ตอนที่ 1082
บทที่ 1513 : คืนให้ตระกูลหลิงทั้งหมด
October 22, 2026
บทที่ 1513 : คืนให้ตระกูลหลิงทั้งหมด การที่เย่ชิงเฟิงเรียกประชุมด่วนเช่นนี้แน่นอนว่ามิใช่ต้องการปรึกษาหารือ เพื่อที่จะหาวิธีจัดการกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น นั่นเพราะเรื่องที่ตระกูลหลิงจะกลับมาทวงสิ่งที่เป็นของตนเองคืนนั้นเป็นสิ่งที่เขาเองได้คาดคิดไว้อยู่แล้ว เพียงแค่ว่าจะช้าหรือเร็ว หลิงหยุนจะมาทวงคืนด้วยตนเอง หรือส่งคนอื่นมาเท่านั้นเอง เย่ชิงเฟิงเข้าใจบุคลิกและอุปนิสัยของหลิงหยุนดีเขารู้ว่าหลิงหยุนเป็นคนที่จะไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้แก่ผู้ใด ฉะนั้น ผลประโยชน์ใดๆที่เคยเป็นของตระกูลหลิง เขาย่อมกลับมาทวงคืนเป็นแน่ เห็นได้จากการที่หลิงหยุนไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธที่จัดขึ้นเขาไม่เพียงลงมือสังหารศัตรูหลักของตนเอง แต่ยังจัดการกับชาวยุทธที่เคยบุกรุกตระกูลหลิงเมื่อในอดีตด้วย เรียกได้ว่าหลิงหยุนไม่สนใจว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้ใด หรือสำนักใด ตราบใดที่มีส่วนร่วมในการบุกรุกตระกูลหลิง หรือสร้างความอัปยศให้กับหลิงเสี่ยวและหยินชิงเฉวียนแล้วล่ะก็ หลิงหยุนจะไม่ปล่อยให้รอดเลยแม้แต่คนเดียว และคนเช่นหลิงหยุนก็มิเคยปล่อยศัตรูเพียงเพราะเห็นแก่หน้าผู้ใด เย่ชิงเฟิงเข้าใจความจริงข้อนี้ดีและได้เตรียมใจไว้นานแล้ว ฉะนั้น ในวันนี้ไม่เพียงเขาจะตัดสินใจที่จะไม่ต่อต้านหลิงหยุน แต่กลับดูมีความสุขอย่างมากด้วย หลิงหยุนทั้งหยิ่งผยองและดุดันกระทั่งต้องการสิ่งของกลับคืน ยังมิแม้แต่จะมาทักทายกัน.. คนเช่นหลิงหยุนไม่เคยมีคำว่ากฏเกณฑ์เขาเป็นผู้ที่ไร้กฏระเบียบสิ้นดี เพราะหากต้องการสิ่งของกลับคืน อย่างน้อยควรจะต้องส่งคนมาเจรจาเสียก่อน เพราะนี่คือธรรมเนียม แต่ใช่ว่าหลิงหยุนจะมิรู้กฏเกณฑ์หรือธรรมเนียมเพียงแต่เขาตั้งใจที่จะทำเช่นนี้! ในยามที่สิงห์โตจะตะปบกระต่ายจำเป็นหรือที่สิงห์โตจะต้องเจรจากับกระต่ายน้องก่อน เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนตระกูลหลิงเปรียบเสมือนกระต่ายน้อย ตระกูลหลงเปรียบเสมือนสิงห์โต ตระกูลเย่เปรียบเสมือนพยัคฆ์ ส่วนตระกูลซัน ตระกูลเฉิน ตระกูลหลี่ และตระกูลอื่นๆ ก็คือหมาป่า ทุกคนต่างก็หาวิธีฉกฉวยสิ่งที่เคยเป็นของตระกูลหลิงมาครอบครอง แต่เวลานี้ตระกูลหลิงได้กลายเป็นสิงห์โตไปแล้ว และกำลังคำรามกึกก้องทั่วท้องนภา สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับสัตว์น้อยใหญ่ ที่ผ่านมาในอดีตตระกูลอื่นๆต่างก็แย่งชิงกิจการของตระกูลหลิงด้วยกลวิธีต่างๆ แต่ครั้งนี้ หลิงหยุนกลับทวงคืนซึ่งหน้า! เวลาที่ล่วงเลยผ่านมานานหลายสิบปีนี้กิจการต่างๆที่ตระกูลหลงและตระกูลเย่ยึดไปดูแลนั้น เวลานี้ได้รุ่งเรืองกว่าเดิมนับร้อยเท่า.. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์! แต่การที่หลิงหยุนกลับมาทวงกิจการที่เคยเป็นของตระกูลหลิงคืนทั้งหมดเช่นนี้เท่ากับว่าตลอดเกือบยี่สิบปีมานี้ ทั้งตระกูลหลงและตระกูลเย่ จึงไม่ต่างจากทำงานให้ตระกูลหลิงฟรีๆ โดยไม่ได้แม้แต่ค่าแรง แต่ใช่ว่าเย่ชิงเฟิงจะไม่รู้สึกอะไรเลยแน่นอนว่าเขาเองก็รู้สึกเจ็บปวด ประหนึ่งว่าถูกมีดกรีดลงกลางใจ แต่เมื่อทบทวนสิ่งที่ตระกูลซันและตระกูลเฉินได้รับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวยุทธเกือบครึ่งยุทธภพ และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับสำนักกระบี่เทียนซาน เขาทำได้เพียงแค่ต้องอดทนกล้ำกลืนต่อความเจ็บปวดครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยการสูญเสียกิจการไปเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ยังดีกว่าการที่ถูกหลิงหยุนยึดไปทั้งหมด เขาจึงเลือกที่จะไม่ต่อต้าน.. ฉะนั้นการที่เย่ชิงเฟิงเรียกประชุมด่วนนั้น