ตอนที่ 1039
บทที่ 1470 : ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่
October 22, 2026
บทที่ 1470 : ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ นับว่าวิชาพลังลับหยิน–หยางของหลิงหยุนนั้นช่างล้ำเลิศอย่างหาใดเปรียบมิได้! เต๋าส่งเสริมเกื้อหนุนให้มีหนึ่งหนึ่งส่งเสิรมเกื้อหนุนให้มีสอง สองส่งเสริมเกื้อหนุนให้มีสาม สามส่งเสริมเกื้อหนุนให้มีสรรพสิ่ง.. ‘สอง’ที่ว่านี้หมายถึงหยินและหยาง ระหว่างสวรรค์กับปฐพี.. ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มิเป็นอื่นใดนอกจากหยินและหยาง! นอกจากนี้แล้วกายที่อัศจรรย์ยิ่งของหลิงหยุนนั้น ยังสามารถดูดซับเองพลังชีวิตที่อยู่ระหว่างสวรรค์และโลกนี้เข้าไปได้อย่างทรงพลังยิ่ง และเมื่อผสานทั้งกายกับวิชาบ่มเพาะเข้าที่ล้ำเลิศเข้าด้วยกัน จึงยากที่จะหาที่ติได้.. แม้หลิงหยุนจะรู้วรยุทธบ่มเพาะมากมายเพียงใดแต่เขามักจะใช้เพียงแค่วิชาพลังลับหยิน–หยางในการพัฒนาขั้นพลังบ่มเพาะของตนเองเท่านั้น เมื่อครั้งที่ฝึกวรยุทธบ่มเพาะอยู่ในค่ายกลมังกรหยิน–หยางนั้นหลิงหยุนได้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างดวงตาค่ายกลหยิน และดวงตาค่ายกลหยาง ณ ตำแหน่งที่พลังหยินและหยางตัดกันนั้น คือจุดที่พลังหยินและหยางหลอมรวมอย่างสมดุล หลิงหยุนจึงมิต้องทำสิ่งใด เพียงแค่ดูดซับเข้าไปในร่างกายเท่านั้น แต่ที่หน้าประตูทางเข้าสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นมีเพียงแค่พลังหยินบริสุทธิ์ที่แผ่กระจายออกมาจากด้านในเท่านั้น หลังจากที่ถูกดูดซับเข้าไปในร่าง หลิงหยุนจึงต้องใช้วิชาพลังลับหยิน–หยางเปลี่ยนพลังหยินให้เป็นพลังหยาง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างหยินและหยางภายในร่างของตน แต่ขั้นตอนเช่นนี้หาใช่เรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่นับว่าโชคดีที่หลิงหยุนมีจุดตันเถียนอันน่าอัศจรรย์ซึ่งสามารถหมุนได้อย่ารวดเร็ว จึงสามารถแปลงพลังหยินเป็นพลังหยางได้ในทันที อีกทั้งพลังเหล่านั้นยังสามารถหมุนเวียนไปทั่วร่างทำการชำระล้างและบ่มเพาะจุดตันเถียน เส้นลมปราณ จุดฝังเข็ม รวมทั้งจุดซือไห่ของเขาได้อีกด้วย วันนี้..จุดซือไห่ของหลิงหยุนเสมือนหนึ่งมหาสมุทรเสินหยวน ซึ่งมีเสินหยวนอยู่อย่างน้อยถึงหนึ่งล้านสองแสนหยด จุดซือไห่ของหลิงหยุนเวลานี้ประหนึ่งว่ามีสายฝนแห่งเสินหยวนโปรยปรายลงท่ามกลางท้องมหาสมุทร อีกไม่เกินสองสามวันจุดซือไห่กลางหว่างคิ้วของเขาก็น่าจะมีเสินหยวนเต็มเปี่ยมแล้ว บูม!! ในระหว่างที่ฝึกวรยุทธบ่มเพาะนั้นหลิงหยุนก็มิลืมที่จะปลดปล่อยเปลวเพลิงห้าธาตุหยิน–หยางออกมาบ่มเพาะร่างกายไว้ด้วย เพื่อประโยชน์อันมากมายมหาศาล เวลานี้หลิงหยุนจึงไม่ต่างจากมนุษย์เพลิง ในการฝึกวรยุทธบ่มเพาะของผู้ที่เข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่นั้นคนส่วนใหญ่จะเน้นฝึกฝนจุดซือไห่กลางหว่างคิ้วของตนเท่านั้น น้อยคนนักที่จะหันมาสนใจบ่มเพาะกายเนื้อให้แข็งแกร่ง อาจเป็นเพราะด้วยความไม่รู้ ไม่มีเวลา หรือมีพลังชีวิตไม่เพียงพอ แม้หลิงหยุนจะเร่งฝึกฝนจุดซือไห่ของตนมากเพียงใดแต่เขาก็มิเคยละเลยบ่มเพาะกายเนื้อของตนให้แข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งนับว่าคนเช่นหลิงหยุนนั้นหาได้น้อยมาก ระหว่างการพัฒนาขั้นพลังกับการบ่มเพาะกายเนื้อให้แข็งแกร่งนั้น มีผู้ใดบ้างเล่าที่จะยอมชะลอการพัฒนาขั้นเพื่อไปบ่มเพาะกายเนื้อแทน แต่สำหรับหลิงหยุนแล้วเขารู้ดีว่าตนเองนั้นแตกต่างจากผู้บ่มเพาะพลังคนอื่นๆ เขามิสามารถคาดเดาได้ว่าจะได้รับการทดสอบจากสวรรค์ในระดับใดบ้าง จึงเป็นไปมิได้เลยที่เขาจะละเลยการบ่มเพาะกายเนื้อให้แข็งแกร่งได้.. ฉะนั้นไม่ว่าเขาต้องการที่จะพัฒนาขั้นมากเพียงใดเขาก็มิเคยหยุดฝึกวิชาดาราคุ้มกาย! ยิ่งไปกว่านั้น หลิงหยุนยังมีเปลวไฟห้าธาตุหยิน–หยางอีกด้วย หมอกควันที่พวยพุ่งออกมาจากประตูทางเข้าหลักของสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีได้ถูกหลิงหยุนดูดซับเข้าไปในร่างจนหมดทุกหยด ในสายตาของนักท่องเที่ยวคนอื่นทั่วไปสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดชมวิวที่งดงามยิ่ง แต่ในสายตาของหลิงหยุน ที่นี่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งพลังหยินที่มิมีวันหมด จุดชมวิววบริเวณสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นงดงามไม่ต่างจากเขื่อนซานเสียต้าป้า หรือเขื่อนสามหุบเขาซึ่งเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ในบริเวณจุดชมวิวนี้มีพลังหยินที่หนาแน่นไม่ต่างจากเขื่อนสามหุบเขา ทันทีที่ประตูน้ำเปิดออก น้ำย่อมทะลักหลั่งไหลออกมา เช่นเดียวกับที่พลังหยินหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของหลิงหยุนอย่างต่อเนื่องในเวลานี้!