ตอนที่ 1179
บทที่ 1611 : เวลาไม่คอยท่า
October 22, 2026
บทที่ 1611 : เวลาไม่คอยท่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งครึ่งเดือนหลังนี้ ทุกคราที่หลิงหยุนได้สื่อสารกับสมุดจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ เขาก็มักจะคอยเตือนหลิงหยุน และเร่งเร้าให้เขามุ่งมั่นฝึกฝนบ่มเพาะพลังให้ก้าวหน้าโดยเร็ว หลิงหยุนรู้สึกและรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้มาโดยตลอดเขารู้ดีว่าย่อมมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ทำให้ฉางเฟิงต้องเฝ้าเตือน และกระตุ้นเขาให้เร่งฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมาถึงวันนี้ เขาจึงได้เข้าใจจนเกือบจะกระจ่างแล้ว.. โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลง.. ภารกิจที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วหนทางที่ยาวไกล มาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหน่วง! เมื่อใดก็ตามที่หายนะมาเยือนโลกมนุษย์แต่หลิงหยุนกลับไม่แข็งแกร่งเพียงพอ เมื่อนั้น เขาจะต้องเผชิญกับปัญหาที่จะตามมาอีกมากมาย “อาวุโสทั้งสองได้โปรดวางใจ!” หลิงหยุนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ“ด้วยทรัพยากรในการฝึกบ่มเพาะพลัง ที่อยู่ในมือของข้าเวลานี้ แทบไม่ต้องพูดถึงขั้นก่อสร้างรากฐาน หากข้าต้องการ ย่อมสามารถพัฒนาพลังขั้นได้สูงกว่านั้นแน่!” คำพูดของหลิงหยุนไม่นับเป็นการโอ้อวดแต่อย่างใดเขาคือผู้บ่มเพาะพลังในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ ผู้กลับมาจุติใหม่อีกครั้งด้วยความทรงจำเดิมๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถคำนวณได้ว่า ในแต่การพัฒนาขั้นพลังแต่ละขั้นนั้น จะต้องใช้ทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังมากเพียงใด เวลานี้หลิงหยุนเพิ่งจะเสร็จสิ้นไล่ดูดซับพลังชีวิต ไปตามเส้นลมปราณปฐพีที่ยาวหลายร้อยกิโลเมตร อีกทั้งยังขุดเอาหยกและหินพลังชีวิตตามเส้นทางนั้นกลับไปได้อย่างมากมาย มิหนำซ้ำเขายังมีรากปราณเขาปู้โจวอยู่ในมือ ยังไม่นับรวมทรัพยากรในการฝึกฝนต่างๆ ที่หลิงหยุนรวบรวมมาได้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยปริมาณทรัพยากรในมือของเขาเวลานี้ การจะพัฒนาขั้นพลังในเวลาใกล้เคียงกัน จึงไม่นับเป็นเรื่องที่เกินความสามารถเลย เหตุผลสำคัญอีกหนึ่งข้อก็คือหลิงหยุนเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) ได้ด้วยการดูดซับเอาพลังพุทธะของเหล่าภิกษุเข้าไป และบางคนยังเป็นถึงปรมาจารย์ที่เกิดดวงตาบรรลุธรรมแล้วด้วย อีกทั้งเนตรหยิน–หยางของหลิงหยุนเวลานี้ก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม โลกใบนี้กว้างใหญ่ หากหินพลังชีวิตที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ เขาก็สามารถออกไปค้นหาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร นอกเหนือจากเนตรหยิน–หยางแล้วการที่หลิงหยุนเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ได้นั้น ยังทำให้ดินแดนสมองของเขาพัฒนา จนเกิดดวงตาทิพย์เทียนเอี๋ยนทงขึ้นด้วย และที่สำคัญเวลานี้ หากหลิงหยุนต้องการเดินทางไปในที่ใด เขาก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยเพียงแค่การเหาะไปบนท้องนภาเท่านั้น แต่ยังมีก้าววิเศษเทียนจู๋ทง ที่เพียงแค่หนึ่งก้าว ก็สามารถเดินทางไปได้ไกลถึงหนึ่งหมื่นเมตร!