ตอนที่ 1187
บทที่ 1619 เหมี่ยวเสี่ยวเหมาพัฒนาขั้นพลัง
October 22, 2026
บทที่ 1619 เหมี่ยวเสี่ยวเหมาพัฒนาขั้นพลัง หลิงหยุนสังเกตเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าบริเวณหุบเขาแห่งนี้เปรียบเสมือนดวงตามังกร และที่นี่ก็เป็นจุดที่มีพลังหยางอยู่หนาแน่น ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีสมุนไพรชีฉียู่เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าหลิงหยุนย่อมไม่เขลาพอที่จะทำลายดินแดนที่มีค่าดั่งทองคำนี้ได้ เขาได้เก็บต้นอ่อนของสมุนไพรชีฉียู่นี้ไว้ และในอีกครึ่งปีข้างหน้า พวกมันก็จะเติบใหญ่ และขยายเต็มทุ่งแห่งนี้ให้เขาได้กลับมาเก็บเกี่ยวอีกครั้ง จำนวนสมุนไพรชีฉียู่ที่เก็บเกี่ยวได้ในคราวนี้หากคำนวณคร่าวๆ อย่างน้อยก็ต้องมีห้าร้อยถึงหกร้อยต้น ซึ่งนับว่าเพียงพอสำหรับที่เขาจะนำไปหลอมกลั่นเป็นโอสถชีฉียู่ได้หลายหมื่นเม็ดเลยทีเดียว แม้โอสถชีฉียู่จะมิได้เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองนักแต่ก็นับว่าเป็นมีประโยชน์ต่อคนในตระกูลหลิงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์ทั้งเจ็ดสิบสองคนของเขา เพราะมันคือโอสถที่ช่วยส่งเสริมการฝึกฝนในขั้นพลังชี่ได้ดีที่สุด หลิงหยุนยืนคิดอะไรบางอย่างอยู่ริมฝั่งแม่น้ำครู่หนึ่งและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง.. บูม! หลิงหยุนใช้พลังเหนือธรรมชาติของตนเองทำการเคลื่อนย้ายหินขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลนับพันก้อน จากเนินเขาสองลูกตรงหน้าพร้อมกันในคราเดียว และเวลานี้ ก้อนหินเหล่านั้นก็กำลังลอยอยู่บริเวณรอบๆดวงตามังกรแห่งนี้ หลิงหยุนทำการสร้างค่ายกลหลุมพลังและค่ายกลวราหกปิดล้อมหุบเขาแห่งนี้ไว้ เพื่อป้องกันมิให้พลังชีวิตภายในบริเวณนี้แพร่กระจายออกไปด้านนอกได้ ส่วนค่ายกลวราหกนั้นก็จะช่วยปกปิดหุบเขาแห่งนี้มิให้ถูกผู้ใดพบเห็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาทั่วไปจะไม่อาจย่างกรายเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้เลย หากพิจารณาจากค่ายกลหลุมพลังประกอบกับระยะเวลาที่สมุนไพรชีฉียู่จะเติบโตเต็มวัยอีกครั้งแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น หุบเขาแห่งนี้คงต้องเต็มไปด้วยพลังชีวิตที่เข้มข้นจนเป็นของเหลวแล้วเป็นแน่ หลิงหยุนตัดสินใจที่จะกระทำการบางอย่างเขาโบกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้น แล้วหินขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสามเมตรก็ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นดิน จากนั้นหลิงหยุนจึงได้เรียกกระบี่เหินเงาธนูออกมา และเริ่มทำการแกะสลักหินก้อนใหญ่นั้นให้กลายเป็นแจกันหินขนาดใหญ่แทน จากนั้นหลิงหยุนจึงได้กระโดดเข้าไปถือแจกันหินขนาดใหญ่นั้นไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะใช้วิชาใต้พิภพดำลงไปยังผืนดินเบื้องล่าง และนำแจกันหินใบใหญ่นั้นฝังลงไปใต้ดิน โดยให้ปากแจกันอยู่เสมอกับพื้น เพื่อให้หยดของเหลวพลังชีวิตสามารถไหลลงไปได้ “แต่ว่า..