นอกเหนือจากพลังหยินจำนวนมากแล้วก็ยังมีปราณมังกรและปราณจักรพรรดิปะปนมาด้วย แต่ก็มีปริมาณที่น้อยกว่ามาก และปราณทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นของบุคคลเพียงคนเดียวที่อยู่ในสุสานแห่งนี้เท่านั้น และหลิงหยุนก็ยินดีรับมาอย่างไร้ข้อกังขา เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วดวงอาทิตย์ตกดินโดยที่หลิงหยุนมิทันรู้ตัว เขาฝึกบ่มเพาะอยู่ที่หน้าประตูสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีแห่งนี้ไปนานร่วมสามชั่วโมงแล้วจนกระทั่งเวลาห้าโมงเย็นเหล่านักท่องเที่ยวก็เริ่มบางตาลง แต่ถึงกระนั้นพลังหยินที่พวยพุ่งออกมาจากด้านใน ก็มิได้มีวี่แววว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยหลิงหยุนพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจเขายังคงเดินกลับไปกลับมาอยู่ด้านนอกประตูอีกครู่ใหญ่ และได้แต่แอบคิดในใจว่า‘ข้าคงจะไม่สามารถเดินอยู่แต่ตรงนี้ที่เดียวได้คงต้องเปลี่ยนที่เดินบ้างแล้ว..’แม้หลิงหยุนจะมิต้องการให้การฝึกฝนล่าช้าแต่เขาก็มิต้องการถูกมองว่าเป็นคนบ้า ที่เอาแต่เดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าประตูด้านใต้เช่นนี้ แต่มิยอมเข้าไปด้านใน และผู้คนต่างก็เริ่มสนอกสนใจเขามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสุสานแห่งนี้หลิงหยุนแสร้งเดินออกไปที่จุดชมวิวที่อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตรแล้วจึงเลี้ยวที่หัวมุมมุ่งหน้าไปยังประตูด้านตะวันตกแทน และเริ่มดูดซับเอาพลังหยินเข้าไปเพื่อฝึกฝนต่อผ่านไปอีกร่วมสองชั่วโมงซึ่งเป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดีท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลง และเจ้าหน้าที่ต่างก็พากันเลิกงานกันหมด..หลิงหยุนเดินต่อไปยังประตูทางด้านเหนือและเมื่อหันมองไปรอบๆไม่พบผู้คนแม้แต่คนเดียว เขาจึงยืนนิ่งอยู่ห่างจากประตูไปเพียงแค่สามร้อยเมตรเท่านั้น และฝึกวิชาต่อที่นั่นจนกระทั่งถึงเที่ยงคืนในที่สุดหลิงหยุนก็เดินออกจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีและเมื่ออกห่างจากค่ายกลสุสานในระดับหนึ่ง จิตหยั่งรู้ของเขาก็สามารถกลับมาใช้งานได้ดังเดิมท่ามกลางความมืดมิดหลิงหยุนเร่งรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้พ้นเขตรัศมีของค่ายกลสุสาน จากนั้นจึงใช้วิชาล่องหนและเหาะไปยังเทือกเขาฉินหลิงต่อ…..บูม!!หนึ่งชั่วโมงต่อมาหลิงหยุนก็ได้ทำการย่อยพลังหยินที่ดูดซับเข้าไปในร่าง และโคจรพลังหยินและหยางให้หมุนเวียนไปทั่วทั้งร่าง เพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปอย่างไม่รอช้าใกล้เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-6) แล้ว..หลิงหยุนเหาะกลับไปที่สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีอีกครั้งและเริ่มดูดซับเอาพลังหยินเข้าไปในร่างอีก จนกระทั่งถึงตีห้า หลิงหยุนจึงเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าฝึกวิชาดาราคุ้มกายต่อ กระทั่งเวลาแปดโมงเช้า เขาจึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่ประตูด้านใต้ของสุสานแห่งนี้อีกครั้งหลิงหยุนไม่หลับไม่นอนและฝึกฝนวิชาอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย!ในวันที6 ตุลาคม หลิงหยุนยังคงฝึกฝนวิชาอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน ต่อไปจนถึงวันที่ 7ตุลาคมอีกหนึ่งวัน..ระหว่างนั้นฉินตงเฉวี่ยได้เทียวมาหาหลิงหยุนถึงสามครั้ง และพบว่าเขาเร่งฝึกฝนวิชาอย่างบ้าคลั่ง จึงได้แต่เอ่ยถามหลิงหยุนออกไป