ตอนที่ 1178
บทที่ 1610 : ข้ากลายเป็นหุ่นเชิด
October 22, 2026
บทที่ 1610 : ข้ากลายเป็นหุ่นเชิด “ไม่เลวเลยทีเดียว!” พู่กันจักรพรรดิเอ่ยชมพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้หลิงหยุนเขาพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกล่าวต่อว่า “การที่เจ้าสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นได้ ย่อมหมายความว่า ความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ก้าวหน้าขึ้นมากเลยทีเดียว..” แต่พู่กันจักรพรรดิก็เอ่ยบอกหลิงหยุนเพียงเท่านั้นมิได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่เปลี่ยนไปสนทนกับหลิงหยุนในเรื่องอื่นแทน “หลิงหยุนเมื่อครั้งก่อนที่เจ้ามาหมู่บ้านแห่งนี้ เด็กสาวผู้หนึ่งได้ขอให้เจ้านำกระบี่โลหิตเทวะออกมาให้ดู แล้วเจ้าก็นำออกมาให้นางดู เจ้ายังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้หรือไม่” “ท่านฉางเฟิงข้าย่อมจำได้!” หลิงหยุนยังจำได้ว่าเด็กสาวที่พู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์เอ่ยถึงนั้น ก็คือเหมี่ยวเฟิงหวงที่ได้กลืนโอสถเยาว์วัยของเขาเข้าไป จนเปลี่ยนเป็นเด็กสาวหน้าตาอ่อนเยาว์ และนางก็ได้ขอให้เขานำกระบี่โลหิตเทวะออกมาให้ดู แต่หลิงหยุนเห็นว่า เรื่องนี้หาใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร จึงมิได้ใส่ใจอะไรนัก จากนั้นพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ก็ได้เอ่ยต่อว่า “สิ่งที่เด็กสาวผู้นั้นบอกกับเจ้า ล้วนเป็นความจริง! กระบี่โลหิตเทวะที่เจ้าครอบครองอยู่ในเวลานี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของคนแรกก็คือ เทพแห่งสงครามซือโหยว!” “และเป็นเพราะเจ้านำกระบี่โลหิตเทวะออกมาในครั้งนั้นทำให้รูปปั้นของซือโหยวเทพแห่งสงคราม ซึ่งลูกหลานและบรรพชนชาวเหมี่ยวเจียงสักการะบูชากันมานานนับพันปี ได้รับพลังดุร้ายจากรัศมีของกระบี่เล่มนั้นเข้าไป จึงสามารถสร้างเงาจำลองขึ้นมาสำเร็จ..” ฉางเฟิงยกมือขึ้นชี้ไปยังหมู่บ้านเหมี่ยวที่อยู่เบื้องล่างพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เมื่อครู่เจ้าถามข้าว่า เหตุใดข้าจึงรีบร้อนออกมาใช่หรือไม่ เอาล่ะ ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ก็ได้ ที่ข้ารีบร้อนมาที่นี่นั้นก็เพราะว่า ข้าต้องรีบมายับยั้งเงาจำลองของซือโหยวไว้ชั่วคราวอย่างไรเล่า!” “เรื่องราวเป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ” หลิงหยุนพึมพำออกมาในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจเหตุผลเบื้องลึกของเหตุการณ์ครั้งนี้ สายตาของหลิงหยุนยังคงจับจ้องอยู่ที่รูปปั้นขนาดใหญ่ของเทพเจ้าซือโหยว ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่บ้าน พร้อมกับแอบสูดลมหายใจเข้าลึก.. หากมิได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมองด้วยตาเนื้อทั่วไป รูปปั้นสูงใหญ่ของเทพเจ้าซือโหยวนี้ ก็คงไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากใบหน้าที่ดูเสมือนจริงราวกับมีชีวิต.. แต่เมื่อหลิงหยุนใช้จิตหยั่งรู้และเนตรหยิน–หยางจ้องมอง และสำรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงได้พบว่า ภาพของเทพเจ้าซือโหยวเวลานี้ กลับกลายเป็นเลือนลางคล้ายมีหมอกขาวปกคลุมไว้ชั้นหนึ่ง แม้แต่จิตหยั่งรู้และเนตรหยิน–หยางของเขา ยังมิอาจมองทะลุหมอกขาวนั้นไปได้ ภายใต้ภาพที่เลือนลางนั้นหลิงหยุนสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโลหิตจางๆ และรัศมีดุร้ายที่พวยพุ่งออกมา ซึ่งเป็นรัศมีแบบเดียวกันกับที่พวยพุ่งออกมาจากกระบี่โลหิตเทวะของเขา!