แค่นี้คงจะยังไม่เพียงพอ!” หลิงหยุนยืนยกมือขึ้นเกาปลายคางเบาๆพร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิด “แล้วถ้าฝนตกลงมาเล่า”หลังจากที่คิดถึงปัญหาข้อนี้ได้หลิงหยุนก็ได้แต่ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วจึงควบคุมกระบี่เหินเงาธนูให้พุ่งเข้าไปด้านในแจหินใบใหญ่อีกครั้ง กระบี่เหินเงาธนูเหาะเข้าเหาะออกอยู่หลายรอบก่อนจะหยุดนิ่งไปในที่สุดหลิงหยุนได้ทำการสลักค่ายกลหลุมพลังไว้ด้านในผนังแจกันหินส่วนด้านนอกสลักเป็นค่ายกลสกัดธารา ซึ่งจะทำให้แจกันนี้สามารถดูดเอาของเหลวพลังชีวิตเข้าไปกักเก็บไว้ภายในได้ แต่ในยามที่ฝนฟ้าเทลงมา น้ำฝนจะไม่สามารถไหลเข้าไปในแจกันได้นั่นเองหลิงหยุนยืนยิ้มให้กับความสำเร็จในครั้งนี้..หลังจากจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยเสร็จสิ้นดีแล้วหลิงหยุนก็ได้เหาะออกจากหุบเขา ข้นไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เขามองหาพื้นที่โล่งกว้าง ก่อนจะเรียกหม้อเสินหนงออกมาพร้อมกับหงส์ไฟ เพื่อเตรียมการหลอมกลั่นโอสถต่อไปหลังจากที่ฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นจิ่วเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-9) แล้ว การหลอมกลั่นโอสถจึงมิใช่เรื่องลำบากยากเย็นสำหรับหลิงหยุนอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้น การที่จะหลอมกลั่นให้ได้โอสถที่มีคุณภาพล้ำเลิศนั้น ก็ย่อมต้องมีข้อจำกัดอยู่บ้างหลิงหยุนใช้เวลาในช่วงบ่ายร่วมสามชั่วโมงไปกับการหลอมกลั่นโอสถหลังจากนั้น สมุนไพรชีฉียู่ที่หลิงหยุนเพิ่งจะเก็บเกี่ยวมา ก็ได้ถูกนำไปหลอมกลั่นเป็นโอสถชีฉียู่คุณภาพล้ำเลิศ ได้มากถึงสี่หมื่นเก้าพันเม็ด!“ฮ่าๆๆสามารถกลั่นโอสถชีฉียู่ล้ำเลิศได้มากมายถึงเพียงนี้ ครานี้นับว่าเพียงพอแก่ทุกคนเป็นแน่!”หลิงหยุนหัวเราะพร้อมกับร้องตะโกนออกมาอย่างมีความสุขในระหว่างที่เก็บหม้อเสินหนาง และโอสถทั้งหมดที่หลอมได้กลับเข้าไปไว้ในแหวนจักรวาล จากนั้น จึงได้เหาะลงจากยอดเขาไปเหมี่ยวเสี่ยวเหมายังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิมแม้ว่าหลิงหยุนจะทำการหลอมกลั่นโอสถอยู่บนยอดเขา แต่เขาก็หาได้เพิกเฉยต่อการปกป้องอันตรายให้กับเหมี่ยวเสี่ยวเหมาไม่ นางยังคงอยู่ภายใต้รัศมีจิตหยั่งรู้ของเขาตลอดเวลาและเหมี่ยวเสี่ยวเหมาก็ทำให้เขาต้องตกใจอย่างมากทีเดียว!นั่นเพราะก่อนที่จะมาถึงวันนี้เหมี่ยวเสี่ยวเหมาสามารถที่จะพัฒนาขั้นพลังบ่มเพาะได้ตลอดเวลา แต่นางกลับสามารถยับยั้งได้มาจนถึงตอนนี้ และยังคงยับยั้งได้ตลอดเวลาสามชั่วโมงที่เขาวุ่นอยู่กับการเก็บเกี่ยวสมุนไพรชีฉียู่ และหลอมโอสถอยู่แน่นอนว่าหากเป็นหลงฮ่าวหลาน เย่ชิงเฟิง และโจวเหวินอี้ การยับยั้งขั้นพลังดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ หรือน่าตกใจอะไร เพราะทั้งสามคนต่างก็ผ่านการยับยั้งขั้นพลังมานานหลายปีแล้ว ย่อมมีวิธีในการรับมือได้หลากหลาย มิหนำซ้ำทั้งสามคนต่างก็เคยผ่านการรับทัณฑ์สวรรค์มาก่อนแล้ว แต่เหมี่ยวเสี่ยวเหมานั้นยังไม่เคย..ความจริงแล้วการพยายามขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แต่ละขั้นพลังพลังมีความเสถียรมั่นคงนั้นเป็นเรื่องที่ดี และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนในขั้นต่อๆไป แต่การจงใจยับยั้งขั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหลายปี ก็ใช่ว่าจะดีเช่นกัน..