ตอนที่ 1143
บทที่ 1574 : ข้าเป็นชายชาตรี
October 22, 2026
บทที่ 1574 : ข้าเป็นชายชาตรี แม้หลิงหยุนจะเป็นผู้ฝึกบ่มเพาะพลังแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจิตใจเสียทีเดียว.. มู่หลงเฟยจื่อเดินทางมาเกาะฮ่องกงตั้งแต่เดือนกรกฏาคมจนป่านนี้นางยังไม่ได้กลับไปที่ประเทศจีนอีกเลย และตั้งแต่มู่หลงเฟยจื่อจากไป ทั้งสองคนก็ยังไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่แม้แต่จะได้พูดคุยติดต่อกันด้วยซ้ำไป มู่หลงเฟยจื่อรู้สึกเช่นใดกับตนนั้นหลิงหยุนย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นอย่างดี แต่ทั้งคู่กลับไร้ซึ่งการติดต่อกันมาตลอดหลายเดือนนี้.. สาเหตุหลักๆก็เห็นจะเป็นเพราะหลิงหยุนค่อนข้างยุ่งมาก นอกเหนือจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดหย่อน เขายังต้องตั้งหน้าตาฝึกฝนวิชาอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้ขั้นพลังบ่มเพาะของตนเองพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่ากำลังแข่งกับเวลาก็ไม่ผิดนัก และด้วยเหตุนี้ หลิงหยุนจึงแทบไม่เคยหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเลย และเก็บอยู่ในแหวนจักรวาลเช่นนั้น เว้นแต่ในยามจำเป็นต้องใช้จริงๆ จึงจะหยิบออกมาสักครั้ง.. ทำให้มู่หลงเฟยจื่อที่พยายามโทรหาหลิงหยุนหลายต่อหลายครั้งไม่เพียงไม่สามารถโทรติดต่อได้ ยังมักเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอยู่นอกพื้นที่การให้บริการบ่อยๆอีกด้วย แต่ถึงแม้ว่ามู่หลงเฟยจื่อจะไม่สามารถติดต่อหลิงหยุนได้นางก็มักจะโทรหามู่หลงเวิ่นฉีผู้เป็นปู่อยู่เสมอๆ ทำให้ไม่เคยพลาดข่าวคราวของหลิงหยุนเลยสักครั้ง และทำให้นางค่อนข้างเข้าใจหลิงหยุนมากด้วย และถึงแม้ว่าหลิงหยุนจะไม่ได้ติดต่อหรือพูดคุยกับมู่หลงเฟยจื่อเลยตลอดหลายเดือนมานี้ ก็มิได้หมายความว่า เขาลืมนางไปหมดแล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลืมนางไปได้ง่ายๆ นั่นเพราะทั้งเขาและมู่หลงเฟยจื่อต่างก็เคยจูบกันอย่างดูดดื่ม และสัมผัสเรือนร่างของกันและกันมาแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น อีกทั้งมู่หลงเฟยจื่อยังได้มอบตราหยกเทียนสี่ซึ่งเป็นสมบัติประจำตระกูลมู่หลง ให้กับเขาเพื่อเป็นของหมั้นแทนใจของกันและกันแล้วด้วย.. และตราหยกเทียนสี่นี้แท้จริงก็คือตราหยกจักรพรรดินั่นเอง! อีกทั้งเวลานี้ตราหยกจักรพรรดิก็เป็นสมบัติล้ำค่า ที่หลิงหยุนมักนำออกมาใช้ในยามที่ต้องต่อสู้กับศัตรูอยู่เสมอ เพราะนอกเหนือจากตราหยกนี้จะมีพลังป้องกันที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากแล้ว มันยังไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีสมบัติล้ำค่าที่เป็นตัวแทนความรักของมู่หลงเฟยจื่อติดตัวเช่นนี้แล้วหลิงหยุนจะสามารถลืมนางได้อย่างไรกันเล่า! ก่อนที่หลิงหยุนจะออกเดินทางจากปักกิ่งไปเกาะมาเก๊านั้นแม้มู่หลงเวิ่นฉีจะมิได้เอ่ยบอกเขาออกมาตรงๆ แต่ก็ได้เกริ่นเป็นนัยๆว่าหากหลิงหยุนเสร็จสิ้นภารกิจที่มาเก๊าแล้ว ก็ควรจะแวะไปเยี่ยมเยียนมู่หลงเฟยจื่อบ้าง หลิงหยุนนั้นเข้าใจความรู้สึกของมู่หลงเวิ่นฉีดีจึงเป็นฝ่ายให้คำมั่นสัญญากับชายชราว่า