หาใช่เพื่อปรึกษาว่าจะจัดการกับการทวงคืนของตระกูลหลิงในคืนนี้เช่นใด แต่เพื่อปรึกษาหารือเรื่องท่าทีของตระกูลเย่ ที่จะมีต่อตระกูลหลิงนับจากนี้ไปต่างหากเล่า เหลยก่วงเฟิงนั้นนับเป็นอาจารย์คนหนึ่งของเย่ชิงเฟิงพื้นฐานวรยุทธทั้งหมดของเขา ล้วนเป็นเหลยก่วงเฟิงที่ถ่ายทอดให้ เขาจึงเข้าใจความคิดของเย่ชิงเฟิงได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเหลยก่วงเฟิงจะชราแล้วแต่ก็หาใช่คนแก่หัวดื้อโบราณคร่ำครึ เขาวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของหลิงหยุน และบอกให้ทุกคนได้ตระหนักถึงไพ่ในมือที่หลิงหยุนยังมิได้นำออกมาใช้ จากนั้นให้เย่ชิงเฟิงไปใคร่ครวญต่อเอง ตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมาผู้ที่เคยมีเรื่องกับหลิงหยุนล้วนแล้วแต่ถูกสังหารตายจนหมด และมีเพียงหลิงหยุนที่รอดชีวิตอยู่เพียงแค่ผู้เดียว เขาจึงนับเป็นผู้อยู่ยงคงกะพันผู้หนึ่ง!แต่เหลยก่วงเฟิงนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆแม้เขาจะเป็นยอดฝีมือที่สูงส่ง แต่กลับมิคิดเข้าข้างตนเองดังเช่นคนอื่นๆ และย้ำกับทุกคนว่า หลิงหยุนจะไม่ตายง่ายๆ และจะมีชีวิตอยู่ยงคงกะพัน!และคำวิเคราะห์ของเหลยก่วงเฟิงก็ทำให้ความคิดที่ว่า เขาอาจจะโชคดีนั้นดับสลายลงทันที!“ขอบคุณท่านลุงเล่ยยิ่งนักข้าชิงเฟิงเข้าใจแล้ว!”เย่ชิงเฟิงลุกขึ้นทำการคาราวะเหลยก่วงเฟิงพร้อมกับเอ่ยขอบคุณแต่หลังจากนั้นเขาก็ยังมิยอมนั่งลงดังเดิม เย่ชิงเฟิงจ้องมองสมาชิกตระกูลเย่ทั้งสี่คน พร้อมกับประกาศด้วยเสียงที่ดังฟังชัด“ข้า..ในฐานะผู้นำตระกูลเย่รุ่นที่สิบสอง ขอประกาศว่านับจากนี้ไป ตระกูลเย่ของเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อผูกมิตรกับตระกูลหลิง!”“น้อมรับคำสั่งท่านผู้นำตระกูล”เย่เทียนสุ่ยและเย่เทียนตูเห็นเย่ชิงเฟิงลุกขึ้นยืน ทั้งคู่จึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับก้มหน้าร้องตะโกนยอมรับคำสั่งทันทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเย่เทียนสุ่ยเขาถึงกับแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้สีหน้าจะยังคงนิ่งเรียบ แต่ภายในใจนั้นกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก“เย่เทียนตูจงฟังคำสั่งของข้า!”“นับจากวันนี้ไปเจ้าจะต้องเก็บตัวฝึกฝนวิชาอย่างหนัก หากยังมิสามารถเข้าสู่ขั้นชีเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-7) ได้ ห้ามเจ้าออกไปไหนโดยเด็ดขาด!”เย่เทียนตูถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที“…”และสีหน้าของเย่เทียนเฟิงก็ทำให้เขามิกล้าขัดขืนและได้แต่เอ่ยตอบไปว่า “ลูกจะพยายาม..”เมื่อเป็นเช่นนี้เย่เทียนสุ่ยที่นั่งห่างออกไปถึงกับอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เขารีบบอกกับลูกพี่ลูกน้องของตนผ่านทางจิตว่า–หึ..ข้าอยากจะรู้นักว่า หลังจากวันนี้ไปเจ้ายังจะร้องเพลงอารมณ์ดีให้ข้าเห็นได้อีกหรือไม่-“เย่เทียนสุ่ย..จงฟังคำสั่งของข้า!” “เจ้ามิต้องเก็บตัวแต่นับจากนี้ไปจะต้องฝึกพิเศษกับท่านลุงเล่ย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ให้ได้โดยเร็ว”“น้อมรับคำสั่งท่านผู้นำตระกูล!”เย่เทียนสุ่ยมิอาจขัดคำสั่งได้จึงได้แต่รีบน้อมรับในทันที..หลังจากออกคำสั่งไปแล้วเย่ชิงเฟิงจึงได้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่ว่าข้าต้องการจะบีบคั้นหรือเร่งเร้าพวกเจ้าสองคน แต่พวกเจ้าเองก็เห็นความก้าวหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของหลิงหยุนกันแล้วมิใช่รึ พวกเจ้าต่างก็เห็นแล้วว่า เวลานี้ตระกูลหลิงภายใต้การนำของเขานั้นเป็นเช่นใด? หากพวกเจ้าทั้งสองยังคงใจเย็น ไม่รีบร้อนพัฒนาตนเองแล้วล่ะก็ ในวันข้างหน้า ตระกูลเย่คงต้องตกจากตระกูลสูงสุดของประเทศนี้เป็นแน่ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”