ตอนที่ 1081
บทที่ 1512 : ไม่ตายง่ายๆ
October 22, 2026
บทที่ 1512 : ไม่ตายง่ายๆ คฤหาสน์ตระกูลเย่ชานเมืองด้านตะวันออกของปักกิ่ง.. หลังจากที่หลงฮ่าวหลานได้รับรายงานข่าวไม่นานนักเย่ชิงเฟิง – ผู้นำตระกูลเย่ก็ได้รับรายงานเช่นกัน แต่หลังจากที่ได้รับรายงานจากนักรบตระกูลเย่เย่ชิงเฟิงกลับไม่มีสีหน้าท่าทางทุกข์ระทม หรือโกรธเกรี้ยว แต่กลับมีเพียงแค่รอยยิ้ม “ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสินะนี่คือกฏธรรมชาติที่เกิดขึ้นวนเวียนอยู่เช่นนี้ ข้าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ” ความจริงแล้วเรื่องที่หลิงหยุนจะกลับมาทวงของของตนคืนจากตระกูลเย่นั้น เป็นเรื่องที่เย่ชิงเฟิงคาดคิดไว้นานแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ออกคำสั่งกับเหล่านักรบตระกูลเย่ ซึ่งคำสั่งของเขาก็เกือบจะคล้ายกับที่หลงฮ่าวหลานสั่งนักรบตระกูลหลง เพียงแต่เย่ชิงเฟิงกลับมีสีหน้าท่าทางที่สนุกมากกว่า หลังจากที่นักรบตระกูลเย่จากไปแล้วเย่ชิงเฟิงก็ได้เรียกประชุมเหล่าคนสำคัญของตระกูลเย่ทันที ซึ่งก็มีไม่มากมายนัก นอกเหนือจากเย่ชิงเฟิง เย่ชิงซิน เย่เทียนสุ่ย และเย่เทียนตูแล้ว ก็มีชายผมขาว หลังค่อม ใบหน้าเหี่ยวย่น ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าบ้านตระกูลเย่มาหลายสิบปี ทุกคนในตระกูลเย่ต่างก็เรียกเขาว่าเหลยก่วงเฟิงผู้นี้ว่าเหล่าเล่ย ทุกคนต่างก็ทักทายเย่ชิงเฟิงเมื่อเดินเข้าไปในห้องประชุมซึ่งเขาได้นั่งรอทุกคนอยู่ก่อนแล้ว แต่แล้วจู่ๆร่างหนึ่งก็กระโดดเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเย่ และรีบพุ่งไปยังห้องประชุมทันที และร่างอวบอ้วนนี้ก็หาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็นเย่เทียนสุ่ยนั่นเอง.. “เจ้าหลิงหยุน..หมอนั่นต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ! เขากล้าทำเช่นนี้กับตระกูลเย่ของเราได้อย่างไรกัน เขาทำเช่นนี้ย่อมเท่ากับไม่ให้หน้าตระกูลเย่ของเราเลย” เย่เทียนสุ่ยเองก็ได้รับรายงานเช่นเดียวกันฉะนั้น หลังจากที่เข้ามาได้ เขาก็ร้องตะโกนบอกเล่าเรื่องหลิงหยุนด้วยเสียงที่ดังก้องมาตลอดทาง เสียงร้องตะโกนด้วยความโมโหของเย่เทียนสุ่ยได้ทำลายความเงียบสงบภายในห้องประชุม “เทียนสุ่ยคาราวะท่านปู่เล่ยลุงสอง และน้าหญิง” แม้กระทั่งมีเย่ชิงเฟิงนั่งอยู่ด้วยแต่เย่เทียนสุ่ยที่เพิ่งเข้ามากลับทักทายเหลยก่วงเฟิงก่อน ย่อมแสดงให้เห็นว่าเหลยก่วงเฟิงมิได้มีฐานะธรรมดาๆในตระกูลเย่ และการกระทำเช่นนี้เย่ชิงเฟิงเองก็ดูเหมือนจะคุ้นเคยและเห็นเป็นเรื่องปกติ เขาจึงได้แต่ยิ้มและเอ่ยทักทายเย่เทียนสุ่ย พร้อมกับสั่งให้นั่งลง โต๊ะภายในห้องประชุมเป็นโต๊ะยาวและมีเก้าอี้อยู่มากพอ เย่เทียนสุ่ยจึงได้เดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ห่างจากเย่เทียนตู แต่หลังจากนั่งลงแล้วก็ไม่ลืมที่จะทักทายเขา แต่เย่เทียนตูกลับไม่สนใจแม้แต่จะปรายตามองปากของเขายังคงคาบใบหญ้าที่เพิ่งเด็ดมา และมือขวานั้นมีกระบี่เหินสีม่วงของตนโผล่มาแล้วก็หายไปอยู่เช่นนี้เรื่อยๆ สีหน้าของเขานั้นบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขอย่างเต็มประดา นิ้วกลางของเย่เทียนตูนั้นสวมแหวนวงพื้นที่ซึ่งหลิงหยุนให้มาและตั้งแต่ที่เขาได้แหวนวงนี้มานั้น เขาก็สวมใส่มันไว้ที่นิ้วตลอดเวลาโดยไม่ถอดออกอีกเลย