ตอนที่ 1061
บทที่ 1492 : เทพเจ้าแห่งปีศาจ
October 22, 2026
บทที่ 1492 : เทพเจ้าแห่งปีศาจ “นับแต่โบราณกาลมาบุรุษชนเผ่าเหมี่ยวเราจะฝึกฝนในเรื่องมนต์คาถา ในขณะที่สตรีฝึการเลี้ยงหนอนกู่ แม้โลกจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แม้พลังชีวิตบนโลกใบนี้จะค่อยๆลดลงตามลำดับ แม้ผู้ฝึกมนต์คาถาในเผ่าจะค่อยๆลดน้อยถอยลง แต่มรดกตกทอดนี้ก็ยังคงมีผู้สืบทอดอยู่ หาได้เลือนหายไปเลยไม่..” “ผู้มีคุณเองก็รู้ดีว่าหญิงชาวเหมี่ยวเราเวลานี้นอกจากจะเลี้ยงหนอนกู่แล้ว ยังฝึกฝนเรื่องมนต์คาถาด้วย แต่เป็นเพียงมนต์คาถาพื้นๆเท่านั้น” น้ำเสียงของเหมี่ยวเฟิงหวงค่อยๆดังขึ้น“คำว่าพ่อมดหมอผีที่ใช้เรียกนั้น แท้จริงแล้วก็คือผู้ที่สามารถใช้พลังธรรมชาติที่อยู่ระหว่างสวรรค์กับโลกนี้ได้ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ยิ่งฝึกฝนถึงขั้นที่สูงขึ้นมากเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถใช้พลังธรรมชาติที่อยู่ระหว่างสวรรค์กับโลกได้มากเท่านั้น!” “มนต์คาถาโบร่ำโบราณนั้นหากผู้ใดฝึกฝนได้จนถึงขั้นสูง อย่าว่าแต่เหาะไปบนท้องนภาเลย แม้จะดำดินก็ย่อมทำได้ หรือกระทั่งเคลื่อนภูเขา ถมทะเล พลิกผืนดิน เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดา นี่คืออานุภาพมนต์คาถาของชนเผ่าจิ่วหลี..” เหมี่ยวเฟิงหวงนิ่งไปครู่หนึ่งพร้อมกับจ้องมองแววตาที่เปลี่ยนไปของหลิงหยุน.. “ข้าเข้าใจแล้ว!” หลิงหยุนเชื่อและยอมรับในสิ่งที่เหมี่ยวเฟิงหวงบอกเล่าอย่างมิได้รู้สึกคลางแคลใจเลยแม้แต่น้อย เผ่าจิ่วหลี– เผ่าแห่งพ่อมดหมอผีในยุคสมัยโบร่ำโบราณ “ผู้มีคุณ..” จู่ๆเหมี่ยวเฟิงหวงก็จ้องมองหลิงหยุนแน่นิ่ง และลุกขึ้นยืน ทำให้หลิงหยุนสัมผัสถึงความผิดปกติได้ จากนั้นนางก็เอ่ยกับหลิงหยุนว่า “เฟิงหวงได้ยินมาว่าท่านครอบครองกระบี่โลหิตเทวะ..ได้โปรดขอให้ข้าได้เห็นบ้างจะได้หรือไม่” “…” หลิงหยุนถึงกับนิ่งอึ้งไป.. และดูเหมือนเหมี่ยวเฟิงหวงจะเรียกหลิงหยุนว่า‘ผู้มีคุณ’ มิยอมเปลี่ยน.. หลิงหยุนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเหมี่ยวเฟิงหวงแม้เขาจะได้มอบโอสถล้ำค่าให้กับอาวุโสทั้งสอง แต่การที่อีกฝ่ายยังคงเรียกขานตนว่าผู้มีคุณนั้นหาใช่ปัญหา เพียงแต่นางเรียกขานเช่นนั้นบ่อยจนเกินไป อีกทั้งยังแสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อหลิงหยุนมาก และดูเหมือนนางจะเคารพหลิงหยุนมากกว่าหมอเสี่ยวเสียอีก เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนี้เหมี่ยวเฟิงหวงกับท่านหมอเสี่ยวคงจะสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของเขาเป็นส่วนใหญ่ หาไม่แล้วนางคงจะมีรู้เรื่องที่กระบี่โลหิตแดนใต้ ได้กลายเป็นกระบี่โลหิตเทวะไปแล้ว! เวลานี้เหมี่ยวเสี่ยวเหมาไม่เพียงแสดงท่าทางที่เคารพนบนอบต่อหลิงหยุนมากแต่ยังมิได้สนใจเสี่ยวเจิ้งจี๋ซึ่งอยู่ในห้องด้วยเลย นางถึงกับแทนตนเองว่า ‘เฟิงหวง’ ต่อหน้าหลิงหยุน และใช้คำว่าได้ ‘ได้โปรด’ เพื่อขอดูกระบี่โลหิตเทวะจากเขา.. และหลิงหยุนก็พอที่จะคาดเดาได้ว่าท่าทีของนางนั้นน่าจะเกี่ยวพันกับกระบี่โลหิตเทวะเล่มนี้!