ด้วยความสามารถที่เพิ่มขึ้นมานี้ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา หรือแม่น้ำใดๆ ที่ร่ำลือกันว่ามีพลังชีวิตอยู่หนาแน่น หลิงหยุนก็สามารถเดินทางไปถึงสถานที่เหล่านั้น ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และง่ายดายยิ่งกว่าเดิม!พูดง่ายๆก็คือเมื่อหลิงหยุนฝึกบ่มเพาะพลังจนก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้แล้ว นับจากนี้ไป ก็ยากนักที่จะมีสิ่งใด หรือผู้ใดสามารถรั้งเขาไว้ได้อีก!ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณชนิดใด เทพ มาร หรือพุทธะ หลิงหยุนก็ล้วนแล้วแต่ดูดซับเข้าไปได้หมด และนี่นับเป็นข้อได้เปรียบของหลิงหยุน อย่างยากที่จะหาผู้ใดเทียบได้!ฉะนั้นแล้วเมื่อใดที่หลิงหยุนต้องการทรัพยากรในการฝึกบ่มเพาะพลัง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด หรือว่าอยู่ที่ใด หากหลิงหยุนต้องการที่จะได้มา เขาย่อมต้องได้มา เช่นนี้แล้ว ยังจะมีผู้ใดในโลกที่จะสามารถทัดเทียมเขาได้อีก!และนี่คือวิธีระดมทรัพยากรในการฝึกบ่มเพาะพลังของหลิงหยุน!ในโลกใบใหญ่ใบนี้แม้ว่าแหล่งพลังชีวิตจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้พลังชีวิตค่อนข้างขาดแคลน แต่หลิงหยุนก็เชือว่า จะมีเพียงพอให้เขาฝึกสำเร็จได้จนถึงขั้นแก่นปราณทองคำอย่างแน่นอน หรืออาจจะสูงกว่านั้น..จากเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้หลิงหยุนมั่นใจในการฝึกบ่มเพาะพลังของตนเองเป็นอย่างมาก!“อาวุโสทั้งสองมิต้องร้อนใจไปนัก!พวกท่านต่างก็เห็นแล้วว่า หลังจากที่ข้าเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ได้แล้ว ข้าก็ใช้เวลาเพียงแค่สองสามวัน พัฒนาเข้าสู่ขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) ได้”“ขอเวลาให้ข้าอีกสักระยะรอให้ขั้นพลังของข้าเสถียรเมื่อใด ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะเข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานเมื่อใด ขออาวุโสทั้งสองอย่าได้เร่งรัดข้านัก..”หลังจากเอ่ยจบหลิงหยุนก็ได้หันไปมองท่านฉางเฟิงกับท่านโฉวเปิ่น และพบว่าทั้งคู่กำลังยืนทำสีหน้านิ่งเรียบ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย จนหลิงหยุนได้แต่นึกประหลาด และอดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้“เอ่อ..มีอะไรงั้นรึอาวุโสทั้งสอง! ต่อให้โลกใบนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงจริงๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกระมัง หรือนี่เป็นเรื่องเร่งด่วนถึงเพียงนี้เชียวรึ!”“เจ้าอยากจะฝึกฝนเช่นใดหรือนานเพียงใด ก็แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน!”พู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์เอ่ยตอบและทำสีหน้าท่าทางไม่แยแสใส่ใจอีก ในขณะที่สมุดจักรพรรดิแห่งผืนพิภพ ก็ได้แต่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วจึงได้เอ่ยตอบหลิงหยุนกลับไปว่า“โลกนี้มิได้เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอย่างที่เจ้ากล่าวจริงๆฉะนั้น พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องร้อนใจ หรือเร่งเร้าอะไรเจ้านัก!”