ตอนที่ 1048
บทที่ 1479 : ดรรชนี
October 22, 2026
บทที่ 1479 : ดรรชนี หลังจากที่ขึ้นเครื่องบินกลับมาจากตระกูลฉินครั้งนี้หลิงหยุนก็มิเคยต้องการที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินอีกเลย นั่นเพราะเขารู้สึกว่ามันช้าเกินไป! เส้นทางจากจิงฉูไปมณฑลกุ้ยโจวหากเครื่องบินบินเป็นเส้นตรง จะมีระยะทางราวหนึ่งพันสี่ร้อยกิโลเมตร ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่งสำหรับการเดินทาง แต่ด้วยอัตราความเร็วในการเหาะของหลิงหยุนเวลานี้เขาสามารถใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น แล้วเหตุใดเขายังจำเป็นต้องนั่งเครื่องบินไปด้วยเล่า อีกทั้งเวลานี้จุดซือไห่ของเขาก็มีเสินหยวนอยู่มากถึงหนึ่งล้านแปดแสนหยดตลอดทั้งวันนอกเหนือจากการใช้เปลวไฟห้าธาตุหยิน–หยางบ่มเพาะเสินหยวนตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้ว หลิงหยุนก็ได้นำเสินหยวนนั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังวิเศษ สำหรับขยายจุดซือไห่เพิ่มความแข็งแกร่งให้กายเนื้อ จุดตันเถียน และเส้นลมปราณอีกทีด้วย เวลานี้..จุดซือไห่ของหลิงหยุนได้ขยายใหญ่มากขึ้น จนเริ่มที่จะสัมผัสกับพื้นที่ส่วนสมองของเขาแล้ว เสินหยวนนี้เสมือนพลังวิเศษที่สามารถเปลี่ยนเซลสมอง และเส้นประสาทภายในสมองได้ เรียกได้ว่าเป็นการวิวัฒนาการ และการพัฒนาสมองอย่างครบวงจรเลยทีเดียว! ปัจจุบันนี้หลิงหยุนสามารถกลั่นเสินหยวนได้มากกว่าสองแสนหยดต่อวัน และความเร็วในการกลั่นเสินหยวนของเขาก็มากกว่าความเร็วในการใช้เสินหยวน แต่ถึงกระนั้น กลางหว่างคิ้วของเขาก็มีสมบัติล้ำค่าอย่างกระบี่จักรพรรดิมังกร และพู่กันจักรพรรดิสถิตอยู่ ฉะนั้นเสินหยวนภายในจุดซือไห่ของหลิงหยุน จึงมีสมบัติล้ำค่าทั้งสองชิ้นช่วยกันดูดซับเข้าไปด้วย เรื่องนี้หลิงหยุนเองก็รู้ดีแต่เขาหาได้สนใจไม่ เพราะเขารู้ว่ากระบี่จักรพรรดิมังกรเพิ่งจะก่อร่างเป็นรูปกระบี่เท่านั้น ยังต้องการเวลาที่จะกลายเป็นกระบี่ที่สมบูรณ์ ส่วนพู่กันจักรพรรดินั้นก็ยังต้องการเวลาฟื้นฟูตนเองด้วยการอาศัยเสินหยวนของหลิงหยุน และการที่มันเลือกที่จะจับจองเข้าไปอยู่ในจุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของเขานั้น ก็เพื่อรอเวลานี้นั่นเอง ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนการเหาะเหิน การกลั่นโอสถ การปลุกเสกยันต์ หรืออีกมากมาย หลิงหยุนก็ใช้เสินหยวนไปนับหมื่นหยด แต่เขาก็มิได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย “เหาะไปงั้นรึ!” แต่เมื่อเหมี่ยวเสี่ยวเหมาคิดถึงระยะทางนับพันกิโลเมตรนางก็ถึงกับโมโห และกระโดดไปยืนหน้าหลิงหยุนพร้อมกับร้องตะโกนออกไป “ข้ารู้ว่าเจ้าเหาะไปได้แต่แล้วข้าเล่า” หลิงหยุนยิ้มเย้ยพร้อมกับตอบไปว่า“ข้าจะพาเจ้าเหาะไป หรือ.. เจ้าอยากจะใช้วรยุทธเคลื่อนไหวที่ล้ำเลิศของเจ้าวิ่งตามพวกเขาไปที่สนามบินก็ได้นะ ข้าว่าน่าจะยังทัน!” เหมี่ยวเสี่ยวเหมาถึงกับนิ่งอึ้งไป.. เมื่อครั้งที่ไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธนั้นเหมี่ยวเสี่ยวเหมายืนอยู่บนแผ่นหลังของแวมไพร์ และให้พวกมันบินพานางไป นางจึงมิรู้สึกเหมือนได้เหาะไปมากเท่าใดนัก หลังจากแวมไพร์ทั้งห้าได้กลายร่างเป็นนกยักษ์แล้วปีกของพวกมันก็สยายกว้างนับสิบเมตร ซึ่งดูคล้ายกับเมฆสีดำขนาดใหญ่มากกว่า เหมี่ยวเสี่ยวเหมาซึ่งยืนอยู่บนแผ่นหลังนั้น จึงมิได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด นางรู้สึกราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเสียมากกว่า ดังนั้นหลังจากที่ปรับตัวได้แล้ว นางจึงมิได้รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด แต่เวลานี้แวมไพร์ทั้งห้าของหลิงหยุนก็ได้เดินทางไปที่สนามบินพร้อมกับถังเมิ่งแล้ว และดูเหมือนว่าน่าจะขึ้นเครื่องไปเรียบร้อยแล้วด้วย เหมี่ยวเสี่ยวเหมารู้ได้ทันทีว่าคงเหลือแต่หลิงหยุนที่จะพาตนเหาะไปเป็นแน่ นางจึงได้แต่ตกใจ.. นี่เขาต้องโอบกอดนางหรือไม่ก็อุ้มนางไว้ในอ้อมแขน?