอย่างละเอียดมากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอาวุธทั้งสองนี้ทำจากโลหะที่พิเศษยิ่งนัก จนถึงกับต้องเอ่ยถามออกไปว่า “โลหะที่ใช้ทำอาวุธทั้งสองนี้..ใช่แกนอุกกาบาตที่ร่วงหล่นจากห้วงอวกาศหรือไม่” เมื่อครั้งที่หลิงหยุนกับเย่ซิงเฉินพบกันครั้งแรกนั้นทั้งคู่ได้เคยประมือกัน และครั้งนั้นแม้แต่กระบี่โลหิตแดนใต้ของเขายังมิสามารถทำอะไรดาบคู่มารสะบั้นเทวะนี้ได้เลย เมื่อคืนก่อน..เย่ซิงเฉินก็ได้ใช้อาวุธทั้งสองนี้รับมือกับกระบี่เหินของศิษย์คุนหลุนหลัวหย่งฉี และกระบี่เหินของตี๋เฮ่อหมิง แต่กลับมิมีร่องรอยเสียหายปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ทั้งหลัวหย่งฉีและตี๋เฮ่อหมิงต่างก็อยู่ในด่านกลางขั้นก่อสร้างรากฐานกระบี่เหินของคนทั้งคู่ย่อมต้องใช้โลหะที่พิเศษยิ่งในการหลอม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมิอาจทำอะไรดาบคู่มารสะบั้นเทวะได้ “เจ้ามองออกด้วยรึ!”เย่ซิงเฉินเอ่ยถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่าดาบคู่มารสะบั้นเทวะทั้งสองนี้ มิใช่อาวุธที่เพิ่งหลอมในยุคสมัยนี้ แต่เป็นอาวุธที่หลอมมาแต่โบร่ำโบราณ” “เมื่อครั้งโบราณกาลนั้นได้มีอุกกาบาตสองลูกตกลงมาบนโลกพร้อมๆกัน ระหว่างที่พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศมานั้น อุกกาบาตทั้งสองลูกมีลักษณะคล้ายลูกไฟขนาดใหญ่ ที่กำลังพุ่งลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็วสูงยิ่ง ก่อนจะร่วงหล่นลงในแถบภูเขาแห่งหนึ่ง..” “ผู้ที่พบเห็นอุกากบาตทั้งสองลูกนี้ได้นำไปมอบให้กับฮ่องเต้ฉู่ ฮ่องเต้ฉู่ดีใจยิ่งจึงสั่งให้คนนำไปหลอมเป็นอาวุธ..” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เย่ซิงเฉินก็หันไปถามหลิงหยุนว่า “กั้นเจียงมั่วเย่.. เจ้าเคยได้ยินคำพวกนี้หรือไม่” หลิงหยุนพยักหน้า“อืมม.. เป็นชื่อของดาบคู่ – ดาบบุรุษกั้นเจียง และดาบสตรีมั่วเย่..” เย่ซิงเฉินถึงกับยิ้มออกมาและตอบกลับไปว่า“ท่านอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โลหะที่ใช้หลอมดาบสุริยันต์จันทรานี้ เป็นโลหะที่ได้มาจากที่เดียวกันกับดาบคู่กั้นเจี้ยมั่วเย่นี้!” “…” หลิงหยุนถึงกับนิ่งอึ้งไปก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่น“จริงรึ! ดาบคู่นี้หาใช่พรรคมารของเจ้าหลอมขึ้นมาเองแน่รึ?” เย่ซิงเฉินไม่ตอบแต่กลับถามขึ้นว่า“เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดในพรรคมารของเรา ผู้อาวุโสและผู้คุ้มกฏแต่ละคน จึงสามารถคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นโอรสพรรคมารได้ถึงหนึ่งหรือสองคน ในขณะที่ธิดาพรรคมารจักต้องมีเพียงแค่ผู้เดียวเท่านั้น” หลิงหยุนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบกลับไปว่า“เพราะดาบสุยันต์จันทราคู่นี้ใช่หรือไม่” “ถูกต้อง!”