“ท่านย่าเหมี่ยว..มิต้องตื่นเต้นมากไปนัก กระบี่ของข้านั้น ข้าย่อมต้องให้ท่านได้เห็นเป็นแน่ เพียงแต่…”หลิงหยุนจ้องมองเหมี่ยวเฟิงหวงและในแววตาปรากฏความลังเลใจ..“มีอะไรงั้นรึ!”เหมี่ยวเฟิงหวงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ“เพียงแต่..กระบี่เล่มนี้ของข้านั้นมีรัศดุร้ายรุนแรงยิ่งนัก ที่นี่เป็นห้องหอของอาวุโสทั้งสอง การนำกระบี่เล่มนี้ออกมา ข้าเกรงว่าจะมิใช่เรื่องที่ควรนัก..” หลิงหยุนเอ่ยบอกเหตุผลตามความจริง..กระบี่โลหิตเทวะนั้นดื่มโลหิตเข้าไปมากมายกระบี่จึงได้กลายเป็นสีแดงโลหิตดั่งเปลวเพลิงเช่นนี้ และมีรัศมีที่ดุร้ายรุนแรงยิ่ง คนธรรมดาทั่วไปยิ่งมิควรที่จะเข้าใกล้อย่าว่าแต่คนธรรมดาทั่วไปเลยแม้แต่ยอดฝีมือขั้นพลังเหนือธรรมชาติ หากจ้องมองกระบี่เล่มนี้ในระยะใกล้ชิด ยังสามารถถูกรัศมีดุร้ายรุกรานได้หากไม่ทันระมัดระวังตัว พลังปราณภายในร่างอาจถูกสะกดไว้ และหากหนักมาก อาจถึงขึ้นส่งผลต่ออารมณ์และขั้นพลังบ่มเพาะของคนผู้นั้นได้!เวลานี้กระบี่เล่มนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งที่เป็นกระบี่โลหิตแดนใต้ราวฟ้ากับดิน!“เรื่องนั้น..”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของหลิงหยุนเหมี่ยวเฟิงหวงก็เริ่มลังเลใจ ใบหน้างดงามของนางอึกอักเล็กน้อย แต่ในที่สุดด้วยความปรารถนาที่จะได้เห็นกระบี่อย่างยิ่ง นางจึงได้แต่กัดฟันและเอ่ยตอบไปว่า “มิเป็นไร..”หลิงหยุนหันไปมองเสี่ยวเจิ้งจี๋ซึ่งเวลานี้หันไปเอ่ยถามเหมี่ยวเฟิงหวงด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉย“เจ้าอยากเห็นจริงๆรึ”“ข้าต้องการเห็นกระบี่เล่มนั้น!”“ได้!”หลิงหยุนลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งสัญญาณให้ท่านหมอเสี่ยวและเหมี่ยวเฟิงหวงถอยหลังห่างออกไป จากนั้นจึงเรียกกระบี่โลหิตเทวะออกมาจากแหวนของตนกระบี่สีแดงปรากฏขึ้นในมือของหลิงหยุนรัศมีสีแดงเจิดจรัสปกคลุมไปทั่วร่างของเขา ราวกับว่าเวลานี้ร่างของหลิงหยุนได้ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดง แสงสว่างสีแดงซึ่งอบอวลไปด้วยรัศมีดุร้ายกระจายไปทั่วบ้านนั้น หลอมรวมเข้าด้วยกันก่อนจะพุ่งออกไปนอกบ้านอย่างรวดเร็ว!“ห๊ะ!!” เมื่อแสงสว่างสีแดงเจิดจรัสที่กอปรด้วยรัศมีดุร้ายน่าสยดสยองพวยพุ่งออกมานั้นแม้แต่ท่านหมอเสี่ยวกับเหมี่ยวเฟิงหวงซึ่งได้รับการเตือนจากหลิงหยุนก่อนหน้าแล้ว และได้ถอยหลังออกไปก่อนหน้า ยังถูกรัศมีดุร้ายของกระบี่กระแทกร่างจนต้องถอยออกไปติดกำแพง และไม่สามารถถอยออกไปได้อีก จึงได้แต่ยืนแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น