ตอนที่ 1041
บทที่ 1472 : ซากปรักหักพัง
October 22, 2026
บทที่ 1472 : ซากปรักหักพัง เครื่องบินส่วนตัวเทคออฟออกจากท่าอากาศยานและทะยานขึ้นสู่ท้องนภาเบื้องบน.. “ช่างเหลือเกินจริงๆ!นี่นางถึงกับไม่ยอมมาส่งข้าที่สนามบินจริงๆรึ!” บนเครื่องบินส่วนตัวหลิงหยุนนั่งอยู่ข้างหน้าต่างพร้อมรำพึงรำพันกับตัวเอง เขาส่ายหน้าไปมาและอดที่ยิ้มออกมาอย่างนึกขันไม่ได้ แต่หลิงหยุนก็รู้จักนิสัยของฉินตงเฉวี่ยดี.. เมื่อฉินตงเฉวี่ยรู้ว่าหลิงหยุนไม่พาตนไปด้วยนางก็ได้แต่นั่งหน้าเศร้า และจ้องมองเขาตลอดมื้ออาหาร จนทำให้เขารู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก แต่ก่อนที่รถตู้ซึ่งไปส่งเขาจะแล่นออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นหลิงหยุนสังเกตเห็นว่าฉินตงเฉวี่ยดูเหมือนกำลังจะเดินตรงไปที่รถ แต่กลับถูกฉินจิวยื่อรั้งไว้ “หรือท่านแม่จะล่วงรู้เรื่องระหว่างข้ากับนางงั้นรึ” หลิงหยุนฉุกคิดขึ้นมาได้แต่แล้วก็ตัดเรื่องนี้ออกจากใจทันที และได้แต่คิดว่าทุกอย่างคงจะต้องผ่านพ้นไปด้วยดี “เทือกเขาฉินหลิง..ดินแดนแห่งเส้นเลือดมังกร สถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยปราณมังกร อีกทั้งยังเป็นสถานที่ลี้ลับยิ่งนัก!” หลิงหยุนพึมพำออกมาในระหว่างที่เครื่องบินกำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาฉินหลิงหลิงหยุนจ้องมองเทือกเขาเบื้องล่างที่ดูราวกับมังกรตัวใหญ่ผ่านกระจกหน้าต่าง “แม้บนโลกใบนี้จะขาดแคลนพลังชีวิตก็จริงแต่ในสถานที่เฉพาะบางแห่ง กลับมีพลังชีวิตมากพอสำหรับผู้ฝึกบ่มเพาะพลังไม่น้อยทีเดียว..” หลิงหยุนยังคงพึมพำกับตัวเอง.. สถานที่เฉพาะที่หลิงหยุนพูดถึงนั้นก็คือภูเขาเพลิง และเทือกเขาฉินหลิงแห่งนี้… สำหรับผู้ฝึกบ่มเพาะพลังทั้งหลายนั้นหากสามารถค้นพบสถานที่ และวิชาบ่มเพาะที่เหมาะกับธาตุของตนเองแล้ว ย่อมสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วได้เป็นแน่ แต่หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมส่งผลให้การฝึกฝนล่าช้าได้เช่นกัน.. ยกตัวอย่างเช่นเหมี่ยวเสี่ยวเหมากายของนางเป็นธาตุไม้บริสุทธิ์ หากไปฝึกวิชาพฤกษาขจีบนภูเขาเพลิง อย่าว่าแต่จะไม่สามารถพัฒนาขั้นพลังบ่มเพาะได้เลย ขั้นพลังอาจตกต่ำลงก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจถูกเผากลายเป็นกำยานเครื่องหอมไปเลยก็ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นภูเขาเพลิงที่มีพลังชีวิตธาตุไฟหนาแน่นหรือเทือกเขาฉินหลิงซึ่งมีปราณมังกรหนาแน่นเช่นกัน หากเปรียบเทียบกับโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่แล้ว ก็ยังนับว่ามีพลังชีวิตที่แห้งแล้งอยู่ดี หรือหากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือในที่ที่มีพลังชีวิตอุดมสมบูรณ์สูงสุดบนโลกใบนี้ หากจะเทียบกับโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่แล้ว ก็เท่ากับเสี้ยวหนึ่งของสถานที่ที่มีพลังชีวิตแร้นแค้นที่สุดของโลกบ่มเพาะเท่านั้นเอง ช่องว่างในเรื่องนี้ของทั้งสองโลกจึงนับว่าห่างไกลกันอย่างมากมาย.. “แต่อย่างน้อยบนโลกใบนี้มีมังกรอยู่จริง..”