ตอนที่ 1079
บทที่ 1510 : ความอัปยศของตระกูลหลง
October 22, 2026
บทที่ 1510 : ความอัปยศของตระกูลหลง ตระกูลหลงแห่งปักกิ่ง.. หากจะว่าไปตระกูลหลงนั้นเป็นตระกูลเดียว ที่ไม่มีบ้านบรรพชนที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษดังเช่นตระกูลหลิง และตระกูลเย่ นั่นเพราะตระกูลหลงเป็นตระกูลที่สืบทอดมายาวนานมากกว่าหนึ่งพันปี และผ่านมาหลายราชวงศ์ แต่ละครั้งก็ต้องสร้างบ้านเรือนประจำอยู่ตามเมืองหลวงของราชวงศ์นั้นๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้บ้านบรรพชนตระกูลหลง ได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามเมืองต่างๆในประเทศจีนที่เคยเป็นเมืองหลวงของแต่ละราชวงศ์ อย่างเช่นฉางอัน ลั่วหยาง และอีกหลายๆแห่ง รวมทั้งปักกิ่งเวลานี้ด้วย และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือตระกูลหลงเป็นตระกูลที่สืบเชื้อสายกันมายาวนานหลายพันปี ลูกหลานและทายาทตระกูลหลงจึงมีค่อนข้างมาก ตลอดหลายทศวรรษมานี้ ก็มีการแก่งแย่งชิงดีกันอย่างโหดเหี้ยมภายในตระกูล เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกอีกฝ่ายโค่นล้มลงได้หากไม่ถูกฆ่าตาย ก็ถูกขับไล่ออกนอกตระกูล และบังคับให้เปลี่ยนชื่อแซ่ หรือไม่ก็ได้รับความอับอายจนไม่กล้าบอกใครๆว่าตนเองเป็นคนตระกูลหลงอีก ไม่กล้าแม้กระทั่งจะฝึกวรยุทธประจำตระกูลหลงด้วย ท้ายที่สุดก็กลายเป็นชาวยุทธธรรมดาทั่วไป อาจเรียกว่านี่คือเรื่องของธรรมชาติคัดสรรก็ได้ผู้ที่เหมาะสมที่จะได้อยู่ต่อ ย่อมเป็นผู้ที่สามารถเอารอดชีวิตรอดได้! ความจริงข้อนี้เกิดขึ้นกับทุกชีวิตเผ่าพันธุ์.. มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดเชื้อชาติใด หรือครอบครัวใด ต่างก็เป็นเช่นนี้เหมือนๆกัน.. แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อหกร้อยปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง จักรพรรดิทุกพระองค์ก็ล้วนมีปักกิ่งเป็นเมืองหลวง และผู้กุมชัยชนะภายในตระกูลหลงแต่ละยุค ก็เลือกที่จะสร้างบ้านให้ไม่ห่างไกลจากพระราชวังต้องห้ามมากนัก นั่นเพราะยิ่งใกล้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะดวกต่อการดูดซับปราณมังกร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกวิชาประจำตระกูลหลง ด้วยเหตุนี้ทำให้คนตระกูลหลงล้วนแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่พวกเขากลับมิชอบแสดงตน และเลือกที่จะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ในป่าบ้าง ในเมืองบ้าง แม้จะเปรียบเสมือนหัวมังกรมิใช่หาง แต่ก็เลือกที่จะซ่อนตัวมิให้ผู้คนล่วงรู้ ทุกวันนี้นอกจากพระราชวังต้องห้ามแล้ว ยังมีพระราชวังอีกหลายแห่งในสมัยราชวงศ์ชิง ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมได้อย่างไม่ขาดสาย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีพระราชวังอีกหลายแห่งที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม นั่นเพราะตระกูลหลงได้แอบเก็บไว้เป็นที่พักอาศัยและสถานที่ฝึกวิชาของตนเอง อย่างเช่นพระราชวังเก่าแก่แห่งนี้เป็นต้นเมื่อสามสิบปีก่อน หลงฮ่าวหลานซึ่งถูกรับเลือกให้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป