ตอนที่ 1036
บทที่ 1467 : ถูกแทรกแซง
October 22, 2026
บทที่ 1467 : ถูกแทรกแซง ฉินจิวยื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อว่า “หลังจากหลิงยู่เกิดมาได้เพียงแค่ครึ่งเดือน คืนหนึ่งนางก็เกิดมีไข้สูงจนหมดสติไป ข้าใช้ทุกหนทางรักษานางแต่ก็มิได้ผล จึงได้นำนางไปฝากให้หลี่หงเม่ยเพื่อนบ้านช่วยดูแล ส่วนตัวข้าก็ขับรถไปที่อารามหลิงเจี๋วยท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาในยามค่ำคืน เพื่อตั้งใจจะไปจุดธูปขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั่น..” เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ฉินจิวยื่อก็ได้หยุดชะงักไปเล็กน้อย พร้อมกับหันไปมองหลิงหยุนด้วยแววตาที่อ่อนโยน เรื่องราวหลังจากนั้นแน่นอนว่าหลิงหยุนย่อมรู้ดีอยู่แล้วเขาจึงพึมพำออกไปว่า “จากนั้น ท่านแม่ก็ได้พบกับข้าบนเขาแห่งนั้นสินะ..” ฉินจิวยื่อพยักหน้า“ถูกต้อง.. เมื่อครั้งนั้นที่ข้าพบเจ้า ตัวของเจ้ายังเล็กเท่าๆกับหลิงยู่ เห็นเจ้าถูกทิ้งไว้บนเนินเขาแห้งแล้งเช่นนั้น ในใจก็มิอาจนิ่งดูดายได้ จึงได้อุ้มเจ้ากลับมาด้วย” ฉินจิวยื่อรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตและบอกเล่าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนของผู้เป็นมารดา “แต่จะว่าไป..นี่คงเป็นโชคชะตาของพวกเราแม่ลูก นั่นเพราะท่านน้าจินเหยียวของเจ้า ได้ซ่อนร่างของเจ้าไว้อย่างมิดชิดนัก แต่ก็มิได้ห่างไกลจากเส้นทางขึ้นเขามากจนเกินไป คืนนั้นมิเพียงสายฝนที่กระหน่ำลงมา ตัวข้าเองยังขับรถไปด้วยความเร็วมาก ข้าควรต้องขับรถเลยไปแล้ว และมิควรได้พบเห็นเจ้า” “แต่กลับกลายเป็นว่าครั้งนั้นจู่ๆเจ้าก็ร้องไห้ออกมา เสียงร้องของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก!” ในที่สุดหลิงหยุนก็ได้ยินฉินจิวยื่อเล่าเรื่องของตนเสียทีเขาจึงตั้งใจฟังด้วยความสนอกสนใจยิ่ง “เจ้าลองคิดดู..เด็กทารกมิร้องไห้ก่อนหน้า และมิร้องไห้หลังจากนั้น แต่กลับร้องในจังหวะที่ข้าขับรถผ่านไปเช่นนั้น เจ้าว่านี่มิใช่โชคชะตาหรอกรึ” “ข้าตามเสียงร้องไห้ของเจ้าไปจึงได้พบเจ้าอยู่ที่นั่น เวลานั้นแม้เจ้าจักยังเป็นเพียงแค่เด็กทารก แต่กลับมีคู่คิ้วที่งดงามยิ่ง ใบหน้าก็หล่อเหลาอย่างมาก จนข้าอดไม่ได้ต้องอุ้มเจ้าขึ้นมา แต่ก็น่าแปลก.. เมื่อข้าอุ้มเจ้าขึ้นมา เจ้ากลับหยุดร้องไห้ในทันที!” “ระหว่างที่ข้าอุ้มเจ้าไว้ในอ้อมอกนั้นข้าเองก็ลังเลอยู่ว่าจะขึ้นเขาต่อไปดี หรือจะลงเขาไปในทันที หรือจะอยู่ที่นั่นรอจนกว่าครอบครัวของเจ้าจะกลับมา แต่ในระหว่างที่ข้ากำลังลังเลอยู่นั้น ไต้ซือเฉวียนหมิงก็ปรากฏตัวขึ้น..” “หลังจากไต่ถามรายละเอียดจากข้าแล้วเขาก็บอกให้ข้ารีบลงเขาไป และปฏิเสธที่จะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเจ้ากับข้า อีกทั้งยังมิได้เอ่ยถึงพรรคมารเลยแม้แต่น้อย เขาคงจะเกรงว่าหากข้ารู้ว่าเจ้ามีความเกี่ยวพันกับพรรคมาร ข้าอาจจะมิยอมนำเจ้ากลับไปบ้านด้วยก็เป็นได้..” “แต่ก็น่าแปลกยิ่งนัก..หลังจากที่ข้าพาเจ้ากลับไปบ้านด้วย หลิงยู่กลับหายป่วยในทันที และทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ เจ้าหารู้ไม่ว่าข้านึกขอบคุณเจ้ามากเพียงใด และได้ตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่นับตั้งแต่นั้นมา..” ฉินจิวยื่อเอ่ยเพียงแค่นั้นก็นิ่งเงียบไปเวลานี้ภายในศาลากลางน้ำจึงเหลือเพียงความเงียบสงัด และลมหายใจของคนทั้งสอง สำหรับฉินจิวยื่อ..