หลิงหยุนพึมพำออกมาด้วยแววตาเป็นประกายอย่างพึงพอใจมังกรมีหลายเผ่าพันธุ์และหลากหลายระดับตั้งแต่สูงไปจนกระทั่งต่ำสุด แต่มังกรที่โตเต็มวัยนั้นจะสามารถว่ายวนอยู่ในห้วงอากาศที่ว่างเปล่าได้ และพวกมันก็จะมีเกณฑ์คัดเลือกที่อยู่อาศัยด้วยตนเองเช่นเดียวกับนกที่เลือกไม้อยู่เอง..พวกมันจะมิยอมเลือกไปอยู่ในดาวเคราะห์ที่มีพลังชีวิตขาดแคลนและเป็นอุปสรรคต่อการแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นแน่ มังกรย่อมต้องเลือกดาวเคราะห์ที่มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมที่สุดเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของเผ่าพันธุ์พวกมัน“โลกนี้หาใช่มีเพียงแค่มังกรจริงๆไม่แต่ยังมีบรรพชนของเหล่ามังกรอีกด้วย!”หลิงหยุนนึกถึงสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีขึ้นมาอีกครั้งเหตุใดเขาจึงพูดว่าสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีคือบรรพชนมังกรอย่างนั้นหรือ นั่นเพราะว่าสถานที่แห่งนั้นคือสุสานของจักรพรรดิองค์แรกอย่างไรกันเล่า..เขาฝึกวิชาอยู่หน้าทางเข้าสุสานเพียงแค่สามวันแต่กลับได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล จนสามารถพัฒนาระดับพลังบ่มเพาะได้หลิงหยุนดูดซับพลังหยินเข้าไปมากมายและถึงแม้ปราณมังกรที่เขาดูดซับเข้าไปจะน้อยกว่ามาก แต่กลับมีความบริสุทธิ์และทรงพลังอย่างยิ่ง!หลิงหยุนจำได้ว่าปราณมังกรที่ร่างกายของเขาดูดซับเข้าไปนั้น ได้ไหลตรงเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาในทันที และได้ถูกเส้นโค้งรูปมังกรภายในจุดตันเถียนอันแสนอันศจรรย์ของเขานั้นดูดซับเข้าไปจนหมดเวลานี้มิอาจเรียกว่าเส้นโค้งรูปมังกรได้เต็มปากอีกนั่นเพราะเวลานี้มันมิได้มีเพียงแค่แขนขาที่งอกออกมาเท่านั้น แต่เริ่มมีนิ้วและกรงเล็บงอกออกมาในแต่ละเท้าอีกด้วยแม้กรงเล็บมังกรที่เพิ่งงอกออกมานี้จะเล็กและบางยิ่งกว่าเส้นผมแต่หลิงหยุนก็สามารถเห็นชัดเจนได้ด้วยจิตหยั่งรู้ของตนว่า มันมีอยู่ทั้งหมดห้าเล็บ!กรงเล็บมังกรทองทั้งห้า!“หากฝึกต่ออีกสักหน่อยคงจะได้เห็นเกล็ดของมันปรากฏขึ้นเป็นแน่..”หลิงหยุนสัมผัสได้ว่าเส้นโค้งรูปมังกรทองของเขานั้นค่อยๆเปลี่ยนไปทีละขั้นๆแม้ว่าเรือนร่างของมังกรจะยังดูเรียบและหยาบ แต่ก็ดูเป็นรูปเป็นร่าง และสามารถมองออกว่าเป็นมังกรที่กำลังเติบโตเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นตันเถียนที่เลี้ยงดูมังกรทอง!แต่ช่างน่าเสียดาย..ถึงแม้จะดูออกว่าเป็นร่างของมังกร แต่ก็ยังเป็นแค่เส้นโค้งเท่านั้น เพราะศรีษะมังกรยังมิได้ปรากฏ และยังไร้วี่แววว่าจะปรากฏเด่นชัดเมื่อใด“ไม่แน่ว่าการที่ข้าสัมผัสรังสีอันตรายจากค่ายกลสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นอาจมิใช่เพราะข้าดูดซับพลังหยินเข้าไปก็เป็นได้ แต่เป็นเพราะข้าดูดซับปราณมังกรนี้เข้าไปต่างหากเล่า..”หลิงหยุนพึมพำพร้อมกับยิ้มออกมา..คำถามคือ..เหตุใดบนโลกใบนี้จึงเรียกขานชาวจีนว่าลูกหลานมังกรหลิงหยุนถอนสายตาจากหุบเขาเบื้องล่างและเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้าไกลผ่านกระจก ภายใต้ดวงตาที่ลุ่มลึกนั้น กำลังมองย้อนกลับไปในห้วงเวลาและห้วงมิติเมื่อหลายพันปีก่อน หลิงหยุนกำลังนึกย้อนไปถึงประเทศจีนในยุคโบราณยุคที่เป็นเพียงแค่ตำนานเรื่องเล่า..ในยุคนั้นโลกใบนี้จะมีพลังชีวิตที่มากมายเพียงใด อย่างน้อยๆ ก็คงจะต้องมากกว่าในโลกบ่มเพาะที่แท้จริงหลายเท่าใช่หรือไม่?