เขาจะเดินทางไปหามู่หลงเฟยจื่อที่เกาะฮ่องกง และจะอยู่กับนางสักสองวัน.. แน่นอนว่าทันทีที่มู่หลงเวิ่นฉีได้ฟังคำตอบเช่นนี้ของหลิงหยุน มีหรือที่เขาจะไม่รีบแจ้งข่าวคราวเรื่องนี้ให้กับหลานสาวของตนเองได้รู้ ตอนนี้หลิงหยุนก็ได้ช่วยสะสางแก้ไขปัญหาของตระกูลเหอเรียบร้อยแล้ว จึงได้เวลาที่เขาจะต้องเดินทางไปพบมู่หลงเฟยจื่อที่ฮ่องกงเสียที แต่เรื่องนี้เขาจะบอกผู้อื่นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซิ่งหยิงหยิง“ป่านนี้เฟยจื่อคงจะตั้งหน้าตั้งรอข้าอย่างกระวนกระวายใจแล้วสินะ”เมื่อคิดได้เช่นนี้แววตาของหลิงหยุนเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเอื้อมมือออกไปคว้าตราหยกจักรพรรดิตรงหน้ามาพินิจมองอย่างละเอียด ในขณะที่ปากก็พึมพำเบาๆ“ช่างเป็นสมบัติที่ล้ำค่าและเป็นอาวุธที่ทรงพลังยิ่งนัก!”จะมิให้ตราหยกจักรพรรดิเป็นอาวุธที่ทรงพลังของหลิงหยุนได้อย่างไรกันในเมื่อเขาสามารถสั่งการมันด้วยจิตใจ เพียงแค่คิด ตราหยกจักรพรรดิก็สามารถขยายใหญ่จนมีน้ำหนักดั่งขุนเขา หรือย่อเล็กลงจนมีน้ำหนักเบาดั่งขนนกก็ได้หลิงหยุนเป็นถึงปรมาจารย์เรื่องการหลอมอาวุธย่อมรู้ดีว่า สมบัติชิ้นใดที่สามารถย่อ และขยายขนาดได้ตามใจนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติล้ำค่า แต่ก็น่าเสียดายที่ ภายในตราหยกจักรพรรดินั้นกลับไม่มีพื้นสำหรับบรรจุ ฉะนั้น ประโยชน์เดียวของมันก็คือ ใช้เป็นโล่ป้องกัน และใช้เป็นอาวุธสำหรับไล่ทุบและบดขยี้ศัตรูเท่านั้น“ขั้พลังบ่มเพาะของข้ายังไม่เพียงพอ..”หลิงหยุนพึมพำพร้อมกับส่ายหน้าไปมาก่อนจะเรียกตราหยกจักรพรรดิกลับเข้าไปคืน ในขณะเดียวกัน ก็เรียกผ้าแพรไหมทองคำออกมา และเริ่มสะบัดปลายนิ้วร่ายรำ เป็นการปรับแต่งจิตใจ และพัฒนาสมองของตนเอง“หลิงหยุน..นี่เจ้ากำลังทำอะไร”เซิ่งหยิงหยิงที่เพิ่งอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบหลิงหยุนกำลังอยู่ตรงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ในขณะที่มือซ้ายของเขาโบกสะบัดร่ายรำไปมา ทำให้ผ้าผืนยาวสีดำในมือขดเป็นรูปวงกลมซ้อนๆกันได้อย่างน่าทึ่งแม้จะดูคล้ายกับว่าหลิงหยุนกำลังร่ายรำระบำมือแต่แขนของเขากลับเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าคนปกติธรรมดาหลายเท่านัก ผ้าดำผืนยาวนั้นโบกสะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว จนเห็นเป็นเพียงเงาที่กำลังเคลื่อนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วของเขา และหากหลิงหยุนไม่ลดความเร็วลงในบางครั้ง ก็ยากนักที่เซิ่งหยิงหยิงจะเห็นได้อย่างชัดเจนเวลานี้เซิ่งหยิงหยิงสวมเสื้อคลุมอาบน้ำอยู่หลังจากที่ร้องตะโกนถามหลิงหยุนออกไปแล้ว และได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า นางก็ได้แต่ยืนมองนิ่งด้วยความสนอกสนใจ“กำลังฝึกวิชา..”หลิงหยุนหันไปยิ้มให้กับเซิ่งหยิงหยิงพร้อมกับเอ่ยตอบ แต่นางกลับย้อนถามด้วยความสงสัย และอยากรู้“แค่ระบำนิ้วนี่นะ..เรียกว่าฝึกวิชา”“สำหรับเจ้า..อาจดูเหมือนเป็นเพียงแค่ระบำนิ้ว แต่แท้ที่จริงแล้ว นี่คือการฝึกมุทรา การเคลื่อนไหวของนิ้วมือที่ส่งผลต่อพลังงานในร่างกาย และสมองของมนุษย์..” หลิงหยุนอธิบายให้เซิ่งหยิงหยิงฟัง และยังคงฝึกต่อไปเรื่อยๆ