เรื่องนี้คือความทรงจำของนาง แต่สำหรับหลิงหยุนนั้น เรื่องนี้นับเป็นจุดพลิกผันของชะตากรรมเขาเลยทีเดียว และในที่สุดเรื่องราวในอดีตของหลิงหยุนก็ได้ถูกปะติดปะต่ออย่างสมบูรณ์ “ความจริงทั้งหมดเป็นเช่นนี้เองหรอกรึ!” ผ่านไปเนิ่นนาน..ในที่สุดหลิงหยุนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่..ก่อนหน้านี้แม้เขาจะได้ฟังเรื่องราวจากหลวงจีนเฉวียนจื้อมาบ้างแล้ว แต่ก็มิได้ล่วงรู้รายละเอียดทั้งหมดเช่นนี้ และด้วยการบอกเล่าอย่างละเอียดยิบย่อยของฉินจิวยื่อ ทำให้ภาพการพบกันของสองแม่ลูกนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งมากยิ่งขึ้นและนี่คือโชคชะตาที่นำพาคนทั้งหมดเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกัน..โชคชะตาดั้งเดิมในเวลานั้นหรือก่อนหน้านั้น ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวพันกับหนิงหลิงยู่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้หากหนิงหลิงยู่มิได้มีไข้สูงในคืนนั้นฉินจิวยื่อก็คงมิต้องไปอารามหลิงเจี๋วยในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก และย่อมมิได้พบเจอกับเขา..ตรงกันข้าม..หากท่านน้าจินเหยียวมิได้ถูกซือกงถูไล่ล่ามาถึงเมืองจิงฉู และมิได้รับอันตรายอันใด หนิงหลิงยู่ก็อาจจะมิมีไข้สูงก็เป็นได้ดูเหมือนว่า..จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยผลักดันกงล้อแห่งโชคชะตานี้ให้ดูคล้ายกับความบังเอิญ แต่กลับเป็นไปอย่างแม่นยำจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิงหยุนจึงอดมิได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน..หรือนี่จะเป็นการแทรกแทรงของใครบางคนสินะหลิงหยุนหนิงหลิงยู่ ฉินจิวยื่อ ชะตากรรมเช่นนี้ หากแม้แต่โม่วู๋เตายังสามารถอธิบายได้ เขาก็คงจะน่าอัศจรรย์ยิ่งแล้ว!เวลาล่วงเลยไปอีกโดยมิรู้ตัวและตอนนี้ก็ได้เข้าสู่เวลาตีสามของเช้าวันใหม่แล้ว..“ท่านแม่..เรื่องของหลิงยู่นั้นข้ารับปากว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เอง ท่านอย่างได้กังวลใจไป เวลานี้ก็ดึกมากแล้ว ท่านควรจะกลับเข้าไปพักผ่อนเสียก่อน”หลิงหยุนกับฉินจิวยื่อนั่งสนทนากันร่วมสี่ชั่วโมงกว่าและได้แลกเปลี่ยนความคิดกันมากมายพอควรแล้ว หลิงหยุนจึงต้องการให้นางกลับไปพักผ่อน เพราะนางเองก็ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูสภาพร่างกาย ฉินจิวยื่อยิ้มออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังต้นหลิวเทวะวิญญาณ“ข้าอยู่ที่นี่ได้รับพลังชีวิตเข้าไปตั้งมากมาย จะเหนื่อยล้าที่ไหนกันเล่า”หลิงหยุนยิ้มและตอบกลับไปว่า“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง!”ฉินจิวยื่อกล่าวต่อ“เรื่องของหลิงยู่นั้น ข้าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าจัดการ แต่หากเจ้ามีเรื่องใดที่จะต้องบอกกับข้า ก็อย่าได้ลังเลที่จะบอกกับข้าอย่างตรงไปตรงมา”หลิงหยุนได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกดีอกดีใจยิ่งและรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ขอบคุณท่านแม่ยิ่งนัก!”ฉินจิวยื่อยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยต่อว่า“หลิงหยุน เมื่อคืนเจ้าคงจะเอาแต่ดื่มจนมิได้กินอะไรรองท้องบ้างเลยสินะ เจ้าหิวหรือไม่ ข้าจะไปทำอะไรให้เจ้ากิน..”“ขอบคุณท่านแม่..ข้าคิดถึงรสชาติอาหารฝีมือของท่านแม่มานานแล้ว!” หลงหยุนเอ่ยตอบทันที “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเข้าไปทำอาหารให้เจ้ากินเดี๋ยวนี้ล่ะ..”“ข้าจะไปคอยเป็นลูกมือให้ท่านแม่เอง..”