ตอนที่ 1118
บทที่ 1549 : เปิดประตูต้อนรับ
October 22, 2026
บทที่ 1549 : เปิดประตูต้อนรับ น้ำเสียงของหลิงหยุนบางเบาแต่ทุกคำพูดล้วนมีเหตุมีผล.. หลังจากที่พอลแปลให้ฟังแล้วยอดฝีมือผู้นั้นจึงได้ตอบกลับเสียงเบา “ข้ายอมรับว่าวิชาที่ข้าฝึกนั้นต้องทำลายชีวิตของผู้อื่น และการที่เจ้าจะสังหารข้าย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ลูกชายของข้าฝึกเพียงแค่วรยุทธบ่มเพาะของภูติผีเท่านั้น มิได้ฝึกวิชาถอดศรีษะเลยแม้แต่น้อย เหตุใดเจ้ายังต้องสังหารเขาด้วยเล่า” หลิงหยุนฟังแล้วจึงได้แต่ตอบกลับไปยิ้มๆ“ในยามที่เจ้าถอดศรีษะออกมาทำร้ายผู้คนเช่นนี้ เขาคือผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองร่างกายของเจ้า ฉะนั้นแล้ว เขาจึงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด โทษของเขาย่อมต้องเป็นความตายด้วยเช่นกัน” “นี่เจ้า..”ชายผู้ฝึกวิชาถอดศรีษะได้แต่ร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ แต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ หลังจากตอบคำถามอีกฝ่ายไปแล้วหลิงหยุนจึงเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง เขายกมือขึ้นชี้ไปทางหญิงสาวทั้งสองคน พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า “พวกนางทั้งสองหาได้มีความแค้นกับเจ้าไม่อีกทั้งยังมิใช่ศัตรูของเจ้าด้วย ไม่มีเหตุผลใดที่เจ้าจะต้องสังหารพวกนาง ฉะนั้นบอกข้ามา ผู้ใดส่งเจ้ามากันแน่” ชายผู้ฝึกวิชาถอดศรีษะจ้องมองหลิงหยุนด้วยแววตาเย็นชาแน่นิ่งหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงได้ตอบกลับไปว่า “ข้าไม่บอกเจ้าแน่!” หลิงหยุนหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ“ถึงแม้เจ้าจะไม่บอก ข้าก็สามารถคาดเดาได้อยู่ดี คงจะเป็นคนตระกูลเหอสินะ ชาวยุทธฝั่งหนานหยางกับใครบางคนในตระกูลเหอ กำลังสมรู้ร่วมคิดกันที่จะครอบครองกิจการทั้งหมดของตระกูลเหอใช่หรือไม่? ชายผู้นั้นถึงกับนิ่งอึ้งไป“…” หลิงหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อในทันที“ข้าไม่เข้าใจจริงๆว่า เจ้าฝึกวิชาถอดศรีษะสำเร็จเพียงแค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงกล้าอาจหาญทำเรื่องเช่นนี้ได้ นี่เจ้าไม่กลัวว่า หลังจากที่คนตระกูลเหอล่วงรู้ความจริง จะไม่จ้างวานยอดฝีมือไปสังหารเจ้าเพื่อแก้แค้นหรอกรึ?” หลังจากนั้นหลิงหยุนก็ได้ใช้สำนวนเปรียบเทียบ ทำให้พอลต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ กว่าที่จะแปลออกไปให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ หลังจากได้ฟังคำพูดของหลิงหยุนอีกฝ่ายก็ระเบิดอารมณ์โมโหออกมาทันที “เจ้ากล่าววาจาเพ้อเจ้ออะไรกัน! ข้าฝึกถึงสำเร็จถึงขั้นสี่ต่างหาก ในสายตาของคนธรรมดาทั่วไป ข้าเปรียบเสมือนปรมาจารย์ผู้มีพลังวิเศษเหนือมนุษย์ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพียงแต่วันนี้ข้าประมาทเกินไปเท่านั้นเอง..” หลิงหยุนได้แต่แอบยิ้มในใจและคิดว่าอีกฝ่ายช่างโง่เขลา และหลงกลได้ง่ายดายนัก! วิชาถอดศรีษะของชาวยุทธฝั่งหนานหยางนี้ความยากของการฝึกอยู่ที่การเริ่มต้น และน้อยนักที่จะฝึกสำเร็จ แต่หลังจากผ่านพ้นสองขั้นแรกไปได้ การฝึกฝนในขั้นที่สูงขึ้นไปก็จะง่ายขึ้นมากนั่นเพราะยิ่งฝึกถึงขั้นที่สูงขึ้นมากเพียงใดก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายที่คนผู้นั้นจะสามารถออกไปหาโลหิต