ก็ได้เลือกพระราชวังเก่าแก่แห่งนี้เป็นที่พักอาศัย และฝึกวรยุทธ ที่ตั้งของพระราชวังแห่งนี้นับว่ายอดเยี่ยมนักหันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งมีภูเขาและแม่น้ำ พื้นที่ภายในมีศาลาริมน้ำ และจากศาลาแห่งนี้สามารถมองเห็นพระราชวังต้องห้ามได้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีหลงฮ่าวหลานในฐานะผู้นำตระกูลหลง เมื่อไม่ได้เดินทางไปที่ใด ก็จะพักอาศัยอยู่ที่นี่เสียส่วนใหญ่ เพราะสะดวกแก่การเข้าออกภายในพระราชวังต้องห้ามเพื่อดูดซับปราณมังกร ที่จำเป็นต่อการฝึกวิชาประจำตระกูลหลงหากหลิงเสี่ยวนับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ประจำตระกูลหลิงหลงฮ่าวหลานก็คือผู้ที่มีพรสวรรค์ของตระกูลหลงมาตลอดห้าสิบปี เขาสามารถฝึกวิชาบัญชามังกรได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในวัยเพียงแค่สิบขวบ หลงฮ่าวหลานก็สามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้แล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปต่อจากหลงลั่วอวี๋แม้ว่าเมื่อสี่สิบปีก่อนผู้เฒ่าในตระกูลหลงได้ถูกมอบหมายให้เดินทางไปเผิงไหล หลงฮ่าวหลานก็มิได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง ในวัยเพียงแค่สิบแปดปี ก็สามารถเข้าสู่ขั้นพลังเหนือธรรมชาติซึ่งเหล่าชาวยุทธต่างใฝ่ฝันได้หลังจากนั้นหลงฮ่าวหลานก็ได้หยุดที่จะพัฒนาความก้าวหน้าของตนเอง และเริ่มทำให้ขั้นพลังของตนเองเสถียรมากขึ้น แต่หลังจากนั้นต่อมาอีกหกปี หลงฮ่าวหลานก็ได้เข้าสู่ขั้นซานเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-3) ได้ในวัยยี่สิบสี่ และในวัยยี่สิบห้าปี ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหลงต่อจากหลงลั่วอวี๋ จากนั้นจึงได้แต่งงานและมีบุตรชายสองคนคือ หลงเทียนซิงและหลงเทียนฟางแต่เพราะตระกูลหลงเป็นตระกูลที่ใหญ่โตยิ่งและมีธุรกิจอยู่ในความดูแลมากมายหลังจากที่ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหลง งานทั้งภายในภายนอกตระกูลหลงก็ได้รุมเร้า อีกทั้งยังต้องคอยอบรมสั่งสอนบุตรชายทั้งสองคน ทำให้การฝึกฝนก้าวหน้าช้าลง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความตั้งใจของหลงฮ่าวหลานเองด้วย เขาเริ่มทะลวงเข้าสู่ขั้นซื่อเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-4) และต้องใช้เวลาถึงสิบกว่าปีจึงจะสามารถเข้าสู่ขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ได้ในวัยสามสิบหกแต่การเข้าสู่ขั้นลิ่วเฉิงชี่ได้ในวัยสามสิบหกปีก็หาใช่เรื่องน่าตื่นเต้นยินดีไม่หากอยู่โลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่ผู้บ่มเพาะพลังในคุนหลุนก็ยังมิอาจเทียบได้ แต่เป็นเพราะโลกใบนี้ขาดแคลนพลังชีวิต และสำหรับคนธรรมดาทั่วไป นี่จึงนับเป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งแล้ว!