และทะนุถนอมมันเสียยิ่งกว่ากระบี่เหินของตนเสียอีก ห้องประชุมตระกูลเย่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เย่ชิงเฟิงจะใช้ประชุม และปรึกษาหารือในเรื่องสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเย่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นานๆครั้งจึงจะมีการเปิดใช้ห้องประชุมนี้สักที แม้เย่เทียนสุ่ยจะยังคงไม่พอใจและอิจฉาเย่เทียนตูอยู่ แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกมามากมายนักแต่ยังไม่ทันไรเย่เทียนสุ่ยก็ผลุดลุกขึ้นพร้อมกับร้องตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความโมโห“ลุงสองตระกูลเย่ของเราอุตส่าห์ไปช่วยเจ้าเด็กหลิงหยุนที่งานชุมนุมชาวยุทธ แต่ดูสิ่งที่เขาตอบแทนพวกเราสิ ข้าโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรแล้ว เขาทำเหมือนไม่เห็นแก่หน้าผู้นำตระกูลเช่นนี้ ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป!”เย่ชิงซินซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเย่เทียนสุ่ยหลังจากที่เห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวที่เขาเสแสร้งแสดงออกมานั้น ก็เริ่มหมดความอดทน นางปรายตามองพร้อมกับเอ่ยบอกเสียงเย็น“เจ้าหุบปากได้แล้ว!”“เอ่อ..”เย่เทียนสุ่ยไม่อาจโต้เถียงได้จึงรีบนั่งลงแต่โดยดีในขณะเดียวกันเย่ชิงเฟิงก็เหลือบมองเย่เทียสุ่ย พร้อมกับเอ่ยถามยิ้มๆ “เทียนสุ่ย ในเมื่อเจ้าทนไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ออกไปหยุดพวกเขาเล่า”“เอ่อ..เรื่องนั้น..”เย่เทียนสุ่ยคิดไม่ถึงว่าเย่ชิงเฟิงจะย้อนตนเองกลับมาเช่นนี้แต่ในที่สุดก็สามารถหาข้ออ้างได้ จึงรีบตอบกลับไปว่า“ลุงสองหลิงหยุนรับปากจะทำแหวนพื้นที่ให้กับข้า และข้าก็ได้จ่ายเงินให้เขาไปแล้ว หากข้าทำให้เขาไม่พอใจ เขาอาจจะเปลี่ยนใจไม่ยอมทำให้ข้าก็ได้!”“ฮ่าๆๆๆ”เมื่อได้ยินข้ออ้างของเย่เทียนสุ่ยทั้งเย่ชิงซินและเย่เทียนตูซึ่งรู้เรื่องนี้ดี จึงได้แต่หัวเราะออกมาพร้อมกัน“อืมม..ที่แท้เจ้าก็มีเหตุผลเช่นนี้นี่เอง!”เย่ชิงเฟิงเองก็ย่อมรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในงานชุมนุมชาวยุทธทั้งหมดเช่นกันเขาจึงเอ่ยตอบเพียงแค่สั้นๆ และทำเหมือนเข้าใจเหตุผลของเย่เทียนสุ่ยหลังจากที่หยอกเย้าเย่เทียนสุ่ยไปแล้วเย่ชิงเฟิงก็เพียงแค่กระแอมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “เอาล่ะ พวกเราทั้งห้าคนเข้าเรื่องที่จะคุยกันเลยดีกว่า”“ทุกคนคงจะรู้เรื่องตระกูลหลิง..ไม่สิ! ต้องพูดว่าเรื่องที่หลิงหยุนทำกับตระกูลเย่ของเราในคืนนี้จึงจะถูก ส่วนสถานการณ์ในปักกิ่งคืนนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ข้าคงไม่ต้องบอกเล่าอะไรอีกแล้วกระมัง เพราะพวกเจ้าทุกคนก็คงพอที่จะคาดเดาได้ แต่ที่ข้าเรียกพวกเจ้าทุกคนมาในคืนนี้ ก็เพื่อให้พวกเจ้าได้รับฟังความคิดเห็นของข้า”เย่ชิงเฟิงกล่าวตรงเข้าประเด็นในทันทีหลังจากนั้นเขาก็ปรายตามองไปทางเย่ชิงซินผู้เป็นน้องสาวสายตาของเย่ชิงเฟิงนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักผสมผสานกับความเก้อเขิน และรู้สึกผิดที่มีต่อนางเวลานี้เย่ชิงซินได้กลืนโอสถเยาว์วัย และโอสถโฉมสะคราญที่หลิงหยุนมอบให้เข้าไปแล้ว นางจึงกลับกลายเป็นหญิงสาวในวัยเพียงแค่สิบแปดปี และดูประหนึ่งเทพธิดาผู้งดงามยิ่ง