ตอนที่ 1164
บทที่ 1595 : เงาพุทธองค์
October 22, 2026
บทที่ 1595 : เงาพุทธองค์ เมื่อครั้งที่หลิงหยุนเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นชีเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-7) นั้น เขาก็พร้อมที่จะบุกถล่มสำนักหมื่นพุทธรูปแล้ว นับประสาอะไรที่ตอนนี้เขาได้เข้าสู่ขั้นปาเฉิงชี่ ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จากรูปปั้นขององค์พระโพธิสัตว์กวนอิมในระหว่างเดินทางมาที่นี่ อีกทั้งเวลานี้หลิงหยุนยังมีพลังเหนือธรรมชาติอย่างดวงตาเทวะเทียนเอี๋ยนทง และก้าวเทวะเทียนจู๋ทง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอภิญญาหกทางพุทธศาสนา และด้วยข้อได้เปรียบของพลังเหนือธรรมชาติทั้งสองนี้ทำให้หลิงหยุนสามารถไล่ล่าศิษย์ของสำนักหมื่นพุทธรูปได้อย่างง่ายดาย เท้าเทวะเทียนจู๋ทงช่วยให้หลิงหยุนสามารถก้าวหลบอาวุธที่พุ่งเข้ามาได้รวดเร็ว จนอาวุธเหล่านั้นไม่สามารถสัมผัสได้แม้กระทั่งอาภรณ์ของเขา หลิงหยุนดูดเอาพลังพุทธะจากร่างของพยัคฆ์จนหมดแล้วจึงได้โยนร่างที่ไร้เรี่ยวแรงประหนึ่งซากศพนั้นคืนให้กับอาจารย์พายุไป “ข้าคืนศิษย์ให้กับเจ้า!” ในเวลานั้นอาจารย์พายุกำลังควงคทาในมือฟาดฟันเข้าใส่หลิงหยุนราวกับคนคลุ้มคลั่ง แต่เมื่อเห็นหลิงหยุนโยนร่างของน้องชายกลับมาเช่นนั้น ด้วยความตกใจ เขาจึงรีบพุ่งตรงเข้าไปรับร่างของพยัคฆ์ไว้อย่างรวดเร็ว “พยัคฆ์!” อาจารย์พายุโอบร่างของพยัคฆ์ไว้มือพร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความคั่งแค้นใจ แม้พยัคฆ์จะยังมีชีวิตอยู่ แต่จุดตันเถียนได้ถูกทำลายสิ้น และพลังพุทธะในกายก็ถูกดูดไปจนหมด ใบหน้าของเขาจึงซีดขาวราวกับกระดาษ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น อาจารย์พายุอุ้มร่างของน้องชายกระโดดออกจากสนามต่อสู้เข้าไปหาศิษย์กลุ่มหนึ่งที่ยืนดูอยู่ พร้อมกับร้องตะโกนสั่ง ก่อนจะกระโดดกลับไปที่ลานจตุรัสด้วความโกรธแค้น “พวกเจ้าช่วยดูแลพยัคฆ์แทนข้าทีถ้าเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี รีบพาเขาหนีไปจากที่นี่ทันที!” “ครับท่านอาจารย์!”ศิษย์ทั้งหมดพยักหน้ารับคำสั่งพร้อมกันทันที “อ๊าก!!” ในเวลานั้นเองเสียงกรีดร้องของใครบางคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ศิษย์ที่โชคร้ายของอาจารย์พายุก็คือสิน! หลิงหยุนทำทุกอย่างเหมือนที่ทำกับพยัคฆ์เขาจัดการทำลายจุดตันเถียนของสิน แล้วจึงทำการดูดเอาพลังพุทธะเข้าไปในร่าง ช่างน่าแปลก..ที่หลังจากหลิงหยุนดูดเอาพลังพุทธะของพยัคฆ์เข้าไปในร่างแล้ว แสงสว่างเจิดจ้าตามจุดฝังเข็มต่างๆในร่างกาย ก็เริ่มเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น ประหนึ่งดวงตะวันลูกเล็กและเมื่อทำการดูดซับเอาพลังพุทธะจากสินเข้าไปร่างพลังพุทธะที่บริสุทธิ์นี้กลับพุ่งตรงเข้าไปตามจุดฝังเข็มทั่วร่างของหลิงหยุนในทันที โดยมิต้องผ่านกระบวนการกลั่นให้บริสุทธิ์แต่อย่างใดและนั่นทำให้หลิงหยุนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข!“ท่านอาจารย์..ช่วยข้าด้วย!”หลังจากที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกสินจึงได้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ร่างของเขาแน่นิ่งไม่ขยับคล้ายกับคนที่กำลังสิ้นหวังท้อแท้“หึ!พวกเจ้าต่างก็ใช้ความเป็นนักบวชบังหน้า ก่อตั้งพันธมิตรหนานหยางขึ้นมา จุดประสงค์ก็เพื่อก่อกวนประเทศของข้า จึงจำเป็นที่ข้าจะต้องให้บทเรียนกับพวกเจ้าบ้าง พวกเจ้าจะได้หลาบจำ มิกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีก!”หลิงหยุนหลบการจู่โจมของอีกฝ่ายไปด้วยและร้องตะโกนบอกไปด้วย.. หลังจากที่อาจารย์พายุจัดการเรื่องของน้องชายแล้วเขาก็ได้กระโดดเข้าไปยืนข้างกายท่านอาจารย์จันทร์ พร้อมกับยกมือขึ้นชี้ไปทางหลิงหยุน และกล่าวออกมาว่า“ท่านเจ้าสำนัก..ท่านอาจารย์จันทร์.. ท่านทั้งสองก็เห็นแล้วว่าเจ้าหนุ่มหลินเทียนนั่นทำร้ายพยัคฆ์กับสิน พวกเท่านสองคนยังจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้อีกอย่างนั้นหรือ เหตุใดยังไม่ลงมือจัดการกับเขาอีก?”ท่านอาจารย์กระทิงและท่านอาจารย์จันทร์ ได้แต่หันไปมองหน้ากัน จนอาจารย์พายุต้องร้องตะโกนออกไปว่า“หากวันนี้ท่านทั้งสองไม่ลงมือสำนักหมื่นพุทธรูปของเราคงได้สิ้นชื่อจริงๆแน่!”หลังจากกล่าวจบอาจารย์พายุก็ไม่สนใจที่จะรอฟังคำตอบจากท่านอาจารย์ทั้งสองอีก แสงสีทองสุกสว่างก็ได้พวยพุ่งออกมาจากศรีษะของอาจารย์พายุ และค่อยๆหลอมรวมกัน กลายเป็นพระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทันทีที่แสงสีทองหลอมรวมเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่แล้วอาจารย์พายุก็ได้ใช้นิ้วเขียนอักขระบางอย่างบนฝ่ามือของตนเอง พร้อมกับซัดฝ่ามือนั้นไปทางร่างของหลิงหยุน“ฆ่ามัน!”พระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่นั้นเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวและเพียงแค่พริบตาเดียว ก็ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าหลิงหยุน พร้อมกับซัดฝ่ามือที่มีขนาดใหญ่เท่าอาสนะเข้าใส่ร่างของเขาทันที!“นี่มันอะไรกัน!”หลิงหยุนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจึงได้ตัดสินใจก้าวถอยหนีออกจากรัศมีของฝ่ามือพระพุทธรูปสีทองทันทีก้าวเทวะเทียนจู๋ทงเพียงก้าวเดียวก็ได้พาร่างของหลิงหยุนถอยห่างออกไปได้ไกลได้ถึงหนึ่งหนึ่งกิโลเมตร แต่หลิงหยุนกลับรู้สึกว่า แรงกดดันนั้นมิได้ลดลงเลย เขาจึงได้เงยหน้าขึ้นมองและพบว่า เงาพุทธองค์สีทองนั้นกลับยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้าเช่นเดิม และระยะห่างระหว่างตนเองกับเงาพุทธองค์สีทองนั้น ก็ยังคงเท่าเดิม และฝ่ามือนั้นก็ยังคงกดลงอยู่เหนือศรีษะของเขาเช่นเดิม��