แต่นับจากนั้นมาหลงฮ่าวหลานก็ยังคงรักษาขั้นพลังของตนเองให้อยู่ที่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) เช่นนั้นมาตลอดเวลามากกว่าสิบปีจนกระทั่งเวลานี้บุตรชายทั้งสองของหลงฮ่าวหลาน ก็ได้เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ได้แล้วเช่นกัน แต่หลงฮ่าวหลานยังคงไม่คิดที่จะพัฒนาขั้นพลังของตนเองแม้เรื่องนี้คนนอกยากที่เข้าใจแต่ทุกคนในตระกูลหลงกลับมิได้รู้สึกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาหลักทั้งหลายของตระกูลหลง ไม่ว่าจะเป็นหลงลั่วอวี๋ หลงจ้าวเจียง หลงจ้าวไห่ และอีกหลายๆคน ไม่เพียงทุกคนจะไม่คลางแคลงใจกับความเชื่องช้าของหลงฮ่าวหลาน พวกเขากลับยิ่งมั่นใจและคาดหวังในตัวหลงฮ่าวหลานมากขึ้นพวกเขาต่างก็รู้ว่าที่หลงฮ่าวหลานไม่ยอมพัฒนาขั้นนั้นเป็นเพราะกำลังรอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น!ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีมานี้ หลงฮ่าวหลานก็ได้มุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งในขั้นพลังของตนเอง อีกทั้งยังใช้เวลาไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตระกูลหลง และไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด ตระกูลหลงก็ยังคงสามารถครองตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งไว้ได้ตลอดมา แม้แต่ตระกูลเย่ยังมิอาจทำให้สั่นคลอนได้!ในวัยสามสิบหกปีหลงฮ่าวหลานเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ และได้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลหลง ตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ตระกูลหลงก็อยู่ในอันดับสูงสุดของประเทศนี้มาโดยตลอด อีกทั้งยังมีลูกชายที่เก่งกาจถึงสองคน และนี่คือหลงฮ่าวหลาน..หลงฮ่าวหลานใช้ชีวิตอยู่อย่างราบรื่นมาตลอดระยะเวลาห้าสิบปีจนกระทั่งเด็กหนุ่มที่หยิ่งผยองคนหนึ่งก้าวผงาดขึ้นมา ความราบรื่นที่เคยมีจึงได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มผู้นั้นก็คือหลิงหยุนแห่งตระกูลหลิง!หลังจากที่หลิงหยุนเริ่มผงาดขึ้นมาเขากลับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดือน นำพาตระกูลหลิงให้ประสบความสำเร็จดังเช่นหลงฮ่าวหลานทำมาในอดีต และยังได้บดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง การที่หลิงหยุนนำพาตระกูลหลิงขึ้นมาผงาดได้อีกครั้งนั้น ทำให้หลงฮ่าวหลานโมโหยิ่งนัก แต่จนบัดนี้เขาก็ยังไม่สามารถหาวิธีจัดการกับหลิงหยุนได้หลังจากที่ปราณมังกรอายุกว่าหกร้อยปีถูกหลิงหยุนดูดซับเข้าไปจนหมดหลงฮ่าวหลานก็ยิ่งโมโห และได้ส่งหลงเทียนซิงไปสืบประวัติหลิงหยุนถึงเมืองจิงฉู และส่งหลงเทียนฟางไปป่าเสินหนงเจี๋ยเสาะหามังกรดำ หลังจากนั้นจึงให้สองพี่น้องไปพบกับหลงฮ่าวเฉียนที่งานชุมนุมชาวยุทธ เพื่อจัดการกับหลิงหยุน แต่กลับกลายเป็นว่า หลงฮ่าวเฉียนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนหลงเทียนฟางก็หายตัวไป เหลือเพียงหลงเทียนซิงบุตรชายคนโตที่รอดชีวิตกลับมาได้ แต่นั่นเป็นเพราะความใจกว้างของหลิงหยุนที่ยอมไว้ชีวิตเขาการที่ตระกูลหลงพ่ายแพ้ให้กับหลิงหยุนที่ทะเลสาบผอหยางในครั้งนั้นทำให้หลงฮ่าวหลานเสียหน้าเป็นอย่างมาก เขาเจ็บปวดจนถึงกับต้องเดินทางออกจากปักกิ่งไปพบหลงลั่วอวี๋ หลงจ้าวเจียง และหลงจ้าวไห่ ขอให้ทั้งสามคนไปสังหารหลิงหยุนเพื่อช่วยกู้หน้าให้กับตระกูลหลหลง ก่อนที่หลิงหยุนจะแข็งแกร่งมากไปกว่านี้