ตอนที่ 1152
บทที่ 1583 : ดินแดนสมอง
October 22, 2026
บทที่ 1583 : ดินแดนสมอง คืนนี้หากนักจากวันที่หลิงหยุนไปเดินวนอยู่หน้าสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ก็ผ่านมาราวสิบสามวันได้แล้ว และในครั้งนั้นเขาก็อยู่ในระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) ความจริงแล้วด้วยพรสวรรค์ที่สูงส่งของหลิงหยุน ประกอบกับวิชาบ่มเพาะที่ล้ำเลิศของเขา ไม่จำเป็นเลยที่หลิงหยุนจะต้องรอมานานถึงเพียงนี้ จึงค่อยพัฒนาสู่ขั้นต่อไปได้ อีกทั้งเขายังมีทรัพยากรในการฝึกฝนอยู่ในมืออีกมากมาย หากเขาใช้ทุกสรรพสิ่งที่ตนเองมีอยู่เร่งรัดการฝึกวรยุทธบ่มเพาะของตนเองให้ก้าวหน้าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าเวลานี้ หลิงหยุนคงจะสามารถเข้าสู่ระดับขั้นก่อสร้างรากฐานได้แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าหลิงหยุนไม่ต้องการทำเช่นนั้นตลอดเส้นทางของการฝึกบ่มเพาะพลัง สิ่งที่เขาต้องการคือขั้นพลังที่เสถียรมั่นคงแต่ละระดับขั้นที่พัฒนาขึ้นไปนั้น หลิงหยุนไม่ต้องการอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วย เขาต้องการพัฒนาขั้นพลังด้วยการฝึกฝนของตนเอง นี่ต่างหาก..จึงเรียกว่าความสำเร็จได้เต็มปาก! ในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต มีสำนักฝึกสอนวรยุทธบ่มเพาะอยู่มากมายราวกับใบไม้ในป่าสน ท่ามกลางสำนักมากมายนี้ ก็มีเหล่าอัจฉริยะอยู่ไม่น้อย แต่ยากนักที่จะหาผู้ใดฝึกฝนจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง เรียกได้ว่ามีหนึ่งล้านก็ไม่ผิดนัก แม้ว่าหลิงหยุนจะนับเป็นผู้บ่มเพาะพลังที่บ้าบิ่นและแข็งแกร่งมากผู้หนึ่งในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ หรืออาจจะเป็นเพราะความบ้าบิ่นของเขาก็เป็นได้ ทำให้เขาไม่สามารถผ่านสายฟ้าเทวะสีม่วงที่ทรงพลังยิ่งนั้นมาได้! แต่นอนว่า..หลิงหยุนยังไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริง ของความล้มเหลวในการรับทัณฑ์สวรรค์ครั้งนั้น! ด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงตั้งใจไว้ว่า ในการฝึกวรยุทธบ่มเพาะของเขาในโลกนี้ เขาจะต้องผ่านทุกขั้นไปได้ด้วยการฝึกฝนของตนเองเท่านั้น และไม่กล้าหาหนทางลัดในการพัฒนาขั้นพลังอีกเลย เขาไม่ต้องการให้ตนเองต้องมานั่งรู้สึกเสียใจในภายหลัง การฝึกบ่มเพาะพลังตามเส้นทางนี้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือรากฐานที่มั่นคง หากรากฐานไม่มั่นคงแล้ว ในวันรับทัณฑ์สวรรค์คงต้องมานั่งเสียใจน้ำตานองหน้าเป็นแน่! และเขาเองก็ได้รับบทเรียนราคาแพงมาด้วยตนเองแล้ว! การฝึกฝนในแบบที่หลิงหยุนทำอยู่เวลานี้แม้จะดูเหมือนเชื่องช้าในช่วงแรก แต่ยิ่งนานวันไป ยิ่งเขาฝึกฝนหนักเท่าไหร่ ก็จะยิ่งก้าวหน้าได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่การะทะลวงสู่ระดับขั้นในแต่ละครั้งนั้นก็ไม่ต่างจากการบุกทะลวงกำแพงเมืองของเหล่าทหารกล้า ที่บางครั้งต้องวิ่งข้ามสะพานเล็กๆ หากไม่ระมัดระวังให้ดี ก็อาจตกลงไปตายได้ เช่นเดียวกันกับการทะลวงขั้น หากไม่ทำอย่างระมัดระวัง ก็อาจเกิดผิดพลาดจนธาตุไฟแตกซ่าน และส่งอาจกระทบต่อพลังบ่มเพาะที่เฝ้าฝึกฝนมาตลอดก็เป็นได้ แต่หลิงหยุนนั้นแตกต่างจากผู้ฝึกวรยุทธบ่มเพาะคนอื่นๆเพราะก่อนที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปนั้น คล้ายกับว่าได้มีการขุดร่องนำ และเปิดประตูเมืองรอไว้ก่อนแล้ว เหลือเพียงแค่ปล่อยน้ำให้ไหลบ่าเข้ามาเท่านั้น..