หรือหลิงหยุนจะใช้ปีกหยิน–หยางพานางบินขึ้นไปเหมือนกับเหล่าแวมไพร์งั้นรึแต่ไม่ว่าอย่างไร..ทั้งหมดนั้นก็หาใช่ภาพที่นางอยากให้เกิดขึ้นไม่!ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเหมี่ยวเสี่ยวเหมาก็เห็นหลิงหยุนหยิบผ้าแพรไหมดำยาวครึ่งเมตรออกมาสองเส้น พร้อมกับม้วนผ้าแพรทั้งสองให้เป็นรูปวงแหวน โดยการการใช้นิ้วมือทั้งห้าของเขากลางออก และหดเข้าด้วยท่าทางแปลกประหลาด และทำการเปลี่ยนผ้าแพรทั้งสองให้เป็นรูปร่างอื่นๆอีกสิ่งที่หลิงหยุนทำอยู่นั้นดูลี้ลับคล้ายกับนักมายากลนิ้วมือของเขายังคงเคลื่อนไหวไปมาด้วยความเร็วไม่หยุดยั้ง แม้แต่เหมี่ยวเสี่ยวเหมาเองยังมองไม่ทัน เห็นเป็นเพียงแค่อะไรเคลื่อนไหวไปมาเท่านั้นเหมี่ยวเสี่ยวเหมาจ้องมองผ้าแพรไหมดำเปลี่ยนไปมาเป็นรูปร่างต่างๆและไม่ว่าจะหมุนวนเป็นรูปที่ซับซ้อนเพียงใด แต่มันก็มิเคยพันกันยุ่งเหยิง ที่สำคัญ.. สิ่งที่หลิงหยุนกำลังทำนั้นดึงดูดความสนใจของเหมี่ยวเสี่ยวเหมายิ่งนักเหมี่ยวเสี่ยวเหมาถึงกับร้องถามออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น“นี่เจ้ากำลังทำอะไรงั้นรึ!”“ข้าก็กำลังฝึกฝนการใช้ดรรชนีทั้งห้าอย่างไรเล่าข้าห่างเหินการฝึกไปนาน จึงยังมิค่อยคุ้นเคยนัก”หลิงหยุนเงยหน้าขึ้นแต่นิ้วเรียวงามทั้งห้ายังคงเคลื่อนไหว และควบคุมผ้าแพรทั้งสองอยู่ ในขณะเดียวกันก็เอ่ยตอบเหมี่ยวเสี่ยวเหมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง“อีกอย่าง..ข้ากำลังฝึกใช้สมองเพื่อมิให้มันขึ้นสนิมอีกด้วย!” “อืมม..ข้าเห็นด้วย! สมองของเจ้าคงมีแต่ขี้สนิมเต็มไปหมดสินะ”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบของหลิงหยุนนางคว้าเจ้าทองอ้วนที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับเดินหนีไปทันที“ข้าขึ้นเครื่องบินไปดีกว่า!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาได้แต่คิดว่าตนเองคงไม่บ้าพอที่จะเหาะไปพร้อมกับหลิงหยุนด้วยระยะทางที่ไกลเช่นนั้นแน่!เหมี่ยวเสี่ยวเหมาเริ่มนึกเสียใจที่ตัดสินใจรอหลิงหยุนนางตั้งใจว่าระหว่างที่เดินทางไปด้วยกันนั้น นางจะให้หลิงหยุนใช้เปลวไฟห้าธาตุหยิน–หยางบ่มเพาะเจ้าทองอ้วนไปด้วย เพื่อให้มันพัฒนาร่างได้เร็วกว่านี้ แต่คิดไม่ถึงว่าหลิงหยุนจะเหาะไปเช่นนี้!“ช้าก่อน!”ในที่สุดจินเหยียวก็เอ่ยปากออกมานางร้องห้ามเหมี่ยวเสี่ยวเหมา พร้อมกับหันไปเอ่ยกับนางว่า “เสี่ยวเหมาเจ้ามิจำเป็นต้องร้อนใจไป ในเมื่อหลิงหยุนบอกกับเจ้าเช่นนั้น เขาย่อมต้องมีหนทางพาเจ้าเหาะไปได้แน่ เจ้าก็รอดูเสียก่อน!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาชะงักและหันไปถามหลิงหยุน “จริงรึ”หลิงหยุนยิ้มล้อเลียนเหมี่ยวเสี่ยวเหมาพร้อมกับเอ่ยตอบไปว่า “ท่านน้าจินเหยียวบอกเช่นนั้น ก็ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นสิ..”“เจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลยอย่างไรพวกเราสองคนก็ตามพวกเขาทันแน่!”หลิงหยุนย้ำกับเหมี่ยวเสี่ยวเหมาให้มั่นใจจากนั้นจึงหันไปถามนางว่า “เสี่ยวเหมา ข้ามีเรื่องอยากจะถาม ในความเห็นของเจ้านั้น ระยะทางมีผลต่อการควบคุมหนอนกู่กลืนใจของท่านย่าเจ้าหรือไม่”แม้ว่าหลิงหยุนจะได้เคยใช้ดัชนีห้าธาตุสะกดหนอนกู่กลืนใจภายในร่างของท่านหมอเสี่ยวไว้ได้และเหมี่ยวเฟิงหวงก็มิสามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับท่านหมอเสี่ยวผ่านหนอนกู่กลืนใจนี้ได้อีก