และหัวใจสดๆของมนุษย์หรือสัตว์กินได้มากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งอัตราความเร็วในการเหาะของศรีษะก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้ง่ายต่อการที่จะกลับมายังร่างของตน จึงยากที่จะถูกสังหารตายได้ง่ายๆและหากฝึกสำเร็จถึงขั้นที่สี่ศรีษะของคนผู้นั้นก็แทบจะสามารถเหาะเหินไปไหนต่อไหนได้อย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายที่ไร้ศรีษะนั้นก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย ผู้ที่ฝึกมาถึงขั้นนี้จึงเปรียบเสมือนผู้มีพลังวิเศษ สามารถทำเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างที่คนทั่วไปทำไม่ได้จึงยากที่คนธรรมดาจะรับมือได้..แต่เท่าที่หลิงหยุนรู้มานั้นวิชาของชาวยุทธฝั่งหนานหยางหาได้มีเพียงแค่วิชาถอดศรีษะไม่ แต่เขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจความแข็งแกร่งของวิชาถอดศรีษะนี้เสียก่อนว่า แต่ละขั้นนั้นสามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้เช่นใดบ้างด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงได้จงใจพูดจาดูถูก เพื่อให้อีกฝ่ายโมโห และคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายก็โง่เขลาพอที่จะให้เขาหลอกได้ง่ายๆเช่นกัน“ห๊ะ!ขั้นสี่งั้นรึ?! จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เหตุใดความสามารถของวิชาถอดศรีษะขั้นสี่ จึงได้ไร้น้ำยาเช่นนี้ เพียงแค่กระบี่ของข้าเล่มเดียวก็สามารถจัดการกับศรีษะของเจ้าได้แล้ว”หลิงหยุนเอ่ยตอบพร้อมกับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน..“นั่นเพราะอาวุธของเจ้าเป็นของวิเศษขั้นสมบัติต่างหากเล่า!ศรีษะของข้าจึงไม่สามารถรับมือกับกระบี่ของเจ้าได้..” “แต่หากเวลานี้ข้าฝึกสำเร็จถึงขั้นที่ห้าแล้วล่ะก็อย่าว่าแต่กระบี่เหินของเจ้าจะไม่สามารถแทงทะลุศรีษะของข้าได้เลย ต่อให้เจ้าสามารถทำลายศรีษะของข้าได้ ร่างกายของข้าก็สามารถหาศรีษะอื่นมาทดแทนได้ และข้าจะตามไปแก้แค้นเจ้าเป็นแน่!”หลิงหยุนถึงกับแอบหนักใจ!ผู้ที่ฝึกวิชาถอดศรีษะสำเร็จถึงขั้นห้าหากศรีษะของตนถูกทำลาย จะสามารถหาศรีษะอื่นมาทดแทนได้งั้นรึพูดง่ายๆก็คือว่าหลังจากที่ศรีษะเหาะออกจากร่างไปแล้ว ร่างกายของคนผู้นั้นจะยังครอบครองดวงจิตที่มีความทรงจำเดิมอยู่ครบ แม้ศรีษะจะถูกทำลาย และไม่สามารถงอกศรีษะใหม่ออกมาได้ แต่เขาก็จะสามารถหาศรีษะผู้อื่นมาทดแทน และมีชีวิตอยู่ต่อได้นั่นเองและนี่คืออีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถทำให้คนผู้นั้นเสมือนมีชีวิตที่เป็นอมตะได้!คำบอกเล่าของชาวยุทธผู้นี้ทำให้หลิงหยุนนึกถึงซอมบี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และอดที่จะหันไปมองแวมไพร์ทั้งห้าซึ่งเป็นบริวารของตนไม่ได้ เพราะพวกมันก็ต้องอาศัยการดูดเลือด เพื่อให้ตนเองสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ไม่ต่างจากซอมบี้!“ที่แท้พวกเจ้าก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันสินะ..”หลิงหยุนหันไปพูดกับแวมไพร์ทั้งห้ายิ้มๆ“เจ้านาย..พวกเราแตกต่างจากพวกเขา เพระหากพวกเราไม่มีศรีษะ พวกเราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้..”