หลิงหยุนเพิ่งเข้าใจว่าและไม่นึกประหลาดใจเลยว่า เพราะเหตุใดพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ จึงได้กำชับมิให้เขานำกระบี่โลหิตเทวะออกมาอีก หากยังอยู่ในเขตแดนแห่งนี้!เวลานี้หลิงหยุนรู้แล้วว่ากลิ่นอายโลหิต และรัศมีดุร้ายที่ปกคลุมหมู่บ้านอยู่นั้น แท้จริงคือรัศมีดุร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งสงครามซือโหยวนี่เอง!ภายใต้รัศมีจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนเวลานี้รัศมีดุร้ายที่แผ่ขยายครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่หลายร้อยลี้นั้น ค่อยๆเบาบางจางคลายลงเรื่อยๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์มิได้ลงมือกระทำการใดๆ รัศมีดุร้ายนี้คงจะขยายออกไปจนครอบคลุมดินแดนขุนเขากว่าแสนลูกไว้ทั้งหมดเป็นแน่!สีหน้าของหลิงหยุนพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่คิดเช่นนั้นนั่นเพราะเขาเข้าใจได้ดีว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริงๆ ย่อมหมายถึง การถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้อีกครั้งของเทพแห่งสงครามซือโหยว!“อาวุโสทั้งสองในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราควรทำเช่นไรต่อไปดี”สมุดจักรพรรดิแห่งผืนพิภพขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นพร้อมกับส่ายศรีษะไปมา พร้อมกับเปรยขึ้นเบาๆ“สวรรค์ลิขิตแล้ว..”“จะทำเช่นใดนับจากนี้ขึ้นอยู่กับเจ้า เจ้าควรต้องถามตนเองต่างหากเล่า..”ฉางเฟิง– พู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ ก็ได้แต่จ้องมองหลิงหยุนแน่นิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “ในระหว่างที่เจ้าอยู่ใต้ดิน การที่เจ้านำกระบี่โลหิตเทวะออกมา เพื่อใช้ต่อสู้กับโลหิตก้งกงนั้น ได้ไปกระตุ้นพลังให้กับเงาจำลองของซือโหยว จนเกือบจะสามารถทำลายผนึกที่ข้าสะกดไว้เมื่อครั้งก่อนได้ ข้าจึงต้องรีบรุดมาที่นี่อย่างไรกันเล่า อ่อ.. เจ้าเห็นหมอกสีขาวที่ปกคลุมรูปปั้นซือโหยวนั่นหรือไม่”“นับว่าโชคดีที่เฒ่าโฉวเปิ่นสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เสียก่อนจึงได้สร้างรัศมีสีทองสุกสว่างขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเจ้าไว้ นั่นไม่เพียงเป็นการปกป้องเจ้า แต่ยังเป็นการตัดการเชื่อมต่อของกระบี่โลหิตเทวะกับรูปปั้นซือโหยวอีกด้วย ข้าจึงพอมีเวลาที่ตามไปสะกดมันไว้ได้อีกครั้ง หาไม่แล้วก็คงยากที่จะคาดเดาได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีกบ้าง”หลิงหยุนเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วเวลานี้แต่สิ่งที่เขายังคงงุนงงสงสัยก็คือ “เอ่อ.. อาวุโสทั้งสอง แล้วเหตุใดเรื่องทั้งหมดจึงต้องขึ้นอยู่กับข้าด้วยเล่า”คำถามขอหลิงหยุนนั้นต้องการจะสื่อออกไปว่าในเมื่อทั้งสองท่านเก่งกว่าเขาตั้งมากมาย ยังไม่สามารถจัดการอะไรได้ แล้วเขาจะสามารถทำอะไรได้มากกว่างั้นหรือ“ฮึ่ม!”ฉางเฟิงได้แต่ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจในขณะที่โฉวเปิ่นกลับยิ้มออกมา และอธิบายให้หลิงหยุนฟังว่า