เย่ซิงเฉินยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดต่อว่า“มีเพียงธิดาพรรคมารเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ใช้ดาบคู่มารสะบั้นเทวะนี้ และในทางกลับกัน.. หญิงที่ครอบครองดาบคู่มารสะบั้นเทวะนี้ ก็ย่อมได้รับการยอมรับจากพรรคมารว่าเป็นธิดาสวรรค์!”“หลังจากที่ข้าหลอมใหม่ให้เจ้าแล้วรับรองได้ว่าดาบคู่มารสะบั้นเทวะของเจ้า จะกลายเป็นอาวุธที่ล้ำเลิศยิ่งกว่านี้ทีเดียว!” ระหว่างที่พูดหลิงหยุนก็ได้เรียกดาบคู่นี้กลับเข้าไปไว้ในแหวนพื้นที่ของตน“หลิงหยุน..ขอบใจเจ้ามาก!”จู่ๆเย่ซิงเฉินก็เม้มริมฝีปากบางของตน แล้วจึงก้มหน้าก้มตาเอ่ยขอบใจหลิงหยุนหลิงหยุนจึงถามกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“เหตุใดต้องขอบคุณข้าด้วยเล่า”เย่ซิงเฉินหันไปหาหลิงหยุนพร้อมกับเหาะขึ้นไปบนท้องนภาโดยมีหลิงหยุนเหาะตามขึ้นไปด้วยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียที่ไม่ดังนัก“เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ข้ายังมิคาดคิดว่าตนเองจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ อีกทั้งไม่คิดว่าจะสามารถเหาะเหินกลางอากาศได้เช่นนี้ด้วย แต่เวลานี้.. ข้ากลับสามารถทำได้อย่างง่ายดาย..”“ยังมีวิชาดาราคุ้มกายวิชาสุญตาดูดดาว วิชามังกรพรางร่าง แหวนจักรวาล ศิลากลั่นวิญญาณ…”“ได้อยู่กับเจ้าแล้ว..ข้ามีความสุขยิ่งนัก!”ประโยคสุดท้ายนั้นแทบไม่มีเสียงดังออกมาจากริมฝีปากของเย่ซิงเฉิน แต่หลิงหยุนกลับได้ยินอย่างชัดเจน!ฟิ้ว…ร่างของหลิงหยุนเหาะพุ่งไปขวางหน้าเย่ซิงเฉินไว้อย่างรวดเร็วจากนั้นจึงอ้าแขนทั้งสองข้างออกพร้อมกับเอ่ยว่า“เหตุใดต้องขอบคุณด้วยวาจาเล่าขอบคุณข้าด้วยการกระทำมิดีกว่ารึ?”“เจ้าได้ฝันไปเลย!”เย่ซิงเฉินเหาะหลบอ้อมแขนของหลิงหยุนทันทีก่อนจะกล่าวออกไปว่า “หากเจ้าไม่รีบร้อนกลับไปนัก ก็เหาะเล่นชมทิวทัศน์ของเขาเทียนซานเป็นเพื่อนข้าหน่อย..”“เป็นความคิดที่ดีทีเดียว!”จากนั้น..ทั้งคู่จึงได้เหาะเคียงข้างกันไปอย่างช้าๆ และค่อยๆเหาะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ราวกับว่ากำลังไต่ขึ้นไปบนบันไดล่องหนทั้งคู่เริ่มฝึกดาราคุ้มกายไปด้วยและเวลานี้แสงจันทราก็ได้สาดส่องลงสู่ร่างทั้งสอง แสงนวลของดวงจันทร์ได้ห่อหุ้มร่างของทั้งคู่ไว้ ทำใหดูราวกับเทพจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน..ระหว่างที่เหาะไปบนท้องฟ้านั้นเย่ซิงเฉินก็ได้เรียกเอาศิลากลั่นวิญญาณออกมาถือไว้ส่วนหลิงหยุนก็เรียกธงวายุออกมาเช่นกัน