การที่หลิงหยุนเลือกที่จะบ่มเพาะเคียงคู่กับมู่หลงเฟยจื่อนั้นหาใช่เพราะเขาต้องการพลังหยินบริสุทธิ์จากนาง แต่เป็นเพราะขามาอยู่ที่นี่แล้ว จึงต้องการใช้โอกาสนี้ดึงนางเข้าสู่เส้นทางบ่มเพาะพลังด้วยกัน!หากเปรียบเทียบระหว่างพรสวรรค์ของมู่หลงเฟยจื่อกับเกาเฉินเฉินแล้วแม้นางจะไม่ได้รับพลังอมตะจากพู่กันจักรพรรดิเข้าไปเช่นเดียวกับเกาเฉินเฉิน แต่พรสวรรค์ของนางกลับมิได้ด้อยไปกว่าเกาเฉินเฉินเลย อีกทั้งตลอดสามวันที่อยู่ด้วยกันมาหลิงหยุนไม่เพียงบอกเล่า และถ่ายทอดวิชาบ่มเพาะพลังให้กับมู่หลงเฟยจื่อ แต่ยังได้ใช้พลังหยินและหยางของตน ช่วยปรับสภาพร่างกายให้กับนางด้วย มิหนำซ้ำยังใช้เปลวไฟห้าธาตุหยิน–หยางบ่มเพาะเส้นลมปราณ และถ่ายเทพลังปราณเสวียนหวงเข้าไปร่าง รวมทั้งให้นางดื่มน้ำลายมังกรเข้าไปด้วยฉะนั้นภายในสามวันที่อยู่กับหลิงหยุนนั้น มู่หลงเฟยจื่อจึงได้รับประโยชน์ไปอย่างมากมายมหาศาล!ตลอดระยะเวลาการบ่มเพาะเคียงคู่กันชั่วข้ามคืนนั้นไม่เพียงเส้นลมปราณเยิ่นกับเส้นลมปราณตูของนางจะเชื่อต่อกัน แต่ยังสามารถทะลวงจุดซือไห่กลางหน้าผากได้อีกด้วย และเวลานี้มู่หลงเฟยจื่อก็เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นเอ้อเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-2) ได้แล้วทั้งเกาเฉินเฉินกับมู่หลงเฟยจื่อนั้นได้กลายมาเป็นผู้ฝึกวรยุทธบ่มเพาะ โดยที่ไม่ต้องฝึกฝนเลยแม้แต่น้อย และหลังจากนี้ หลิงหยุนก็ไม่จำเป็นต้องให้นางเร่งฝึกฝนวิชาเพื่อพัฒนาขั้นนัก เพราะหลังจากนี้อีกครึ่งเดือน ควรต้องทำให้ขั้นพลังเสถียรเสียก่อน“เฟยจื่อเจ้าพักผ่อนไปก่อน ข้าจะไปข้างนอกประเดี๋ยว!”ในราวตีหนึ่งของเช้าวันถัดไปหลิงหยุนก็ปล่อยให้มู่หลงเฟยจื่อนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องเพียงลำพัง..“อืมม..แล้วรีบกลับมาล่ะ!”มู่หลงเฟยจื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรงก่อนจะล้มตัวลงนอนต่ออย่างหมดเรี่ยวแรงหลิงหยุนหันไปยิ้มอ่อนโยนให้กับมู่หลงเฟยจื่อก่อนจะเหาะออกมาจากห้องนอน หลังจากเหาะออกมาได้ไม่นานนัก หลิงหยุนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากท้องนภา ซึ่งเขาเองก็มิได้นึกประหลาดใจนัก และได้เหาะไปหาสถานที่สำหรับรับทัณฑ์สวรรค์หลิงหยุนเหาะไปทางด้านทิศใต้และทัณฑ์เมฆาสีดำที่ปรากฏขึ้น ก็ได้ลอยตามร่างของเขาไปอย่างกระชั้นชิดก่อนหน้านี้อัตราความเร็วสูงสุดในการเหาะของหลิงหยุนนั้น เท่ากับแปดเท่าของความเร็วเสียง แต่ตอนนี้ ความเร็วสูงสุดในการเหาะของเขา กลับเพิ่มสูงเป็นยี่สิบสี่เท่าของเสียงเลยทีเดียว!เวลานี้หลิงหยุนสามารถเหาะไปได้ด้วยความเร็วแปดพันเมตรต่อวินาที ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นความเร็วที่เกินกว่าความเร็วในเอกภพ..หากจะอธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นหลิงหยุนในตอนนี้ สามารถเหาะออกไปนอกโลกไล่ตามดาวเทียมได้ทัน หรือจะเหาะรอบโลกก็ยังได้หลายคนอาจมีคำถามว่าหากหลิงหยุนเหาะไปด้วยความเร็วเช่นนั้น แรงปะทะ และแรงเสียดสีในห้วงอากาศ จะไม่ทำให้กายเนื้อของเขาได้รับบาดเจ็บบ้างเลยหรือ��